โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SCGPคงเป้าEBITDAปีนี้ 1.8หมื่นล. เร่งปิดดีลM&Pเพิ่มอีก 1โครงการ

Manager Online

เผยแพร่ 29 ก.ค. 2568 เวลา 10.29 น. • MGR Online

SCGP คงเป้าEBITDAปี68อยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท แม้ครึ่งปีแรกมีEBITDA 8,489ล้านบาท เร่งปิดดีลM&Pอย่างน้อย 1โครงการในครึ่งปีหลังนี้ พร้อมรับมือภาษีทรัมป์ ยันได้รับผลกระทบเล็กน้อยจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนผลดำเนินงาน 6เดือนแรกปีนี้ มีกำไรสุทธิ 1,910 ล้านบาท ลดลง 40% ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาลอัตรา 0.25 บาท/หุ้น

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่าในปี2568 บริษัทยังเติบโตต่อเนื่องจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นแม้ว่าราคาขายธุรกิจสายบรรจุภัณฑ์แบบคนบวงจรและธุรกิจเยื่อและกระดาษปรับลดลงตามแนวโน้มตลาดในภูมิภาค แต่คงเป้ากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย(EBITDA)ที่ตั้งไว้ 18,000 ล้านบาท แม้ว่าครึ่งปีแรกบริษัทมีEBITDA อยู่ที่ 8,489 ล้านบาท เนื่องจาก Fajar ซึ่งเป็นบริษัทผลิตบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซียมีผลดำเนินงานดีขึ้น

โดยแนวโน้มตลาดบรรจุภัณฑ์ในครึ่งปีหลังมองว่าอาเซียนจะมีความต้องการบรรจุภัณฑ์ภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภค จากการกระตุ้นเศรษฐกิจและคาดการณ์จีดีพีเติบโตสูงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ รวมถึงการเติมสต๊อกสินค้าในช่วงสิ้นปี ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล (RCP) และค่าขนส่ง มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามความต้องการในภูมิภาคที่ปรับดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามผลกระทบจากมาตรการภาษี (Reciprocal Tariff) จากประเทศที่ยังไม่มีข้อสรุปรวมถึงไทย

แต่หากไทยถูกจัดเก็บภาษีReciprocal Tariff ที่ 25% เป็นอัตราที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีความได้เปรียบด้านภาษีที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเวียดนามอยู่ที่ 20% อินโดนีเซีย 19% บริษัทก็จะอาศัยฐานการผลิตในประเทศอาเซียนไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อินโดนีเซียเพื่อการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ แต่ทั้งนี้สินค้าบรรจุภัณฑ์จะไปพร้อมกับสินค้าลูกค้า ดังนั้นการลดต้นทุนจะช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้น

“ SCGP มีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐฯ ประมาณร้อยละ 4 ของรายได้รวม ผ่านการส่งออกสินค้าเพื่อผู้บริโภค ทำให้มีผลกระทบจำกัด อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้ดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกเพิ่มการขายบรรจุภัณฑ์ภายในประเทศในอาเซียน และส่งออกไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย บังคลาเทศ ออสเตรเลีย เป็นต้น พร้อมใช้จุดแข็งจากห่วงโซ่การผลิตที่ยืดหยุ่น ฐานการผลิตที่หลากหลายในอาเซียน ครอบคลุมพอร์ตสินค้าและโซลูชันบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ที่สามารถผสานการผลิตและวัตถุดิบ รวมถึงวางแผนร่วมกับลูกค้า”

ส่วนผลกระทบจากการปะทะที่ชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา บริษัทได้รับผลกระทบน้อยมาก เนื่องจากไม่มีฐานการผลิตในกัมพูชาและเมียนมา ดังนั้นสินค้าบรรจุภัณฑ์จะไปพร้อมกับสินค้าลูกค้าที่เดิมเคยส่งออกทางบกผ่านทางด่านชายแดน ก็เปลี่ยนไปส่งออกทางเรือแทน

นายวิชาญ กล่าวว่า บริษัทได้ปรับลดงบลงทุนในปี2568 จากเดิมที่ตั้งไว้ 13,000 ล้านบาท ลงเหลือ 10,000 ล้านบาท โดย 6 เดือนแรกปีนี้ใช้งบลงทุนไปแล้วราว 6,000ล้านบาท เป็นการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มอีก30%รวมเป็น 100%ใน Duy Tan Plastics Manufacturing Corporation (Duy Tan) ประเทศเวียดนาม วงเงิน 3,727ล้านบาท โดยSCGPคาดว่าในครึ่งปีหลังนี้จะปิดดีลการร่วมลงทุน(M&P )อย่างน้อย 1 โครงการ

ส่วนความคืบหน้าแผนตั้งโรงงานบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบคงรูป (Rigid Packaging) ที่สหรัฐอเมริกานั้น ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรหนึ่งราย และรอความชัดเจนการขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯต่อสินค้านำเข้าจากประเทศไทยจะเป็นอัตราเท่าไร จากที่ได้กำหนดไว้ 36%

สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 2 ปี 2568 SCGP มีรายได้จากการขาย 31,557 ล้านบาท ลดลง 2%เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน และมี EBITDA 4,257 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1 % และมีกำไรสำหรับงวด 1,010 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12%เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568

สำหรับงวดครึ่งแรกของปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 63,766 ล้านบาท ลดลง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 1,910 ล้านบาท ลดลง 40% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมี EBITDA อยู่ที่ 8,489 ล้านบาท ลดลง 13% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ SCGP ได้วางกลยุทธ์เติบโตภายในประเทศอาเซียนอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นการตลาดเชิงรุกผ่านโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ส่งผลให้ปริมาณการขายสินค้ากลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจร โดยเฉพาะในเวียดนามเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ราคาส่วนใหญ่ยังทรงตัว ส่วนกลุ่มธุรกิจเยื่อและกระดาษ ปริมาณการขายลดลงจากความต้องการที่ชะลอตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้เน้นบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ด้วยการใช้ AI และ Machine Learning ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า โดยเฉพาะธุรกิจในอินโดนีเซียที่เริ่มนำ AI มาปรับใช้ และปรับสัดส่วนการใช้พลังงาน รวมถึงเพิ่มการใช้วัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล (RCP) ภายในประเทศ

นายวิชาญ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ อนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2568 อัตรา 0.25 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,073 ล้านบาท โดยจะขึ้น XD วันที่ 8 สิงหาคม 2568 กำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date) ในวันที่ 13 สิงหาคม 2568 และเตรียมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลวันที่ 27 สิงหาคม 2568

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...