โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

รู้จักแนวคิด Unbossing ทำงานไร้ผู้บังคับบัญชา เพิ่ม Productivity ได้จริงไหม?

Mission To The Moon

เผยแพร่ 28 พ.ค. 2567 เวลา 05.30 น. • Mission To The Moon Media

คุณคิดว่าหากปราศจากผู้บังคับบัญชาหรือ “หัวหน้า” แล้ว ทีมของคุณจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมี Productivity เพิ่มขึ้นหรือไม่?
.
นี่คือคำถามสำคัญที่เป็นหัวใจของแนวคิดที่มีชื่อว่า "Unbossing" ซึ่งเป็นวิธีการบริหารที่ได้รับความสนใจอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว แต่พักหลังมานี้ แนวคิดนี้เริ่มกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ The Great Tech Layoff ที่บริษัทเทคฯ เริ่มรื้อถอนโครงสร้างบริษัทด้วยการปลดพนักงานจำนวนมาก
.
ผนวกกับการที่หลายๆ บริษัทมีการปลดพนักงานเพื่อกำจัดลำดับชั้นในการบริหารที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้ทีมต่างๆ สามารถทำงานได้อย่างอิสระมากขึ้นอีกด้วย
.
นอกจากนี้ พนักงานยังให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและอิสระในการทำงานมากขึ้นหลังสถานการณ์โควิด หลังจากที่นายจ้างต้องยอมให้พนักงานทำงานจากระยะไกลมากขึ้น (Remote Working)
.
โดยผู้บริหารบริษัทชั้นนำอย่าง Vasant Narasimhan ซีอีโอของ Novartis บริษัทยาชั้นนำ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่บาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้นได้เชิดชูแนวคิด Unbossing เป็นอย่างมากและเขาได้เริ่มสร้างวัฒนธรรมองค์กรโดยมีแนวกรอบแนวคิดนี้เป็นศูนย์กลางอีกด้วย
.
เขาเชื่อว่าแนวคิดนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่อง Productivity ในปัจจุบัน โดยทำให้พนักงานรู้สึกเป็นเจ้าของ (Sense of ownership) และมีความผูกพันกับงานและองค์กรมากขึ้นในสภาพแวดล้อมการทำงานแบบไฮบริด ในขณะเดียวกันก็ช่วยผลักดันผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้นด้วย
.
.
แต่ความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมองค์กรแบบ "Unbossed" และ "Bossed" คืออะไรกันแน่?
.
เชื่อว่าวัฒนธรรมแบบ Bossed นั้นเป็นแนวทางการทำงานแบบที่พวกเราหลายคนคุ้นเคย นั่นก็คือหัวหน้างานสั่ง ลูกน้องจึงค่อยตามคำสั่ง แต่แน่นอนว่ารูปแบบการบริหารมีหลากหลาย ตั้งแต่หัวหน้าสายเคร่งที่ต้องการจะควบคุมทุกรายละเอียดอย่างใกล้ชิด ไปจนถึงหัวหน้าสายชิลที่เน้นการให้อิสระกับลูกทีมของตัวเองโดยมีการติดตามผลเป็นระยะ อย่างไรก็ตามในวัฒนธรรมองค์กรแบบ Bossed แม้ลูกทีมจะมีอิสระมากเพียงใด ก็ต้องทำงานอยู่ภายใต้กรอบที่หัวหน้างานกำหนดอยู่ดี
.
Josh Bersin ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมระดับโลกและซีอีโอของ The Josh Bersin Company กล่าว ในทางตรงกันข้าม ผู้จัดการแบบ "Unbossed" จะให้อิสระและอำนาจแก่พนักงานมากขึ้นในการทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายโดยรวมของทีมและบริษัท ในที่สุดแล้ว ในวัฒนธรรมแบบ "Unbossed" หัวหน้างานหรือผู้จัดการจะทำหน้าที่เป็น “ผู้นำ” มากกว่าผู้สั่งงาน
.
แนวคิดแบบ Unbossed นี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีการปลดผู้จัดการระดับกลางเพิ่มขึ้นท่ามกลางการปลดพนักงานและการปรับโครงสร้างองค์กรในปัจจุบัน โดยในปี 2023 การปลดผู้จัดการระดับกลางคิดเป็น 30% ของการปลดพนักงานทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 20% โดยในปี 2018 นั้น บริษัทยักษ์ใหญ่มากมายอย่าง Live Data Technologies, Bayer, และ Citigroup ได้ประกาศความพยายามที่จะลดลำดับขั้นการบริหารที่ไม่จำเป็นให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ทีมงานทำงานได้อย่างอิสระมากขึ้น
.
"การมีลำดับชั้นการบริหารที่ไม่มีประสิทธิผลหลายชั้นอาจเป็นอุปสรรคต่อ Productivity โดยรวมขององค์กร โดยหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือการสื่อสารไหลเวียนของข้อมูลที่ไม่มีประสิทธิภาพระหว่างผู้มีอำนาจตัดสินใจและพนักงานที่ต้องทำงานอยู่แนวหน้า ซึ่งจำเป็นต้องรับมือกับลูกค้า แก้ไขปัญหา และปฏิบัติงานประจำวันขององค์กร" Jenny von Podewils ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Leapsome กล่าว
.
"องค์กรที่มีลำดับชั้นที่มีความกระชับกว่า จะสามารถนำไปสู่การตัดสินใจที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ความร่วมมือที่ดีขึ้นระหว่างผู้นำและพนักงาน และการสื่อสารที่ราบรื่นขึ้นทั่วทั้งบริษัท" Jenny von Podewils กล่าวเสริม
.
ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนเนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ หรือการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ทำให้บางตำแหน่งมีความจำเป็นน้อยลง การที่มีหลากหลายบริษัทเริ่มประยุกต์ใช้แนวคิดแบบ "Unbossing" นี้เองก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการให้พนักงานมีอำนาจควบคุมวิธีการทำงานของตัวเองมากขึ้น และยังสะท้อนถึงปัญหาเรื่องความไว้วางใจในที่ทำงานด้วย
.
.
บทบาท “หัวหน้า” จะหายไปในอนาคต?
.
ทั้งนี้ การที่หลายบริษัทเริ่มมีวัฒนธรรมแบบ Unbossing เองไม่ได้หมายความว่าตำแหน่งหรือบทบาทของ “หัวหน้า” นั้นจะหายไปอย่างสิ้นเชิง หากแต่เป็นการปรับโครงสร้างขององค์กรที่มีความ “แบนราบ” มากขึ้น
.
โดยหัวหน้างานอาจจะมีอำนาจในการควบคุมน้อยลงและมีผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนมากขึ้น ในท้ายที่สุดแล้ว มันเกี่ยวกับการคิดทบทวนบทบาท “หัวหน้างาน” ใหม่และวิธีที่พวกเขาสามารถทำงานได้ดีขึ้นเพื่อช่วยให้พนักงานบรรลุเป้าหมายของบริษัท หาใช่เป้าหมายของหัวหน้างาน
.
สำหรับพนักงานในองค์กรแบบ Unbossed นั้นจะทำให้พนักงานทั่วๆ ไปสามารถทำงานได้อย่างอิสระมากขึ้นในบางสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม อิสระที่มากขึ้นเองก็แปลว่าพนักงานเหล่านั้นเองก็จำเป็นที่จะต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์และประสิทธิภาพงานของตนเองมากขึ้น โดยที่ไม่มีหัวหน้างานมารับหน้าให้อีกต่อไป" Joe Galvin หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Vistage กล่าว
.
.
แล้ว AI มีบทบาทอย่างไร?
.
หากยกตัวอย่างบริษัทใหญ่ที่ส่งเสริมวัฒนธรรมแบบ Unbossed อย่างเปิดเผยก็คือ Novartis โดยความรับผิดชอบหลักของหัวหน้างานของพวกเขาก็คือการติดตามการเรียนรู้ การพัฒนา และการเติบโตของผู้ใต้บังคับบัญชาในบริษัท ซึ่ง Novartis พึ่งพาเครื่องมือ AI เพื่อช่วยให้พนักงานขับเคลื่อนความก้าวหน้าในอาชีพของตนเองได้อย่างแข็งขันมากขึ้น
.
โดยพวกเขาใช้เครื่องมือจับอย่าง “Talent Match” และ “Match Learn” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเสริมสร้างการเรียนรู้ที่มอบคำแนะนำการเรียนรู้เฉพาะบุคคลเพื่อช่วยให้พนักงานพร้อมในบางด้าน ทำให้พวกเขาสามารถตอบสนองต่อความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และเครื่องมือประเมินตนเองช่วยให้พนักงานค้นพบจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุงเพื่อช่วยให้พวกเขาวางแผนความก้าวหน้าในอาชีพได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย
.
ซึ่งเครื่องมือเทคโนโลยีเหล่านี้เรียกได้ว่า อาจเป็นการปลดเปลื้องภาระทางใจอันหนักอึ้งที่อยู่นอกเหนือ Job Description ของหัวหน้างานที่ต้องแวะเวียนมาให้คำแนะนำและดูแลสภาพจิตใจของลูกทีมเป็นครั้งคราว ซึ่งอาจทำให้เหล่าหัวหน้างานนั้นสามารถโฟกัสกับเป้าหมายขององค์กรและทีมได้ดีขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้
.
.
ข้อเสียของ Unbossed Culture
.
ทั้งนี้การเปลี่ยนผ่านไปสู่วัฒนธรรมแบบ Unbossed ต้องอาศัยความไว้วางใจระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ที่เริ่มต้นทำงานในยุคการทำงานระยะไกลที่มีความต้องการอิสระในการทำงานสูง
.
โดยการเปลี่ยนผ่านไปสู่วัฒนธรรม Unbossed มีความเสี่ยงบางประการ พนักงานสามารถอาจมีแนวโน้มที่จะเริ่มทำงานแบบ Quiet Quitting ได้มากขึ้นโดยทำงานให้สำเร็จเพียงแค่ขั้นต่ำ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น เนื่องจากถูกจับตาดูและอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลที่น้อยลง รวมถึงมีการตรวจสอบที่ไม่บ่อยนัก
.
อีกทั้งยังมีเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกมีเกี่ยวข้องเนื่องจากว่าคนทำงานเองก็ยังเป็น “มนุษย์” โดยการทำงานกับมนุษย์นั้น ทักษะการเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ที่บางทีก็จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำงานในยุคปัจจุบัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปแค่ไหน ก็ยังไม่เห็นว่ามีเครื่องมือหรือ AI ตัวไหนที่สามารถมีความ Empathy ได้ใกล้เคียงมนุษย์จริงๆ เลย
.
"ผู้คนสามารถซ่อนตัวในสภาพแวดล้อมดิจิทัลนี้ได้ง่ายกว่าที่เคยเป็นมาก่อน" Galvin กล่าว
.
อย่างไรก็ตาม คนทำงานทั้งหลายเองก็ต้องรอติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไปว่า แนวทางการทำงานแบบ Unbossing นี้จะถูกจุดติดเป็นประกายจนนำไปประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลายมากแค่ไหน แต่ในปัจจุบันนี้นั้น จนกว่าเราจะสามารถมีเครื่องมือติดตามการทำงานของพนักงานแต่ละคนได้อย่างชัดเจนจริงๆ ก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าแนวคิดแบบ Unbossing นี้จะได้รับการยอมรับจากบริษัททั่วโลกจริงๆ
.
.
อ้างอิง
- WTF is an unbossed culture? (and does it really drive productivity) : Hailey Mensik, Worklife.news - https://bit.ly/3V9s4Up
- We create an unbossed environment : Novartis - https://bit.ly/4aB8nJN
- ‘The 2024 Great Unbossing’ Trending Among Middle Manager Careers In The Workplace : Bryan Robinson, Ph.D., Forbes - https://bit.ly/3UUEw9d
.
.
#Unbossing
#Productivity
#การทำงาน
#Trend
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...