โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่เป็นลี่จินเหมย ยุค 70S (มี E-BOOK)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 08 พ.ค. 2567 เวลา 05.00 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. 2567 เวลา 05.00 น. • นราพิตร
ฟางเซียน สาวออฟฟิศ ทำงานไม่ได้หยุด จนงานได้คร่าชีวิตเธอ เธอได้ไปเกิดใหม่ในร่างของ ลี่จินเหมย ยุค 70 ในยามที่ข้าวยากหมากแพง เรื่องราวของชีวิตเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป

ข้อมูลเบื้องต้น

ฝากนิยายเรื่อง เกิดใหม่เป็นลี่จินเหมยยุค 70S ด้วยนะคะ

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแต่ง และเป็นจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น

ไม่ได้อ้างอิงประวัติศาสตร์ สถานที่ หรือบุคคลแต่อย่างใด

โปรดอ่านแค่ความบันเทิงเท่านั้น

ห้ามดัดแปลงและลอกเลียนแบบ

บทที่ 1 งานคร่าชีวิต

ณ บริษัทผลิตสิ่งทอ ใจกลางเมืองกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ด้วยผลผลิตที่ต้องส่งออกไปต่างประเทศ ทำให้พนักงานบริษัทแห่งนี้ทำงาน แทบไม่มีวันหยุดหย่อน ฟางเซียน หญิงสาววัย 25 ปี ผิวขาว ผมยาว เธอเป็นพนักงานออฟฟิศ ทำงานด้านเอกสารของบริษัทผลิตสิ่งทอแห่งนี้ แต่เธอยังไม่ได้แต่งงานมีครอบครัว ด้วยที่ว่าตั้งแต่เธอมาทำงานที่บริษัทแห่งนี้ เธอแทบจะไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว

เธอได้เงินเดือน เดือนละสี่พันหยวน แต่เธอก็ไม่ได้ใช้เงินสักเท่าไร เพราะเธอทำงานหามรุ่งหามค่ำ ในส่วนเพื่อนของเธอหลังจากเรียนจบพร้อมกัน ก็กลับไปทำงานที่บ้านเกิดของตัวเองที่ต่างจังหวัด เว้นแต่ฟางเซียน เธอใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในเมืองกรุง ท่ามกลางความวุ่นวาย เพราะครอบครัวของเธอได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว

“ฟางเซียน เดี๋ยววันนี้เธอทำงานเอกสารส่วนนี้ให้เสร็จด้วยนะ เพราะพรุ่งนี้เดี๋ยวทางบริษัทจะส่งผ้าที่ผลิตส่งออกไปที่ต่างประเทศ ฉันต้องได้ใบเช็คสินค้าให้ครบภายในพรุ่งนี้ตอนเช้าตรู่”

เสียงที่กำลังสั่งงานนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นหัวหน้างานของฟางเซียนนั่นเอง

“เอ่อ คือว่า วันนี้ฉันมีนัดกับเพื่อนค่ะ ไหนเมื่อวานหัวหน้าบอกกับฉันว่าถ้าฉันทำงานเอกสารชุดนั้นเสร็จแล้ว วันนี้ฉันก็ไม่ต้องอยู่ทำงานล่วงเวลาต่อไงค่ะ แล้วอีกอย่างฉันเลื่อนนัดเพื่อนมานับครั้งไม่ถ้วน ให้คนอื่นทำแทนฉันวันหนึ่งเถอะนะคะหัวหน้า”

“คงไม่ได้แล้วแหละ ฟางเซียน มันเป็นงานด่วนที่เธอต้องทำ เพราะผู้บริหารสั่งฉันมาว่า พรุ่งนี้จะมีการส่งผ้าล๊อตใหญ่ไปให้กับต่างประเทศ แล้วฉันต้องได้ใบเช็คสินค้าทั้งหมดภายในพรุ่งนี้เช้า ถ้าเธอไม่ทำงานตามคำสั่งฉัน ในฐานะที่ฉันเป็นหัวหน้า ฉันก็คงต้องให้ผู้บริหารระดับสูงพิจารณาเรื่องเงินเดือนเธออีกทีหนึ่งแล้วกัน”

เมื่อฟางเซียน ได้ยินดังนั้น เธอก็ครุ่นคิดในใจ เฮ้อ กูอยากจะลาออกจากบริษัทนี้จะตาย หัวหน้าก็สั่งกูเหมือนขี้ข้า ทำงานก็ไม่ได้หยุดหย่อน รอกูได้งานบริษัทใหม่ก่อนเถอะ กูจะออกไปไม่ลาสักคำ

“ได้ค่ะ หัวหน้า เดี๋ยวฉันจะทำให้เสร็จภายในคืนนี้เลยค่ะ ฉันจะไม่พัก ไม่กินข้าว ไม่ทำอย่างอื่นทั้งนั้น จะทำแต่งานนี้อย่างเดียวเลยค่ะ” ฟางเซียน เธอได้พูดกับหัวหน้างานของเธอ แต่สิ่งที่เธอพูดนั้น เหมือนจะประชดหัวหน้าเธอด้วย เพราะเธอเคยทำงานจนสลบไปครั้งหนึ่งแล้ว

“ดีมาก เธอทำงานให้เสร็จละ อย่าทำให้ฉันต้องผิดหวังกับงานชิ้นนี้ของเธอ แล้วอย่าลืมเช้าพรุ่งนี้ฉันต้องได้ใบเช็คสินค้าล๊อตนี้ทั้งหมด”

หลังจากที่หัวหน้าได้สั่งงานฟางเทียนเสร็จแล้ว เขาก็ได้เดินออกไป พร้อมหยิบกระเป๋าใบหรู สะพายข้างเดินไปยังที่จอดรถ สายตาคู่น้อยของหญิงสาวฟางเซียน มองตามหลังหัวหน้าด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิด เพราะวันนี้เธอต้องอยู่ทำงานล่วงเวลาอีกแล้วและไม่รู้ว่าจะเสร็จตอนไหน เพราะรายการสินค้าที่จะต้องส่งออกไปต่างประเทศพรุ่งนี้ เป็นล๊อตใหญ่ ถ้าไม่เสร็จตามที่หัวหน้าสั่ง มีหวังเงินเดือนไม่ขึ้นแน่ โชคชะตาเหมือนจะแกล้งกันเลย

“ฟางเซียน กลับบ้านกัน เลิกงานแล้ว”

รุ่นพี่ที่ทำงานของเธอที่อยู่อีกแผนกหนึ่งเดินผ่านฟางเซียนและทักทายชวนกลับบ้าน

“ฉันยังกลับไม่ได้หรอกค่ะพี่ มีงานด่วนมาอีกแล้ว นัดกับเพื่อนเย็นนี้ก็ไม่ได้ไปเซ็งมาก ๆ เลยค่ะพี่ แทนที่ฉันจะได้ไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ บ้าง แต่ไม่เลย”

“อีกแล้วหรอฟางเซียน พี่เห็นเราทำงานล่วงเวลาแทบทุกวันเลยน่ะ แล้วคนอื่นละทำไมไม่อยู่ช่วยงานฟางเซียนบ้างละ”

“ไม่รู้เหมือนกันค่ะพี่ หัวหน้าสั่งแต่ฉันคนเดียว แต่ถ้าฉันไม่ทำ หัวหน้าจะไปบอกผู้บริหารให้พิจารณาเงินเดือนฉัน ไม่รู้จะอคติอะไรกับฉันนักหนา”

“นั่นสิ พี่ก็สังเกตดูหลายรอบแล้วนะ ทำไมไม่สั่งงานคนอื่นบ้าง”

“ฉันอยากจะลาโลกนี้ไปให้รู้แล้วรู้รอด”

“อย่าพูดอย่างนั้น ฟางเซียน ใจเย็น ๆ เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้น หัวหน้าเขาอาจจะทดลองงานฟางเซียนดูก็ได้”

“ให้มันจริงเถอะค่ะ” ฟางเซียนพลางทำสีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไร่

“อย่างนั้น พี่กลับก่อนนะ อย่าลืมกินข้าวกินปลาละ เดี๋ยวสลบเหมือนครั้งก่อนอีก”

“ค่ะพี่”

จากที่สนทนากับรุ่นพี่แล้วเธอก็หยิบโทรศัพท์โทรหาเพื่อนของเธอชื่อ ชิงชิง แต่ทว่าเพื่อนของเธอกลับไม่เข้าใจฟางเซียนเอาสะเลย ก็อย่างว่าแหละเลื่อนนัดกับเพื่อนหลายครั้งแล้ว เพื่อนคงไม่สบอารมณ์เหมือนกัน

“เฮ้อ ไม่มีใครเข้าใจฉันสักคนเลย ทำไมชีวิตฉันต้องเป็นแบบนี้ด้วย ชีวิตที่แสนห่วยแตกสิ้นดี แถมต้องอยู่คนเดียวอีก”

หลังจากที่ทุกคนกลับบ้านกันเกือบหมดแล้ว ฟางเซียนนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เธอยังไม่ได้กินข้าวเย็น เพราะงานด่วนที่เธอได้รับมาทำ มันเยอะมาก เธอกะจะทำให้เสร็จแล้วจะกลับไปกินที่บ้านทีเดียว

ขณะนี้เวลา 22.00 น.

เฮ้อ ทำไมมันง่วงอย่างนี้ ขอฟุบหลับแปปหนึ่งดีกว่า เหลือไม่เยอะแล้ว ตื่นมาทำแปปเดียวก็น่าจะเสร็จ ฟางเซียนพูดกับตนเอง เพราะตาเธอตอนนี้อ่อนล้าเต็มที่บวกกับการที่เธอพักผ่อนไม่เพียงพอ

มือทั้งสองข้างของฟางเทียนเอาขึ้นเกยกันบนโต๊ะทำงานจากนั้นเธอก็ฟุบหลับไปบนโต๊ะ โดยไม่รู้เลยว่าการหลับของเธอในครั้งนี้ เธอจะได้ตื่นขึ้นมาอีกหรือไม่…

บทที่ 2 เกิดใหม่ในร่างลี่จินเหมย

หลังจากที่ฟางเซียนได้ฟุบหลับที่โต๊ะทำงานของเธอ จากนั้นเธอก็ไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกเลย แต่เธอกลับพยายามจะลืมตาอีกครั้ง แต่ทว่าเปลือกตาของเธอมันช่างเหมือนแทบจะไม่มีแรงที่จะลืมตาขึ้นมาได้เลย เธอได้แต่คิดในใจว่า ทำไมตัวฉันถึงลืมตาไม่ได้สักทีนะ แล้วใครมาร้องไห้ข้างฉันเนี้ย

ฮือ ฮือ เสียงร้องไห้เป็นเสียงของหญิงชรา ซึ่งฟางเซียนรู้เลยว่าเสียงที่เธอได้ยินนี้ต้องเป็นเสียงคนชราแน่นอน แต่เธอไม่สามารถขยับเปลือกตาเพื่อให้ลืมตาขึ้นมาดูได้ขณะนี้ มือทั้งสองข้างลูบอยู่ที่หน้าผากของเธอเบา ๆ พร้อมกับพูดว่า

“ลี่จินเหมย หลานย่า อย่าเพิ่งจากย่าไปไหนนะหลาน ถ้าไม่มีหลานย่าจะอยู่ยังไง แม่ของหลานก็ตายไปแล้ว พ่อของหลานก็เอาแต่กินเหล้า แล้วอีกอย่าง หมิงหนี๋เมียใหม่ของพ่อหลาน ตั้งแต่หลานป่วยแล้วไม่ได้สติ เขาก็กลับมามีนิสัยแบบเดิมอีกแล้ว ถ้าหลานตายไป ย่าก็คงต้องตรอมใจตายตาม”

จากที่ฟางเซียน ได้ฟังหญิงชราที่คร่ำครวญร้องไห้อยู่ข้าง ๆ ตัวเธอ ทำให้เธอฉุกคิดขึ้นมาว่า “เราอยู่ที่ไหนกันแน่ เพราะจำได้ว่าล่าสุดเรากำลังนั่งทำงานอยู่ แล้วง่วงนอนจากนั้นเราก็ฟุบหลับไปบนโต๊ะทำงาน แต่นี่เรามาอยู่ที่ไหนกันแน่ ย่าเราก็ไม่อยู่แล้ว ทั้งพ่อและแม่เราก็ไม่มีใครอยู่แล้ว” เมื่อฟางเซียนฉุกคิดขึ้นดังนั้น เธอจึงพยายามฝืนตัวเองให้ลืมตาขึ้นมาให้ได้

ฟางเซียนค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่อ่อนล้า ลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ แต่สิ่งที่เธอเห็นตรงหน้านั้น เป็นห้องนอนเล็ก ๆ ที่มีหญิงชรานั่งฟุบอยู่ตรงแคร่ที่นอนที่เธอนอนอยู่ พร้อมกับเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น มือของฟางเซียนเริ่มขยับช้า ๆ ทำให้ขณะที่หญิงชรากำลังฟุบหน้าร้องไห้อยู่ กระตุ๊กขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

“ลี่จินเหมยหลานย่า ฮือ ฮือ หลานฟื้นแล้วหรือ ย่าคิดว่าหลานจากย่าไปแล้ว หลานนอนไม่ได้สติมาตั้งหลายวัน ย่าแทบจะสิ้นใจตามหลานไป”

ฟางเซียนที่อยู่ในร่างของลี่จินเหมย ถึงกับงวยงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า ซึ่งเธอไม่รู้เลยว่า จู่ ๆ เธอมาอยู่ในร่างของหญิงสาวที่ชื่อ ลี่จินเหมย คนนี้ได้อย่างไร หรือเธอได้มาเกิดใหม่แล้ว แต่เอ๊ะ ทำไมร่างที่เธอมาเกิดใหม่นี้ ถึงมีร่างกายซูบผอม เหลือแต่กระดูกเช่นนี้ ดูชีวิตเธอช่างน่าสงสารเวทนาเหลือเกิน เธอคนนี้ได้หมดลมหายใจไปแล้วหรือ เราถึงได้มาเกิดใหม่อยู่ในร่างนี้แทนได้ ฟางเซียนในร่างลี่จินเหมยได้แต่คิด แต่ไม่กล้าที่จะพูดออกมา เพราะถ้าพูดไปก็ไม่มีใครเชื่ออยู่ดี

“ลี่จินเหมย ลุกมากินยาก่อนน่ะหลาน เดี๋ยวย่าป้อนยาให้กิน หลานนอนไม่รู้สึกตัวมาหลายวันแล้ว ย่าคิดว่าหลานจะไม่ตื่นมาหาย่าอีกแล้ว ย่าไม่อยากเสียหลานไปอีกคน กินข้าว กินยาก่อนนะหลาน จะได้มีแรง อยู่กับย่าไปนาน ๆ หลานต้องมีชีวิตต่อไป”

ฟางเซียน ไม่ได้พูดอะไร ลุกมากินข้าว กินยาตามที่ย่าของลี่จินเหมยร่างเดิม กำลังเอาข้าวต้ม และยามาให้เธอกิน ซึ่งฟางเซียนในร่างใหม่ก็ไม่รู้หรอกว่า ลี่จินเหมยร่างเดิมนั้น ชีวิตของเธอเป็นมายังไง ลำบากแค่ไหน แต่เท่าที่ได้ฟังย่าของเธอพูดออกมานั้น ทำให้ฟางเทียนรู้ได้บ้างแล้วว่าลี่จินเหมยร่างเดิม ต้องมีเรื่องที่ทำให้เธอทุกข์ทรมานทางด้านจิตใจมาไม่น้อยเลยทีเดียว

เมื่อเธอเกิดมาใหม่มาอยู่ในร่างของลี่จินเหมยคนนี้แล้ว เธอก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ เธอต้องใช้ชีวิตต่อไปกับหญิงชราที่อยู่ตรงหน้าที่ได้ชื่อว่าเป็นย่าของเธอ เธอจึงพยุงตัวเองลุกขึ้นมากินข้าว และกินยาสมุนไพรจีน ที่ย่าของเธอเตรียมไว้ให้ เพื่อให้ร่างกายของเธอแข็งแรงขึ้นมา เพราะตอนนี้ร่างเดิมของลี่จินเหมย ซูบผอม แทบจะเหลือแต่กระดูก กับหญิงสาวที่มีอายุราว ๆ แค่ยี่สิบปีเท่านั้น แต่เพราะเธอไม่ยอมกินข้าว กินยา จึงทำให้ร่างกายของเธอเป็นเช่นนี้

“ย่าดีใจมากเลยน่ะหลาน ที่หลานฟื้นขึ้นมายอมกินข้าว กินยา และมีชีวิตอยู่ต่อไป แม่ของหลานจะได้หมดห่วง ตั้งแต่แม่ของหลานเสียไป ทุกอย่างที่เคยเป็นครอบครัว ตอนนี้ยิ่งลำบากขึ้นไปอีก พ่อของหลานและหมิงหนี๋ ตอนนี้ก็เอาแต่กินเหล้า อาหารที่มีอยู่ตอนนี้ก็ใกล้จะหมด คูปองที่เอาไปแลกอาหารมากินก็หมดแล้ว แลกอาหารมาได้ พ่อของหลานก็เอาไปแลกเอาเหล้าที่ร้านค้าต่อ”

“แลกคูปองหรอ นี่เรามาเกิดใหม่ที่ยุคไหนกันแน่ อย่าบอกน่ะว่ามาเกิดใหม่ในช่วงยุค 70 ของจีน โอ้ย เป็นยุคข้าวยากหมากแพงอีก แบบนี้เราจะมีชีวิตรอดไปอีกกี่วันละเนี้ย ไม่ได้การแล้ว พ่อลี่จินเหมยร่างเดิมจะเอาแต่กินเหล้าไม่ได้ แล้วอีกคนที่ชื่อหมิงหนี๋ภรรยาใหม่ของพ่อลี่จินเหมย เขาเป็นคนยังไงกันแน่ ลี่จินเหมยร่างเดิมเธอช่วยให้ฉันระลึกรู้ตัวตน ภูมิหลังของเธอก่อนที่เธอจะมาตายไปแบบนี้ด้วยเถอะ ฉันจะได้รู้ว่าจะต้องใช้ชีวิตยังไง”

ฟางเซียนไม่รู้เลยว่า พ่อของลี่จินเหมยร่างเดิมเป็นคนยังไง และภรรยาใหม่ของพ่อลี่จินเหมยเป็นคนยังไง เพราะตั้งแต่เธอเข้ามาอยู่ในร่างของลี่จินเหมย เธอก็เห็นย่าของลี่จินเหมยเป็นคนแรก จากนั้นเธอก็ยังไม่เห็นใครอีกเลย

ขณะที่ฟางเซียนกำลังครุ่นคิดเรื่องราวต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ทำให้จิตของเธอได้ย้อนความทรงจำของลี่จินเหมยก่อนที่เธอจะเข้ามาอยู่ในร่างของลี่จินเหมยคนใหม่

บทที่ 3 ครอบครัว

ครอบครัวของลี่จินเหมย ย้อนไปเมื่อสามปีที่แล้ว ขณะนั้นเธออายุสิบเจ็ดปีเท่านั้น ทั้งครอบครัวมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสามคน โดยมีพ่อ แม่ และย่าของเธอ ครอบครัวเธอเป็นครอบครัวขนาดเล็ก ฐานะค่อนข้างยากจน บวกกับยุคสมัยนั้น เป็นยุคที่ข้าวยากหมากแพง ต้องใช้คูปองในการแลกอาหารเพื่อนำมาจุนเจือครอบครัว

ลี่จินเหมย หญิงสาวที่กำลังเริ่มโตเป็นสาว ในวัยเพียงสิบเจ็ดปี ต้องออกจากโรงเรียนไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะครอบครัวของเธอยากจน และต้องมาดูแลแม่ที่กำลังป่วยและไม่รู้ว่าจะตายวันไหน

เดิมแล้วนั้นครอบครัวของเธอได้ปลูกผักขาย ซึ่งเป็นที่เช่าของคนอื่น เช่ามาทำการเกษตร แต่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติครั้งร้ายแรง ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม รวมถึงปัญหาทางการเมือง ทำให้ผลผลิต จากผักที่ปลูกไว้ขาย ล้มไม่เป็นท่า เหลือผักที่หลงเหลืออยู่กินเพื่อประทังชีวิตก็เท่านั้น และไม่นานมันก็คงหมดไป

แม่ของเธอเป็นผู้ป่วยขาดสารอาหาร เพราะหลังจากที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในยุคนั้น ทางด้านครอบครัวจะได้คูปองจากรัฐบาล เพื่อที่จะไปแลกเอาอาหารมาจูนเจือครอบครัว แต่ทว่าสามีของเธอ หรือพ่อของลี่จินเหมย เอาแต่กินเหล้า แถมคูปองที่เอาไปแลกเอาอาหารมาไว้กินในครอบครัว พ่อของเธอยังขโมยเอาไปแลกเหล้ามากิน ไม่รู้สึกสงสารครอบครัวเลยแม้แต่น้อย

ลู่เจียง พ่อของลี่จินเหมย เริ่มติดเหล้าหนักตั้งแต่ที่ครอบครัวเธอไม่เหลืออะไรแล้ว จากแต่ก่อนยังปลูกผักขายได้ แต่พอมาเจอภัยธรรมชาติ และวิกฤติเศรษฐกิจแบบนี้เกิดขึ้น ทำให้ลู่เจียงเกิดความเครียดสะสม จากนั้นก็เอาแต่กินเหล้า เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย จากคนที่คอยดูแลครอบครัว หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้สนใจครอบครัวตนเองอีกเลย

“พี่ลู่เจียง พี่จะเอาคูปองนั้นไปไหน ฉันจะเอาไปแลกอาหารมาให้ลูกกับแม่กิน เอาคืนมาเดี๋ยวนี้น่ะ”

เสียงฉุดกระชากลากถูกันอยู่ ภายในบ้านหลังเล็ก ๆ เป็นชายหญิงกำลังทะเลาะกันอยู่เป็นใครไปไม่ได้นอกจากพ่อกับแม่ของลี่จินเหมย เสียงเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ

“เอาคืนมาเดี๋ยวนี้น่ะ พี่ลู่เจียง”

“กูไม่คืน กูจะเอาไปแลกเหล้า” สีหน้าที่ยังไม่ส่างเมาของลู่เจียง ส่งกลิ่นเหล้าคละคลุ้ง กำลังทะเลาะกันกับลี่หลันภรรยาของเขา

“พี่หยุดกินเหล้าบ้างเถอะตอนนี้ครอบครัวเราก็จะอดตายกันอยู่แล้ว ไม่รู้จะตายวันตายพรุ่ง อาหารก็จะหมดแล้ว พี่ให้คูปองฉันมาเถอะ”

“ใครจะอดตายก็ช่าง กูจะกินเหล้า ในเมื่อชีวิตกูตอนนี้มันก็ไม่มีอะไรดีแล้ว”

“นี่ พี่ลู่เจียง พี่ไม่สงสารลูกกับแม่พี่บ้างหรือยังไง เอาแต่กินเหล้า ตัวฉันอดตายไม่เท่าไร แต่ลูกเราลี่จินเหมย เขายังต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่วันข้างหน้า ลำพังแค่ฉัน จะตายวันตายพรุ่งก็ช่าง”

“กูไม่สงสารใครทั้งนั้นแหละ อีกไม่นานก็ต้องตายกันหมด”

“พี่นี่มันเลวจริง ๆ ฉันไม่น่ามาเอาพี่เป็นสามีเลย”

“เออ กูมันเลว มึงก็ปล่อยกูไปไม่ต้องมายุ่งกับกู กูจะกินเหล้า จะทำอะไรก็เรื่องของกู มึงจะไปไหนก็ไป ส่วนคูปองอันนี้ มึงอย่าหวังว่าจะได้มันไป”

ทั้งสองคนแย่งคูปอง ใบที่จะไปแลกอาหาร สามีได้ผลักภรรยาของตนเองล้มลงกับพื้นอย่างรุนแรง บวกกับว่าลี่หลันเป็นโรคขาดสารอาหารอยู่แล้วทำให้ร่างกายอ่อนแรง และหมดสติลง และสามีของเธอก็ไม่ได้สนใจว่าจะเป็นยังไง

“กูบอกมึงแล้วใช่ไหม ว่าอย่ามายุ่งกับกู เป็นไงละ มึงก็รีบตาย ๆ ไปซะเถอะ จะได้หมดเวรหมดกรรมกับกูสักที”

ลู่เจียงพูดกับภรรยาของตนเองที่ฟุบลงไปกับพื้นบ้าน แต่เธอได้หมดสติไปแล้ว ลู่เจียงไม่ได้สนใจภรรยาของตนเองแม้แต่น้อย สนใจแค่ว่าได้คูปองไปแลกเอาเหล้าเท่านั้น จากนั้นเขาก็เอาคูปองที่แย่งได้เดินออกจากบ้านไปอย่างหน้าตาเฉย

เมื่อเวลาผ่านไปสักพักใหญ่

“ลี่หลัน ลี่หลัน” เสียงหญิงวัยชรา กำลังเขย่าตัวของลูกสะใภ้ตนเอง ที่กำลังนอนหมดสติอยู่ภายในบ้าน แต่ปลุกยังไงเธอก็ยังไม่ได้สติ ฮุ่ยเจียง หญิงชราที่เป็นแม่สามีของลี่หลัน จึงตะโกนเรียกหลานที่กำลังล้างผักอยู่หลังบ้านให้มาช่วยดูแม่ของตนเอง

“ลี่จินเหมย มาช่วยย่าดูแม่หลานหน่อย แม่หลานไม่รู้เป็นอะไร พอย่าเข้ามาในบ้านย่าก็เห็นนอนหมดสติไปแล้ว”

ลี่จินเหมยที่กำลังล้างผักอยู่หลังบ้าน รีบวางผักลงและรีบวิ่งเข้ามาในบ้านทันที มือทั้งสองข้างของเธอ ช่วยผยุงแม่ที่ไม่ได้สติขึ้นมา

“แม่ แม่เป็นอะไรค่ะ ทำไมแม่นอนหมดสติอยู่ตรงนี้ใครทำอะไรแม่ แม่ตื่นขึ้นมาก่อนเร็วเข้า” แต่แม่ของลี่จินเหมยก็ยังไม่ได้สติฟื้นขึ้นมา

การที่ฮุ่ยเจียง และลี่จินเหมย ที่มาเห็นลี่หลัน กำลังนอนหมดสติอยู่ในบ้านนั้น เธอกับย่าของเธอ ได้ไปเก็บเอาผัก ที่ชาวบ้านปลูกเก็บผลผลิตหมดแล้ว และหลงเหลือแต่ตอผักกับราก เธอเอามากินเป็นอาหาร เธอเลยไม่รู้ว่าระหว่างที่เขาทั้งสองคนไม่อยู่เกิดอะไรขึ้นกับแม่ของตนเองกันแน่ แต่ที่เห็นคือ พ่อของตนเองไม่ได้อยู่ที่บ้านแล้ว จึงทำให้ทั้งสองคนเดาได้ว่า ไม่ได้เป็นใครที่ไหนเป็นแน่ นอกจากลู่เจียง พ่อของเธอ ที่ทำให้ลี่หลันต้องเป็นแบบนี้

“ย่าค่ะ แม่ยังไม่ได้สติเลย เราจะทำยังไงกันดี พ่อก็ไม่รู้ แต่ขืนอยู่แกก็ไม่ช่วยอะไรแน่ แล้วอีกอย่างที่แม่ต้องมาเป็นแบบนี้ก็เพราะพ่อคนเดียว”

“ย่าก็ไม่รู้จะพูดยังไงกับพ่อของหลานแล้ว ตอนนี้มันไม่เอาอะไรทั้งนั้น เอาแต่กินเหล้าไปวัน ๆ ส่วนลี่หลันแม่ของหลาน ครอบครัวเราก็ไม่มีเงินที่จะพาไปรักษาที่โรงพยาบาล เดี๋ยวย่าไปต้มยาสมุนไพรที่มีอยู่ก่อนน่ะ”

ตอนนี้ไม่รู้เลยว่าแม่ของลี่จินเหมยจะฟื้นขึ้นมาอีกหรือไม่

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...