โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

แสนยานุภาพทัพไทย ปฏิบัติการปกป้องดินแดนและอธิปไตย

THE STANDARD

อัพเดต 26 ก.ค. 2568 เวลา 06.59 น. • เผยแพร่ 26 ก.ค. 2568 เวลา 06.59 น. • thestandard.co
แสนยานุภาพทัพไทย ปฏิบัติการปกป้องดินแดนและอธิปไตย

อย่างที่เรารู้กันก็คือการปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชาเริ่มจากฝ่ายกัมพูชาส่งโดรนและกองกำลังกำลังเข้าประชิดฐานฝ่ายไทยจนเกิดการปะทะขึ้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม และขยายออกไปทั้งแนวเกือบจะทุกจังหวัดที่กองทัพภาคที่ 2 รับผิดชอบ อาวุธหนักถูกใช้งานตั้งแต่ช่วงแรก โดยกัมพูชาระดมยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 122 มม. ทั้งแบบ BM-21 แบบ Type-81 หรือ RM-70 ยิงเข้าใส่ฝ่ายไทย ส่วนฝ่ายไทยนอกจากการยิงปืนใหญ่ตอบโต้แล้วยังส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 ไปทิ้งระเบิดกองบัญชาการกองพลของกัมพูชา

จุดที่น่าสนในของปฏิบัติการของ F-16 ก็คือเป็นการปฏิบัติการตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการปะทะเริ่มขึ้น นั่นหมายถึงว่ากองทัพอากาศเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติการมานานแล้วทั้งแผนการปฏิบัติภารกิจ เส้นทางการบิน อาวุธที่ใช้ และเป้าหมายซึ่งเชื่อว่าถูกจัดเอาไว้ในบัญชีเป้าหมายตั้งแต่ต้น เนื่องจากกองบัญชาการกองพลทั้งสองนั้นคือกองพลที่ออกคำสั่งให้ไปวางทุ่นระเบิดจนทหารไทยขาขาดไปสองนาย การโจมตี ณ จุดที่ออกคำสั่งคือการตอบโต้โดยตรงต่อการวางทุ่นระเบิดที่นอกจากจะละเมิดอนุสัญญาออตตาวาแล้ว ยังเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอีกด้วย

คาดว่า F-16 ที่ใช้งานมีทั้งที่มาจากฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช และฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี โดยมีรายงานว่าในภารกิจแรกจัด F-16 จำนวน 6 ลำใช้ระเบิด GBU-12 เข้าทำลายเป้าหมาย ซึ่งถ้าข้อมูลระเบิดถูกต้อง แปลว่ามีการใช้ F-16 สองลำทำภารกิจชี้เป้า ซึ่งการชี้เป้าคือการยิงแสงเลเซอร์ความเข้มข้นสูงแต่ตามองไม่เห็นไปยังเป้าหมายด้วยกระเปาะชี้เป้า Sniper ATP ส่วน F-16 ลำอื่นที่เข้าโจมตีก็จะทิ้งระเบิด GBU-12 ซึ่งนำวิถีด้วยเลเซอร์ โดยระเบิดจะมีเซนเซอร์ตรวจจับพลังงานของเลเซอร์ที่สะท้อนออกจากเป้าหมาย และมีครีบเพื่อปรับทิศทางในการวิ่งเข้าสู่เป้าหมาย

ด้วยวิธีนี้ จะทำให้ระเบิดพลาดเป้าไม่เกิน 5 เมตร แม้จะทิ้งจากความสูง 3–4 กิโลเมตรเหนือพื้นดินก็ตาม ซึ่งจะแตกต่างจากจรวดหลายลำกล้องของกัมพูชาที่พบว่าส่วนใหญ่ตกในเขตบ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาล และสถานีบริการน้ำมันจนมีพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมาก

จรวดหลายลำกล้องนั้นจริงๆ แล้วถูกออกแบบมาให้ทำลายเป็นพื้นที่ หมายถึงเน้นการทำลายพื้นที่กว้างเช่นสนามบิน ที่รวมพล หรือฐานทัพขนาดใหญ่ และด้วยคุณสมบัติของจรวดที่มีความแม่นยำต่ำ ทำให้ปกติแล้วจะต้องตั้งยิงทีละ 5–6 คันเพื่อให้เกิดผลลัพธ์การโจมตีที่ดีที่สุด ซึ่งจะแตกต่างจากปืนใหญ่ที่จะมีความแม่นยำสูงกว่ามาก แต่ก็จะทำลายได้เป็นจุดๆ ไป

แต่ภาพที่ปรากฏพบว่ากัมพูชายังใช้การยิงจรวดหลายลำกล้องจากรถยิงเพียงคันเดียว ซึ่งบรรทุกจรวดได้คันละ 40 นัด มีระยะยิงไกล 40 กิโลเมตร สิ่งนี้ถ้าไม่ใช่เพราะว่ากัมพูชายังขาดความรู้ในการใช้งานจรวดหลายลำกล้องจริงๆ ก็อาจแสดงให้เห็นว่ากัมพูชามีลูกจรวดจำกัด ต้องยิงทีละน้อยๆ เพื่อประหยัด จึงไม่สามารถตั้งยิงพร้อมกันด้วยรถยิงทีละหลายคันได้ แต่การตั้งยิงทีละคันก็ให้ผลลัพธ์ต่ำเช่นกัน เช่นในการปะทะเมื่อปี 2554 ซึ่งมีหลายครั้งที่ฐานของทหารไทยถูกจรวดหลายลำกล้องจำนวน 40 นัดยิงเข้าใส่แต่ได้รับความเสียหายต่ำมากและไม่มีกำลังพลบาดเจ็บ

ดังนั้นเมื่อประกอบกับความแม่นยำที่ต่ำ ทำให้เกิดภาพของการที่กัมพูชาโจมตีโรงพยาบาลและบ้านเรือนประชาชนของไทย ซึ่งถือว่าผิดหลักการและกฎหมายระหว่างประเทศหลายฉบับ ยังไม่นับว่าการยิงเข้าใส่พื้นที่ใกล้แหล่งชุมชนนั้นถ้าเป็นกองทัพที่มีมาตรฐานและคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดจากประชาชนผู้บริสุทธิ์แล้ว จะไม่พิจารณาใช้งานจรวดหลายลำกล้องเป็นอันขาด

นอกจากนั้นเมื่อเกิดการปะทะในจุดอื่นๆ เช่น ภูมะเขือ บริเวณด้านข้างของปราสาทพระวิหาร กองทัพบกไทยยังใช้โอกาสนี้ในการโจมตีชิงพื้นที่ที่ถูกยึดไปตั้งแต่ปี 2554 คืนด้วยการผลักดันกำลังของกัมพูชาให้ถอยออกจากเส้นปฏิบัติการบนภูมะเขือและพื้นที่ข้างเคียงเพื่อตัดการส่งกำลังบำรุงบนปราสาทพระวิหารที่กัมพูชานำกำลังทหารไปประจำการเอาไว้

ที่จุดนี้นอกจากการใช้ปืนใหญ่แล้ว เรายังได้เห็นการใช้รถถังเข้ายิงสนับสนุนการปฏิบัติการอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมามีรายงานว่ากองทัพบกใช้รถถังแบบ T-84 Oplot แต่เชื่อว่าเป็นรายงานที่ผิดพลาด เพราะ Oplot มีพื้นที่รับผิดชอบในเขตกองทัพภาคที่ 1 ที่ปราจีนบุรี โดยในความเป็นจริงแล้วน่าจะเป็นรถถังแบบ Scorpion หรือ M48A5 ซึ่งมีคุณลักษณะเหมาะสมมากกว่าในการเข้าตีภูมิประเทศที่เป็นภูเขา

ณ จุดนี้มีรายงานว่ารถถัง T-55 ของกองทัพบกกัมพูชาถูกทำลายอย่างน้อย 2 คันด้วยการใช้ปืนใหญ่ ซึ่งก็เป็นลักษณะที่คล้ายกับเมื่อปี 2554 ที่รถถังและยานเกราะของกัมพูชาจำนวนมากถูกทำลายด้วยปืนใหญ่ของฝ่ายไทยที่มีความแม่นยำกว่า และปรับการยิงด้วยการใช้อากาศยานไร้นักบิน

ข้อจำกัดของกัมพูชาอีกอย่างหนึ่งก็คือกองทัพอากาศกัมพูชาไม่มีเครื่องบินขับไล่หรือโจมตี ทำให้ไม่สามารถให้การสนับสนุนทางอากาศแก่กำลังพลภาคพื้นดินหรือขึ้นสกัดกั้นเครื่องบินรบของฝ่ายไทยได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง กัมพูชาก็มีจรวดต่อสู้อากาศยานแบบ KS-1C ซึ่งได้รับมอบมาฟรีจากจีนจำนวน 4 ระบบ โดยแต่ละระบบประกอบไปด้วยรถเรดาร์ 1 คันและแท่นยิง 4 คัน สามารถยิงได้ไกล 50 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นภัยคุกคามที่สำคัญของเครื่องบินขับไล่ฝ่ายไทย

เพียงแต่ในทางกลับกันนั้น กองทัพอากาศไทยก็มี KS-1C ใช้งานจำนวน 1 ระบบ ทำให้กองทัพอากาศไทยรู้ขีดจำกัดและคุณสมบัติต่างๆ ของจรวดแบบนี้เป็นอย่างดี ซึ่งสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรับแต่งระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ของเครื่องบินขับไล่ของไทยให้สามารถป้องกันตนเองจากจรวด KS-1C ของกัมพูชาได้

โดยกำลังทางอากาศนี้ได้รับข้อมูลจากเรดาร์ของ Saab 340 Erieye ของกองทัพอากาศไทย ซึ่งเป็นเครื่องบินแจ้งเตือนล่วงหน้าหรือเรดาร์ลอยฟ้าที่สามารถส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบควบคุมและสั่งการของกองทัพอากาศไทยได้

ทั้งนี้ ในการปฏิบัติการในครั้งนี้กองทัพบกตั้งชื่อว่าปฏิบัติการยุทธบดินทร์ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามแผนจักรพงษ์ภูวนาถ ซึ่งเป็นแผนเผชิญเหตุสำหรับชายแดนด้านตะวันออกของไทย โดยกระทรวงกลาโหมได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการทางทหารขึ้นที่กองบัญชาการกองทัพไทย มีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้บัญชาการศูนย์ ซึ่งได้มอบหมายให้ผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์มีอำนาจในการบัญชาการและการใช้กำลังทางบก และร้องขอการสนับสนุนกำลังทางอากาศ และทางเรือ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติของกำลังทางบกตามแผนเผชิญเหตุ ด้วยการจัดโครงสร้างแบบนี้ ทำให้กำลังทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ สามารถปฏิบัติการร่วมกันได้เป็นหนึ่งเดียวกัน

เราต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงทั้งในสนามรบและในเวทีนานาชาติเกิดขึ้นหรือไม่ เพื่อหาแนวทางในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศไทยต่อไป

ภาพ: REUTERS / Athit Perawongmetha

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...