โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปรีดี แปลก อดุล : คุณธรรมน้ำมิตร (18)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 21 มิ.ย. 2567 เวลา 10.04 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2567 เวลา 01.57 น.

จาก “นักปฏิวัติแถว 2”

สู่นายกรัฐมนตรี…

ตั้งแต่เมื่อครั้งยังศึกษาอยู่ในกรุงปารีส หลวงพิบูลสงครามเป็นนายทหารยศเพียงร้อยโท

คือ 1 ใน 7 ของกลุ่มคนหนุ่มหัวก้าวหน้าที่รวมตัวกันให้กำเนิดความคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองภายใต้การนำของปรีดี พนมยงค์

แต่ครั้นถึงวันลงมือเมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 หลวงพิบูลสงครามกลับมีฐานะเป็นเพียง “นักปฏิวัติแถว 2” ตามระบบอาวุโสทางทหารที่มีนายทหารระดับพันเอก-พันโท “4 ทหารเสือ” เป็นนักปฏิวัติแถวหน้า

แต่กระนั้นในความเป็นจริง หลวงพิบูลสงครามก็ได้รับการยอมรับในความรู้ความสามารถของนายทหารหนุ่มระดับคุมกำลังในคณะราษฎรสายทหารบกในขณะนั้นซึ่งยังไม่รู้ซึ้งถึงอำนาจที่แท้จริงของตนในฐานะผู้คุมกำลังและยังคงอยู่ในกรอบประเพณี “ระบบอาวุโส” อันเคร่งครัดของทหาร

ความสำเร็จของคณะราษฎรซึ่งมีฝ่ายทหารเป็นหัวหอกเมื่อเช้า 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ประการสำคัญมาจากหลักการ “จู่โจม-Surprise” อันเป็นหลักการสำคัญข้อแรกๆ ในตำราพิชัยสงครามของทหารทั่วโลก

แต่เนื่องจากโดยพื้นฐานแล้วเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้รับการยินยอมจากฝ่ายอำนาจเก่า ดังนั้น ทันทีที่ตั้งตัวได้ ฝ่ายอำนาจเก่าก็เปิดฉากการรุกกลับเพื่อแย่งชิงอำนาจคืนทันที

เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร 10 ธันวาคม พ.ศ.2475 แม้จะมีที่มาจากการหักหาญด้วยอำนาจ แต่คณะราษฎรก็ยังยึดหลักการปฏิรูปตามลักษณะสังคมไทย

คณะราษฎรซึ่งมี ดร.ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำทางความคิดทางการเมืองพยายามประนีประนอมต่อฝ่ายอำนาจเก่าโดยเป็นเจ้าของความคิดเสนอให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ประธานศาลฎีกาในระบอบเก่าเป็นนายกรัฐมนตรี และให้อำนาจเต็มที่ในการกำหนดตัวคณะรัฐมนตรีซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นขุนนางเก่า

โดยเข้าใจว่าพระยามโนปกรณ์นิติธาดามีลักษณะก้าวหน้าจนเป็นที่ยอมรับในหมู่นักกฎหมายรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสยาม

แต่ในความเป็นจริงแล้ว พื้นฐานการศึกษาและประสบการณ์อันยาวนานจากวัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศอังกฤษทำให้เบื้องลึกแล้วพระยามโนปกรณ์นิติธาดายังคงมีลักษณะอนุรักษนิยมตามแนวทางของอังกฤษแม่แบบประชาธิปไตย ซึ่งคณะราษฎรรวมทั้ง ดร.ปรีดี พนมยงค์ จะได้ประจักษ์ด้วยตนเองในอีกไม่นาน

ครั้นได้ขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหารในฐานะนายกรัฐมนตรี พระยามโนปกรณ์นิติธาดาก็เปิดเกมเพื่อโค่นล้มคณะราษฎรโดยเลือกใช้วิธีการประชาธิปไตยทางรัฐสภา เนื่องจากอำนาจทางการทหารอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะราษฎรอย่างเบ็ดเสร็จ นำไปสู่การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารซึ่งขัดต่อหลักประชาธิปไตยประกาศปิดสภาและ “งดใช้รัฐธรรมนูญ” บางมาตราเมื่อ 1 เมษายน 2476

อีกทั้งยังประกาศพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ที่มีความมุ่งหมายชัดเจนเพื่อขจัด “มันสมอง” ของฝ่ายคณะราษฎรคือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม

รวมทั้งเกมที่เดินควบคู่กันไปคือการขจัดผู้นำฝ่ายทหาร “4 ทหารเสือ” ให้หลุดพ้นจากอำนาจ

ในช่วงเวลาวิกฤตเกมอำนาจช่วงกลางปี พ.ศ.2476 นี้ บทบาทของหลวงพิบูลสงครามได้นำไปสู่ปริศนาให้ต้องค้นหาความจริงจนถึงทุกวันนี้ก็คือ การวางตัวเมื่อครั้งเกิดความขัดแย้งระหว่างพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีที่เดินเกมรุกอย่างชัดเจนในฐานะผู้แทนฝ่ายอำนาจเก่า กับคณะราษฎรที่เกิดความแตกแยกกันเองในคณะ “4 ทหารเสือ” เหลือเพียงพระยาพหลพลพยุหเสนาที่ยังคงยืนหยัดต่อสู้ในนามคณะราษฎร

ปริศนาที่ว่านี้มาจากบทบาทอันซับซ้อนที่ทำให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาไว้ใจหลวงพิบูลสงครามว่ามิได้เป็นอันตรายต่อฝ่ายอนุรักษนิยมจนมอบตำแหน่งระดับสูงแก่หลวงพิบูลสงครามในช่วงแรก

แต่แล้วกลับเป็นหลวงพิบูลสงครามที่นำคณะทหารหนุ่มระดับคุมกำลังภายใต้การนำของพระยาพหลพลพยุเสนายึดอำนาจจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นผลสำเร็จอย่างง่ายดายเมื่อ 20 มิถุนายน พ.ศ.2476

**ปิดฉากบทบาท

ของฝ่ายอำนาจเก่าไปได้ระยะหนึ่ง**

ภาพลักษณ์ของหลวงพิบูลสงครามในการโค่นล้มพระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงกลับมาชัดเจนในฐานะคณะราษฎรที่ฟื้นตัวขึ้นใหม่ แต่ก็ยังทิ้งปริศนาให้ขบคิดว่า การร่วมมือกับฝ่ายอำนาจเก่าในชั้นแรกนั้นเป็นเพียง “เกมการเมือง” ที่วางแผนไว้แล้วเป็นอย่างดีเพื่อชัยชนะในบั้นปลายของคณะราษฎรจากมันสมองของนายทหารปืนใหญ่ผู้ชาญฉลาด

หรือเป็นเพียง “เกมตามน้ำ” แล้วเปลี่ยนพลิกกลับในภายหลัง โดยยึดประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง

บันทึกของประยูร ภมรมนตรี ใน “ชีวิต 5 แผ่นดินของข้าพเจ้า” รวมทั้งหลักฐานจดหมายส่วนตัวของพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) ที่มีถึงหลวงพิบูลสงครามซึ่งถูกนำมาเปิดเผยภายหลังโดยแพทย์หญิง โชติศรี ท่าราบ บุตรีพระยาศรีสิทธิสงคราม รวมทั้งข้อสังเกตของ สุพจน์ ด่านตระกูล ใน “ชีวิตและงานของ ดร.ปรีดี พนมยงค์” ล้วนนำไปสู่ข้อสงสัยในเจตนาที่แท้จริงของหลวงพิบูลสงคราม

หลวงพิบูลสงครามพยายามอธิบายเหตุผลในเชิงขอความเห็นใจในจดหมายที่มีถึง ดร.ปรีดี พนมยงค์ เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้วกว่า 10 ปี ว่า “เป็นเพียงนายทหารชั้นผู้น้อยที่กระทำไปเพราะความอ่อนประสบการณ์”

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการปราบกบฏบวรเดชเมื่อตุลาคม พ.ศ.2476 นั้นเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า ถึงที่สุดแล้ว หลวงพิบูลสงครามอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ ระหว่าง “ฝ่ายอำนาจเก่า” กับ “คณะราษฎร”

ในหนังสือ “คณะราษฎรผู้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ” ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ให้ความเห็นต่อความเป็นอันหนึ่งเดียวกันของคณะราษฎรว่า

“ในช่วงเวลาประมาณ 5 ปีที่พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี บรรดาสมาชิกระดับแนวหน้าของคณะราษฎรก็แยกย้ายกันรับหน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆ แล้วก็ทำงานร่วมกันโดยปราศจากความขัดแย้งซึ่งทำให้บ้านเมืองก้าวหน้าไปตามหลัก 6 ประการ, อีกทั้งการบริหารประเทศก็เป็นไปตามวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ”

“ต่อมาเมื่อหลวงพิบูลสงครามได้เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลสืบแทนพระยาพหลฯ คณะรัฐมนตรีก็ประกอบด้วยสมาชิกของคณะราษฎรเกือบทั้งคณะ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในอุดมการณ์และวัตถุประสงค์หลักโดยไม่ปรากฏว่าสมาชิกของคณะราษฎรผู้ใดมีความคิดที่จะแย่งชิงอำนาจจากใคร ขณะที่ความคิดเห็นที่ต่างกันในบางเรื่องก็เป็นธรรมดา”

“หากการเมืองไทยจะมีความขัดแย้งและมีการแย่งชิงอำนาจก็มิใช่ปัญหาภายในคณะราษฎร หากเป็นปัญหาระหว่างคณะราษฎรกับฝ่ายตรงข้ามที่มีมานับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งเป็นความขัดแย้งและการแย่งชิงอำนาจที่ปรากฏให้เห็นเสมอๆ”

ศาลพิเศษ 2482

เหตุการณ์สำคัญแรกที่เกิดขึ้นเมื่อหลวงพิบูลสงครามขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อ 16 ธันวาคม พ.ศ.2481 คือการจัดตั้ง“ศาลพิเศษ พุทธศักราช 2482” ซึ่งผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรขึ้นพิจารณาคดีเป็นการเฉพาะ โดยมีหลวงพรหมโยธี เพื่อนรักร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยของหลวงพิบูลสงครามเป็นประธาน

ซึ่งกรมตำรวจโดยหลวงอดุลเดชจรัสและขุนศรีศรากร ยังคงทำหน้าที่ในฐานะจุดเริ่มของกระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกับการจัดตั้งศาลพิเศษ 2 ครั้งก่อนหน้านี้

เสทื้อน ศุภโสภณ บันทึกว่า

“พ.ต.อ.หลวงอดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจ ได้รู้แผนการล่วงหน้ามาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี”

“28 มกราคม 2481 กรมตำรวจได้มีคำสั่งให้เตรียมพร้อมทุกหน่วยเพื่อรอฟังคำสั่งและพร้อมที่จะออกปฏิบัติการได้ทันที โดยก่อนที่จะดำเนินการครั้งนี้ พ.ต.อ.หลวงอดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจ ได้มีคำสั่งเรียกตัวนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เข้าร่วมประชุมที่กองตำรวจสันติบาลเพื่อวางแผนการในการเข้าดำเนินการจากกลุ่มบุคคลที่คิดต่อต้านรัฐบาลเหล่านี้”

“ซึ่งนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เข้าร่วมประชุมนี้ประกอบด้วย พ.ต.อ.พระพิจารณ์พลกิจ (ยู่เซ็ก ดุละลัมพะ) รองอธิบดีกรมตำรวจ พ.ต.อ.พระรามอินทรา (ดวง จุลัยยานนท์) ผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 7 พ.ต.ท.ชลอ ศรีศรากร ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล โดยมี พ.ต.อ.หลวงอดุลเดชจรัสเป็นประธานที่ประชุม โดยใช้เวลาในการประชุม 2 ชั่วโมง จนกระทั่ง 03.00 น. จึงได้มีคำสั่งให้ชุดปฏิบัติการตำรวจสันติบาลออกปฏิบัติการเข้าจับกุมบุคคลต่างๆ ตามเป้าหมายพร้อมกันในเวลา 04.30 น.”

ในที่สุดศาลพิเศษก็มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2482 ตัดสินให้ปล่อยตัวพ้นข้อหาจำนวน 7 คน ให้จำคุกตลอดชีวิต 25 คน และประหารชีวิต 21 คน

โดยในจำนวนนี้ ระบุว่าเป็นกลุ่มกบฏที่มีการเตรียมการยึดอำนาจโดยมีพระยาทรงสุรเดชเป็นผู้นำ

นักโทษที่ถูกตัดสินประหารชีวิตจำนวน 21 คน ให้เว้นการประหาร คงเหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต 3 คน เนื่องจากเคยประกอบคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร พระยาเทพหัสดิน และหลวงชำนาญยุทธศิลป์ จึงเหลือนักโทษที่ถูกประหารชีวิต 18 คน และถูกจำคุกด้วยระยะเวลาต่างๆ กันรวม 70 คน

คําตัดสินของศาลพิเศษที่ให้มีการลงโทษโดยประหารชีวิตครั้งนี้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแผ่นดิน จนถูกเรียกว่าคดี “ประหารชีวิต 18 ศพ” และจะเป็น “ตราบาป” ของหลวงพิบูลสงคราม ตลอดมาแม้จนบัดนี้

ต่อมาได้มีการส่งตัวนักโทษการเมืองทั้งหมดที่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำบางขวางไปเกาะตะรุเตา เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2482 ในสมัยที่หลวงพิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี หลวงอดุลเดชจรัสเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และขุนศรีศรากรเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ซึ่งปรากฏบันทึกของนักโทษการเมืองโดยเฉพาะ สอ เสถบุตร ว่านักโทษการเมืองได้รับการปฏิบัติด้วยดี

จนกระทั่งมีการเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบเป็นผู้อื่นจึงถูกปฏิบัติอย่างทารุณโหดร้ายเมื่อถูกย้ายที่คุมขังจากเกาะตะรุเตาไปเกาะเต่า

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปรีดี แปลก อดุล : คุณธรรมน้ำมิตร (18)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...