โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

Hear the Unheard : คุยกับ ‘ธีรศักดิ์ พรหมจรรย์’ ประธานชมรมคนหูหนวกไทยฟ้าสีรุ้ง ถึง ‘เสียง’ และ ‘สิทธิ์’ ของคนพิการชายขอบที่ยังรอให้โลกได้ยิน

Mirror Thailand

อัพเดต 04 มิ.ย. 2568 เวลา 06.42 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2568 เวลา 06.42 น.
ภาพไฮไลต์

เรานั่งอยู่ด้วยกันในความเงียบ…

เพราะคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราตอนนี้ เงื่อนไขทางร่างกายทำให้เขาไม่สามารถเอ่ยคำอะไรออกมาได้เลย หากเเต่ความเงียบงันนั้นกลับส่งเสียงดังมากมายเหลือเกิน เมื่อเขาพยายามเปล่งเสียงสุดกำลังให้โลกรับรู้ถึงบางอย่างที่ไม่อาจ ‘พูด’ ออกมาได้

‘บิง - ธีรศักดิ์ พรหมจรรย์’ คือคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราคนนั้น เขาเป็นที่เกิดมาพร้อมกับความพิการหูหนวก แต่พรสวรรค์อย่างหนึ่งของเขาคือการค้นพบอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเองตั้งแต่ยังเด็กว่าตัวเขาเอง ‘ต่าง’ ออกไปจากกรอบของความเป็นเพศชาย-หญิงอย่างคนทั่วไป การเติบโตมาในต่างจังหวัดบังคับให้เขาต้องใช้เวลาไม่น้อยในการค้นพบตัวตน และพิสูจน์ มันหลายต่อหลายครั้งเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากโลกใบนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ในฐานะคนที่มีความหลากหลายทางเพศ แต่ยังหมายถึงในฐานะ ‘มนุษย์’ ที่ ‘ปกติ’ คนหนึ่งอย่างเช่นคนอื่นๆ

ธีรศักดิ์ นับเป็นหนึ่งในคนโชคดีไม่กี่คนที่ค้นพบตัวเอง พร้อมกับมีครอบครัวและคนรอบข้างที่รัก เข้าใจ และยอมรับในตัวตนของเขาอย่างแท้จริง ทว่าในจำนวนของผู้พิการที่มีอัตลักษณ์ทางเพศอันหลากหลายอีกมาก กลับยังไม่มีโอกาสได้ ‘โชคดี’ เหมือนเช่นเขา

และนั่นเป็นเหตุผลให้วันนี้ ธีรศักดิ์ลุกขึ้นมาทำหน้าที่ ประธานชมรมคนหูหนวกไทยฟ้าสีรุ้ง พากลุ่มก้อนของคนพิการหูหนวก LGBTQ+ เดินทางไปสู่การปลดแอกอิสรภาพครั้งยิ่งใหญ่ สร้างความเปลี่ยนแปลงให้โลกรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา

เพราะตะโกนคนเดียวโลกอาจไม่ได้ยิน ต้องตะโกนไปด้วยกัน มันถึงจะดัง…

Q : ช่วยเล่าถึงการเติบโตมาของคุณให้เราฟังหน่อยว่า จุดไหนที่คุณรู้ความต้องการของตัวเอง จุดไหนที่เป็นการ Come Out และตอนนั้นอุปสรรคที่คุณต้องเจอคืออะไร

A : ผมเข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนเดียวกันกับเด็กทั่วไปในต่างจังหวัด ตอนนั้นผมยังไม่ได้แสดงอัตลักษณ์ให้ใครรู้ว่าเป็นเกย์ แต่เพื่อนที่สนิทกันก็จะรู้ ส่วนพ่อแม่ยังไม่รู้เพราะไม่กล้าบอก เพราะเคยมีครั้งหนึ่งตัดสินใจบอกแล้วโดนตี ผมเลยใช้ชีวิตแบบนั้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งช่วง ม.1 มีเหตุการณ์ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตคือกิจกรรมค่ายลูกเสือของโรงเรียน ซึ่งเวลาไปออกค่ายต้องนอนแยกชาย-หญิง แล้วผมต้องแยกไปนอนรวมกับเพื่อนผู้ชาย ความรู้สึกตอนนั้นมันไม่ใช่ตัวเราเลย มันไม่มีความสุข แล้วก็ถูกเพื่อนผู้ชายแกล้ง พูดล้อเลียนด้วย เวลาครูเป่านกหวีดเรียกเข้าแถวทำกิจกรรม เพื่อนผู้ชายที่ได้ยินก็จะวิ่งไปกันหมด แต่ผมยังอยู่ที่เดิม ไม่มีใครพาไปรวมกลุ่ม ในขณะที่ถ้าอยู่กับกลุ่มเพื่อนผู้หญิง เขาก็จะคอยเรียก คอยส่งสัญญาณบอก พาไปด้วยกัน ขณะที่ตอนอยู่กับเพื่อนผู้ชาย ผมรู้สึกเหมือนเป็นตัวตลก ร้องไห้ และกลายเป็นคนเก็บตัวมาตลอด

จากเรื่องนี้แหละทำให้ผมไปปรึกษาพ่อแม่อีกครั้งว่าอยากย้ายโรงเรียน เพราะไม่อยากถูกเพื่อนล้อ แต่ก็ยังไม่ได้ Come Out กับพ่อแม่หรอกนะครับว่าเป็นเกย์ เพราะไม่แน่ใจว่ายุคนั้นพ่อแม่จะเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศมากแค่ไหน จนได้ไปรู้จาก อบต.ในจังหวัดที่ผมอยู่ว่าคนหูหนวกมีอยู่ทุกพื้นที่ของประเทศ แต่ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ผมเลยเข้ากรุงเทพฯ มาดูเอง ก็พบว่าคนหูหนวกที่นี่เขามีการใช้ภาษามือกัน แถมเปิดเผยความหลากหลายทางเพศของตัวเองได้ด้วย ทำให้ผมรู้สึกอยากเข้าร่วมกับเขา พอตอนจะขึ้น ม.2 พ่อกับแม่ก็เลยยอมให้ย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ตั้งแต่นั้นครับ

Q : แล้วที่กรุงเทพฯ วิถีชีวิตในโรงเรียนตอนนั้นเป็นอย่างไร มีอุปสรรคอะไรบ้างไหมที่อาจแตกต่างไปกับตอนอยู่ต่างจังหวัด

A : ตอนนั้นที่ผมเริ่มเรียนในกรุงเทพฯ หนังสือเรียนมันคล้ายกับหนังสือของเด็ก ป.4 ผมจึงเกิดคำถามว่าทำไมผมอยู่ระดับชั้น ม.2 แล้ว หนังสือเรียนยังเหมือนของ ป.4 อยู่ ได้แต่เก็บคำถามนี้ไว้ในใจ แล้วคิดว่าไม่เป็นไร แต่ในใจก็คิดว่ากลัวเรียนไม่ทันคนอื่นเขา งั้นเราก็เน้นปฏิบัติเยอะๆ แล้วกัน อะไรแบบนั้น ซึ่งผมมองว่าสิ่งนี้แหละที่เป็นอีกปัญหาสำหรับคนหูหนวก มันทำให้คนหูหนวกมีโอกาสเรียนรู้ที่ช้ากว่าคนปกติทั่วไป

อีกเรื่องคือปัญหาในสมัยก่อนที่ห้องน้ำ ตอนนั้นผมเป็นเด็ก LGBTQ+ ก็สับสนเหมือนกันว่าต้องเข้าห้องน้ำผู้หญิงหรือผู้ชาย ผมคิดว่ามันยากนะ เพราะมันไม่ตอบสนองเรา

แต่ผมก็เลือกเรียนที่นี่ต่อ เพราะอย่างน้อยก็ยังได้เจอกับกลุ่มคนที่เป็น LGBTQ+ เหมือนๆ กัน มันทำให้ในแต่ละวันผมได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตกันและกัน เช่น ครอบครัวแต่ละคนเป็นอย่างไร พ่อแม่เปิดรับเรื่องเพศไหม สะท้อนมาถึงตัวผมเองที่พ่อแม่ยังไม่ค่อยยอมรับสักเท่าไร ผมนำเรื่องนี้ไปปรึกษาครู ครูก็ค่อยๆ ช่วยพูดคุยให้พ่อแม่ผมเข้าใจ พร้อมกับให้คำแนะนำว่าหากกีดกันต่อไป อาจส่งผลเสียต่อตัวผมในอนาคต หลังจากวันนั้นพ่อแม่เขาก็ค่อยๆ เปิดใจยอมรับในตัวตนผมนะ ถือว่าผมโชคดีที่พ่อแม่เปิดใจยอมรับตัวตนของผมตั้งแต่อยู่ ม.2 เลย

Q : อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้คุณเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชมรมคนหูหนวกไทยฟ้าสีรุ้ง

A : ชมรมคนหูหนวกไทยฟ้าสีรุ้งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2556 โดยผู้ก่อตั้งชมรมคนแรกในตอนนั้น ยังไม่ได้มีตั้งเป็นองค์กรชัดเจนเหมือนทุกวันนี้ จากนั้นประธานคนแรกก็ได้ไปศึกษาดูงานที่ประเทศฮ่องกง ซึ่งต้องยอมรับว่าฮ่องกงเขาเป็นประเทศหนึ่งที่ต้อนรับ LGBTQ+ ดีมาก หลังบินกลับมาประเทศไทย เขาก็เลยนำแรงบันดาลใจจากที่นั่นมาก่อตั้งเป็นชมรมคนหูหนวกไทยฟ้าสีรุ้งให้แข็งแรงมากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ให้สมาชิกคนหูหนวกได้เข้าถึงสวัสดิการ มีความรู้ และเข้าถึงเรื่องเพศศึกษามากขึ้น

จากปี 2556 จนถึงปัจจุบัน ผมเป็นประธานคนที่ 4 ของชมรมที่ยังคงอยากพัฒนาให้กลุ่มสมาชิกไทยฟ้าสีรุ้งได้เข้าถึงสิทธิ์ต่างๆ ซึ่งตัวผมเองก็จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ เช่นที่ผ่านมา มีพรบ.สมรสเท่าเทียม เราก็จัดโครงการอบรมเพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มาจัดโครงการให้คนหูหนวกเข้าถึงกฏหมาย และสิทธิ์ของตนเอง เช่น เขาควรต้องรู้ว่า พรบ. คืออะไร ใครมีสิทธิ์ทำอะไรได้บ้าง นอกจากนี้ยังอยากสนับสนุนให้ทุกคนเข้าใจเรื่องของอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเองมากขึ้นด้วย เพราะอัตลักษณ์เรามีความทับซ้อนอยู่แล้ว ทั้งเป็นคนพิการและมีความหลากหลายทางเพศ จึงอยากให้ทุกคนเข้าใจอัตลักษณ์ตัวเองและคนอื่น ไม่อยากให้เกิดการแบ่งแยก เพื่อที่คนหูหนวกเองจะสามารถอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่นๆ ได้

Q : ไทยฟ้าสีรุ้งเป็นองค์กรแรก และองค์กรเดียวของประเทศไทยเลยไหมที่ช่วยเหลือคนหูหนวก LGBTQ+

A : ใช่ครับ จริงๆ คือมีองค์กรแม่เป็นสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย และเราเป็น 1 ใน 5 องค์กรเครือข่ายของประเทศไทยองค์กรเดียว แต่มีการทำความร่วมมือกับสมาคมอื่นๆ ด้วย เช่น การแข่งขันฟุตบอลของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ที่สนับสนุนเรื่องการแข่งขันกีฬาฟุตบอลคนหูหนวก พร้อมความร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ อย่างส่งเสริมสิทธิ์ และการเข้าถึงการแพทย์ การตรวจโรค การให้ความรู้เรื่อง HIV ด้วยครับ

Q : จากประสบการณ์ที่คุณเจอมาทั้งจากตัวเอง หรือจากสมาชิกในกลุ่ม อุปสรรคของการเป็นคนพิการหูหนวก มีความทับซ้อนกับการเป็น LGBTQ+ อย่างไรบ้าง

A : มันเป็นเรื่องที่ยากนะครับ อย่างที่เรารู้กัน จากบริบทของสังคม คนส่วนใหญ่อาจจะไม่เข้าใจเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศอยู่แล้ว พอเป็นคนพิการด้วย ก็มักจะเอาความพิการมาเป็นความสงสารอีก ซึ่งอุปสรรคใหญ่ๆ ที่ผมและกลุ่มได้เจอก็มักจะมาจากครอบครัว ที่คนพิการ LGBTQ+ ถูกบังคับ ถูกกดขี่ว่าต้องตรงตามเพศกำเนิดเท่านั้น ทำให้เขาไม่มีความสุขในการใช้ชีวิตเลย สิ่งที่ผมทำคือการช่วยประชาสัมพันธ์และพูดคุยให้ครอบครัวของคนเหล่านั้นเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมาย สิทธิ ความเท่าเทียมต่างๆ เพราะผมเชื่อว่าเรามีร่างกายและจิตใจเหมือนกัน เรามีความสามารถและศักยภาพเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเพศไหน เราก็สามารถทำงาน และใช้ชีวิตได้เหมือนกับคนอื่นๆ

Q : ประสบการณ์การถูกกีดกัน หรือการเลือกปฏิบัติที่คนหูหนวก LGBTQ ต้องเจออยู่บ่อยครั้งคืออะไรบ้าง

A : เรื่องหนึ่งที่สมาชิกมาเล่าก็คือเขามักเจออุปสรรคในการจ้าง เช่นเคสหนึ่งที่เป็นผู้พิการหูหนวก LGBTQ+ ไปสัมภาษณ์งานพร้อมกับคนหูหนวกเหมือนกันที่เป็นเพศหญิง-ชาย ผ่านการสัมภาษณ์ทุกกระบวนการเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับเขาเข้าทำงาน นั่นทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองอาจถูกกีดกันทั้งเรื่องเพศสภาพและความพิการหรือเปล่า หรืออีกเคสหนึ่งเป็นสาวทรานส์ที่ต้องเทคฮอร์โมน เวลาไปรับยาที่โรงพยาบาลซึ่งควรจะมีบริการล่าม แต่คุณหมอหรือพยาบาลก็ไม่เข้าใจ และมักปฏิเสธการให้บริการล่าม เพราะคิดว่าคนหูหนวกน่าจะสื่อสารผ่านการเขียนแทนได้ แต่จริงๆ แล้วเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพมันใช้การเขียนสื่อสารไม่ได้ทั้งหมด เพราะจะเกิดความไม่เข้าใจ หรือเข้าใจคลาดเคลื่อน เช่น เวลาบอกอาการ การวินิฉัย หรือวิธีการทานยา ทุกอย่างมันมีผลกับร่างกายเขาโดยตรง บวกกับการเข้าถึงการบริการล่ามมันก็เป็นสิทธิของคนพิการอยู่แล้วด้วย คนเหล่านี้จึงรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกกีดกัน และถูกเลือกปฏิบัติอยู่

ซ้าย ภาษามือ คำว่า 'เกย์' / ขวา ภาษามือ คำว่า 'บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ'

Q : นอกจากอุปสรรคในการใช้ชีวิต การทำงาน และการเข้าถึงบริการสุขภาพแล้ว มีเรื่องไหนที่เจ็บปวดที่สุดที่ทางกลุ่มต้องเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้กับคนพิการหูหนวก LGBTQ+ เหล่านั้นบ้าง

A : น่าจะเป็นเรื่องการถูกกีดกันจากครอบครัวนี่ละครับที่ทั้งสมาชิก รวมถึงตัวผมเองรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เจ็บปวดที่สุด เพราะทุกคนก็อยากให้สังคมเข้าใจ การแก้ปัญหาของเราคือสร้างพื้นที่ปลอดภัย พยายามรณรงค์ และสร้างความเข้าใจกับสังคมถึงการเป็นคนพิการและอัตลักษณ์ทางเพศของคนเหล่านี้ นอกจากนั้นแล้ว ยังจำเป็นที่เราต้องมีพื้นที่ให้เขาเข้าถึงการแพทย์ ได้รับรู้ชุดข้อมูล และสิทธิ์ต่างๆ ที่จำเป็นต้องรู้ด้วย เช่น การเข้าถึงข้อมูลใดๆ ผ่านล่ามภาษามือ*

(*เพิ่มเติมจากผู้เขียน - บริการล่ามภาษามือ - คนหูหนวกมีสิทธิขอใช้บริการล่ามภาษามือในการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในสถานพยาบาลต่างๆ ได้ นอกจากนี้ สปสช. ยังร่วมกับศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารแห่งประเทศไทย (TTRS) เปิดบริการล่ามทางไกลผ่านแอปพลิเคชันและสายด่วน 1330 เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์สำหรับผู้ที่ใช้สิทธิบัตรทอง)

Q : ทุกวันนี้มีมายาคติข้อไหนบ้างที่คนในสังคมยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับคนหูหนวกที่เป็น LGBTQ+

A : ยังมีอยู่มีเยอะเลยครับ เช่นในสถานศึกษาก็เรื่องเครื่องแบบการแต่งกายตามเพศสภาพ ที่ผมพบเจอมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ ปัญหาการใช้ห้องน้ำ มาจนถึงสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสมซึ่งสมาชิกหลายคนได้สะท้อนเรื่องนี้กันมาเยอะมาก อย่างสาวทรานส์บางคนที่ ทำงานเป็นครู หรือรับราชการ อยากใส่กระโปรงไปทำงาน แต่ยูนิฟอร์มที่มีบังคับให้ต้องใส่ตามเพศกำเนิดเท่านั้น ทั้งที่ถ้าเป็นได้เขาก็อยากจะเลือกใส่ชุดที่ได้เป็นตัวเองจริงๆ มากกว่า หลายคนเลยเลือกไปทำงานในองค์กรเอกชน หรือองค์กรที่ให้สิทธิความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมมากกว่า เรื่องนี้นับเป็นมายาคติอย่างหนึ่งของสังคมไทย และผมก็อยากให้สังคมเข้าใจเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่นะ เพื่อที่ทุกคนสามารถเลือก ‘วิถีเพศ’ ของตัวเองได้

หลายคนในสังคมยังมีมายาคติว่า คนหูหนวกไม่สามารถเข้าใจเรื่องเพศหรือไม่ควรมีเพศวิถีของตัวเอง บางคนคิดว่าเราไม่ควรมีความรัก หรือไม่สามารถมีความสัมพันธ์ทางเพศที่ ‘ปกติ’ ได้ นี่ยังไม่รวมถึงการมองว่าเราต้องเป็นผู้รับความช่วยเหลือตลอดเวลา ทั้งที่ความจริง คนหูหนวก LGBTQ+ มีศักยภาพและความสามารถเท่าเทียมกับทุกคน เพียงแต่เราขาดการเข้าถึงโอกาสและการสื่อสารที่เหมาะสมเท่านั้นเอง

Q : แล้วในคอมมูฯ ของ LGBTQ+ ด้วยกันเอง มีการเหยียด หรือท่าทีกีดกันคนพิการหูหนวกที่มีความหลากหลายทางเพศบ้างหรือไม่

A : ถ้าเป็นในสมัยก่อน วัฒนธรรมกับความเชื่อดั้งเดิมก็ทำให้มีบ้างที่คนหูหนวก LGBTQ+ ถูกกีดกันจากคนหูหนวกที่เป็นผู้ใหญ่หรือผู้อาวุโสที่ไม่เข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ แต่ในยุคปัจจุบันทุกอย่างก็ถือว่าเปลี่ยนไปเยอะแล้วครับ กฏหมายก็ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าหญิงชายหรือเพศไหนก็สามารถมีความเท่าเทียมกันได้ สามารถแต่งงาน จดทะเบียนสมรสกันได้ มีสิทธิ์มีเสียงเหมือนมนุษย์คนอื่นๆ พอยุคสมัยเปลี่ยน ความคิดคนก็เปลี่ยน เปิดกว้างมากขึ้น แม้ว่าในต่างจังหวัดอาจยังไม่ได้เปิดกว้างมากเท่าในเมือง ในกรุงเทพฯ แต่ผมว่ามันก็ขึ้นอยู่กับบุคคลด้วยนะ แล้วขึ้นอยู่กับว่าคนหูหนวกคนนั้นเขาไปเจออะไรมา ผมมองว่าในสังคมไทย เป็นเรื่องปกติที่จะมีคนไม่เข้าใจกันบ้าง

ส่วนในคอมมูนิตี้ LGBTQ+ เองก็ยังมีความไม่เข้าใจและขาดการเข้าถึงเรื่องความพิการอยู่ไม่น้อย เช่น การจัดกิจกรรมที่ไม่มีล่ามภาษามือ การใช้คำพูดหรือเนื้อหาที่ไม่ครอบคลุมคนพิการ หรือแม้แต่การไม่มีตัวแทนคนพิการอยู่บนเวที เราอาจได้รับการยอมรับในฐานะ LGBTQ+ แต่ในฐานะ ‘LGBTQ+ ที่เป็นคนพิการ’ กลับยังถูกมองข้ามอยู่บ่อยครั้ง เราจึงอยากให้ขบวนการเคลื่อนไหวของ LGBTQ+ เปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายมากขึ้น รวมถึงสร้างการเรียนรู้ร่วมกันเรื่องความพิการอย่างจริงจัง

Q : ใต้ร่มของ LGBTQ+ คนกลุ่มไหนที่คุณมองว่าในตอนนี้ได้รับการยอมรับและความเข้าใจมากขึ้นจากเมื่อก่อน และยังมีคนกลุ่มไหนที่นับว่าเป็นกลุ่มเปราะบาง ยังคงได้รับอคติจากสังคม หรือไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร

A : ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลุ่มชายรักชาย (Gay) และหญิงรักหญิง (Lesbian) ได้รับการยอมรับมากขึ้น ทั้งในสื่อและสังคม โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ส่วนกลุ่มคนข้ามเพศหญิงก็เริ่มมีพื้นที่และเสียงมากขึ้นเช่นกัน แต่ก็ยังต้องเผชิญกับอคติอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ยังเปราะบางมากคือ คนข้ามเพศชาย คนไม่ระบุเพศ (Non-binary) และโดยเฉพาะกลุ่ม LGBTQ+ ที่มีความพิการ รวมถึงคนในชุมชนชาติพันธุ์และคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจต่ำ กลุ่มเหล่านี้มักจะไม่ได้รับการพูดถึงเท่าที่ควร ทั้งที่ความทับซ้อนของอัตลักษณ์ทำให้พวกเขาเผชิญกับอุปสรรคมากเป็นพิเศษ

ภาษามือ คำว่า 'Non-Binary'

Q : มีสิ่งไหนที่กลุ่มคนหูหนวก LGBTQ+ อยากให้สังคมรับรู้ หรือต้องการการเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่เป็นอยู่บ้างไหม

A : คนหูหนวกที่เป็น LGBTQ+ ยังต้องการพื้นที่ปลอดภัยที่เข้าใจทั้งอัตลักษณ์ทางเพศและความพิการของเรา ซึ่งที่ผ่านมา หลายคนยังรู้สึกเหมือนถูกซ่อนอยู่ในมุมที่ไม่มีใครเห็น เราอยากให้สังคมรับรู้ว่า คนหูหนวก LGBTQ+ มีศักยภาพ มีความฝัน และมีสิทธิ์เท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา การแพทย์ การจ้างงาน และการมีส่วนร่วมทางสังคม

โดยเฉพาะเรื่องของการสื่อสาร เราอยากเห็นล่ามภาษามือในกิจกรรมหรือบริการของภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับ LGBTQ+ มากขึ้น รวมถึงการผลิตสื่อหรือข้อมูลที่เข้าถึงได้สำหรับคนหูหนวก เพราะการไม่มีเสียง ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีอะไรจะพูด

Q : มองว่ารัฐฯ สามารถรองรับผู้พิการที่เป็น LGBTQ+ ได้อย่างไรบ้าง

A : รัฐฯ ควรเริ่มจากการมองเห็น ‘ความทับซ้อนของอัตลักษณ์’ ว่าคนเราสามารถมีมากกว่าหนึ่งอัตลักษณ์ได้ในเวลาเดียวกัน เช่น เป็นทั้งผู้พิการและ LGBTQ+ การสนับสนุนควรไม่แยกขาดจากกัน

รัฐฯ ควรจัดสรรงบประมาณและออกแบบนโยบายที่ครอบคลุมความหลากหลายนี้ เช่น การอบรมบุคลากรให้เข้าใจประเด็นสิทธิของ LGBTQ+ ที่มีความพิการ การเพิ่มล่ามภาษามือในระบบสาธารณสุขและการศึกษา และการสนับสนุนองค์กรชุมชนที่ทำงานกับคนกลุ่มนี้โดยตรง

สุดท้ายคือ การเปิดพื้นที่ให้คนหูหนวก LGBTQ+ ได้มีเสียงในการออกแบบนโยบาย ไม่ใช่แค่เป็นผู้รับบริการ แต่ต้องได้เป็นผู้ร่วมสร้างอนาคตของตัวเองด้วย

Q : หมายความว่าที่ผ่านมาการเข้าถึงเรื่องสุขภาพทางเพศของคนหูหนวก LGBTQ+ ยังไม่มีการบัญญัติภาษามือเลย

A : ใช่ ไม่มีครับ

Q : แล้วที่ผ่านมาคุณสื่อสารเรื่องนี้อย่างไร

A : ยกตัวอย่างเช่นเวลาพูดถึงคำว่า ‘ยาเทคฮอร์โมน’ ก็จะเป็นคำหนึ่งที่มีภาษามือ แต่จะรู้กันแค่ในกลุ่มของคนหูหนวก LGBTQ+ ไม่ใช่ภาษามือที่ถูกบัญญัติอย่างเป็นทางการ ตัวล่ามเองหรือคนทั่วไปเขาก็จะไม่รู้คำศัพท์ใหม่ๆ เหล่านี้ด้วยเหมือนกัน จนกว่าจะมีการใช้อย่างแพร่หลาย หรือบางทีถ้ายังไม่มีภาษามือของคำนั้นๆ จริงๆ ล่ามก็จะทำมือตามตัวสะกด เช่น ย.ยักษ์ สระอา สระเอ ท.ทหาร ค.ควาย อะไรแบบนี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นปัญหา และเป็นความยากลำบากอยู่เหมือนกันในการจะสื่อสารกันแต่ละที

ภาษามือ คำว่า 'สมรสเท่าเทียม'

Q : สิ่งที่คุณจะทำต่อไปในฐานะประธานชมรมคนหูหนวกไทยฟ้าสีรุ้ง คนที่ 4 คืออะไร หรือมีโปรเจกต์อะไรอีกบ้างที่กำลังจะทำต่อจากนี้

A : ทางกลุ่มของเรากำลังบัญญัติภาษามือสำหรับคนหูหนวกที่เป็น LGBTQ+ เพื่อให้คนเหล่านี้ได้เข้าถึงชุดข้อมูลในเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องกฎหมาย สิทธิความเท่าเทียม โดยเฉพาะเรื่องวิธีการดูแลสุขภาพ และการรู้จักป้องกันตัวเอง เพื่อให้คนหูหนวกเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ง่ายมากขึ้น รวมถึงอยากเราเองก็อยากเผยแพร่ภาษามือเกี่ยวกับสุขภาพเพศของ คนหูหนวกที่เป็น LGBTQ+ เหล่านี้ให้กับทางโรงพยาบาล คุณหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เกิดการแลกเปลี่ยนภาษามือร่วมกันกับเราได้อย่างถูกต้องด้วย

ตอนนี้เรามีคำภาษามือบางส่วนสำหรับ LGBTQ+ แล้ว แต่ว่าก็ยังไม่ได้ครบขนาดนั้น ยังต้องการการสนับสนุนอยู่ ซึ่งเราเองก็ได้รับงบสนับสนุนมาจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาช่วยจัดโครงการให้ความรู้กับคนหูหนวก LGBTQ+ พร้อมกับที่เราพยายามเผยเเพร่ภาษามือเหล่านั้นทางหน้าเพจของชมรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

หรือต่อไปหากคนหูดีสามารถช่วยสื่อสารภาษามือพื้นฐานในคำที่เป็นหมวดของการรักษาพยาบาลได้ด้วย คนหูหนวกเองก็น่าจะรู้สึกดีใจ และมีความสุขมากที่มีคนเข้าใจ และสามารถสื่อสารกับเขาได้ครับ

ขอขอบคุณล่ามภาษามือ : นางสาวปรารถนา หรั่งศรีทอง

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...