เหลือ 3 ถ้วย! 10 วัน ล่า 4 แชมป์ เขียนประวัติศาสตร์ “บอลไทย”
“ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในเดือนพฤษภาคม 2025 กำลังจะมีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการคว้า “4 แชมป์” ในฤดูกาลเดียว ซึ่งยังไม่เคยมีทีมไหนในประเทศไทยทำได้มาก่อน
ตอนนี้พวกเขาคว้าแชมป์ไทยลีกไปแล้วเรียบร้อย เหลืออีก 3 รายการให้ลุ้นกันแบบยาวๆ ทั้ง Shopee Cup, ช้าง เอฟเอ คัพ และ รีโว่ ลีก คัพ ซึ่งทั้งสามนัดนี้คือรอบชิงชนะเลิศทั้งนั้น และจะลงเตะในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี่แหละ
21 พฤษภาคม ชิง Shopee Cup เจอกับ กง อัน ฮา นอย จากเวียดนาม
24 พฤษภาคม เอฟเอ คัพ เจอเมืองทอง ยูไนเต็ด
31 พฤษภาคม รีโว่ ลีก คัพ เจอลำพูน วอร์ริเออร์ส
เริ่มจากประสบการณ์ของนักเตะ ผู้เล่นชุดนี้ของ บุรีรัมย์ เรียกได้ว่า “ผ่านศึกหนัก” มาทั้งนั้น มีทั้งเกมใหญ่ในประเทศ เกมระดับอาเซียน จนถึงถ้วยเอเชีย ยิ่งได้ธีราทรกลับมาฟิตแบบเต็มถังอีกครั้ง ยิ่งเพิ่มพลังกลางสนามให้ทีมแบบเห็นผลชัดเลย
ถัดมาก็คือ “ขุมกำลังเชิงลึก” คือพูดง่ายๆ คือ นักเตะสำรองคุณภาพไม่แพ้ตัวจริงเลย เพราะทั้งฤดูกาลพวกเขาหมุนเวียนตัวผู้เล่นได้อย่างเนียนมาก โดยเฉพาะพวกต่างชาติที่เข้ามาเสริม เช่น กีเญร์เม่ บิสโซลี่, ลูคัส คริสปิม รวมถึงจอมถล่มประตูอย่างศุภชัย ใจเด็ด ที่ยิงรวมกันไปเกิน 70 ประตูแล้วทุกรายการ
เรื่องแท็กติกก็ถือว่าโอเคมาก ภายใต้การคุมทีมของกุนซือบราซิลอย่าง “ออสมาร์ ลอสส์” เขาเข้ามาใหม่ในฤดูกาลนี้แต่ปรับตัวเร็วมาก แถมยังวางระบบ 3-4-3 และ 3-5-2 ได้ลงตัวสุดๆ ทำให้ทีมเน้นเพรสซิ่งไว คุมแดนกลางได้ดี และแปลงเกมรับเป็นเกมรุกได้รวดเร็วแม่นยำ
อย่าลืมจุดสุดท้ายที่สำคัญสุดๆ อย่างผู้รักษาประตู “นีล เอเธอร์ริดจ์” นายด่านทีมชาติฟิลิปปินส์ ที่เซฟอุตลุด จนเก็บไปแล้ว 23 คลีนชีตจาก 46 นัด เรียกว่าเป็นกำแพงด่านสุดท้ายที่เชื่อถือได้มากๆ
นัดแรก วันนี้ Shopee Cup เจอกับ กง อัน ฮา นอย ทีมจากเวียดนาม เกมแรกเสมอกันมา 0-0 ตอนนี้ได้กลับมาเตะในบ้านที่ช้างอารีนา บอกเลยว่าได้เปรียบมาก เพราะแฟนบอลจะเต็มสนามแน่นอน
แต่จะประมาทไม่ได้เลยนะ เพราะโค้ชของกง อัน ฮา นอย ก็คือ “อเล็กซานเดร โพลกิ้ง” อดีตเฮดโค้ชทีมชาติไทย เขารู้จักบอลไทยดีมาก นักเตะเวียดนามก็วิ่งไม่มีหมด แถมเข้าสกัดกั้นดุใช้ได้ แต่ปัญหาของพวกเขาคือ นักเตะต่างชาติยังเล่นไม่ค่อยเข้าระบบกับนักเตะเวียดนามเท่าไหร่
ภาพรวมของเกมนี้น่าจะเป็นฝั่งบุรีรัมย์ที่ครองบอลมากกว่า แต่ต้องระวังเกมสวนกลับของฝั่งเวียดนามด้วย ถ้าแก้เพรสซิ่งพวกเขาได้ และไม่หงุดหงิดกับจังหวะดักฟาวล์ บุรีรัมย์ ก็น่าจะผ่านได้และชูโทรฟี่ใบที่สองในฤดูกาลนี้
นัดที่สอง ช้าง เอฟเอ คัพ เจอกับศัตรูคู่แค้นตลอดกาลอย่าง “เมืองทอง ยูไนเต็ด” คู่นี้ไม่ต้องพูดเยอะ แฟนบอลรู้กันดีว่าความเดือดทะลุจอแค่ไหน
เมืองทอง ปีนี้ผลงานดีขึ้นแบบก้าวกระโดด พวกเขาผ่านทีมใหญ่อย่าง แบงค็อก , สุโขทัย และราชบุรี เข้ามาในรอบชิงได้ ถือว่าไม่ธรรมดาเลยจริงๆ จุดแข็งคือแนวรุกที่จัดจ้าน ส่วนจุดอ่อนคือมักมีข้อผิดพลาดเล็กๆ ที่ทำให้เสียประตูง่าย
ที่สำคัญคือ บุรีรัมย์ กับ เมืองทอง เจอกันทีไร ไม่มีคำว่าอุ่นเครื่อง ความมันส์เต็มร้อยตลอด ยิ่งเป็นรอบชิง ยิ่งเดิมพันด้วยศักดิ์ศรี จะไม่มีใครยอมใครแน่นอน
แม้สถิติปีนี้ บุรีรัมย์ จะชนะเมืองทองในลีกทั้งไปและกลับ แต่ก็อย่าลืมนะว่า ปีก่อนพวกเขาเคยโดนเมืองทองเขี่ยตกรอบใน รีโว่ ลีก คัพ มาแล้วด้วยสกอร์ 0-2 นี่คือ “เกมที่หนักสุด” ของสามนัดก็ว่าได้
นัดสุดท้าย รีโว่ ลีก คัพ เจอกับน้องใหม่ไฟแรง “ลำพูน วอร์ริเออร์ส” ถึงแม้ชื่อชั้นจะเป็นรอง แต่บอกเลยว่านี่ก็ไม่ง่ายนะ เพราะพวกเขามีโค้ช “อเล็กซานเดร กามา” ที่รู้จัก บุรีรัมย์ ดีมาก เคยคุมทีมอยู่ถึง 2 รอบด้วยกัน
ลำพูนปีนี้มาแบบทีมเวิร์กเหนียวแน่น เล่นมีวินัย เกมรับไม่หลุดง่าย เกมรุกก็รอจังหวะเล่นงานแบบเฉียบๆ และพวกเขาเข้าชิงฟุตบอลถ้วยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรด้วยนะ บอกเลยว่าแรงจูงใจมาเต็ม
บุรีรัมย์เองก็ต้องระวัง เพราะถ้าพลาดในสองนัดก่อนหน้านี้ แล้วมาเจอลำพูนที่บีบเกมเก่ง อาจกลายเป็นเกมที่อึดอัดเอาได้ง่ายๆ หรือถ้าชนะมาสองนัดแรก ก็จะได้แรงส่งมาแบบเต็มๆ เพื่อคว้าแชมป์ที่ 4 ให้ได้
เครดิตรูป : BURIRAM UNITED , Công An Hà Nội FC , Muangthong United FC. , Lamphun Warriors