โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ทำไมหลายองค์กรยกเลิก Work From Home

Reporter Journey

อัพเดต 05 มิ.ย. 2568 เวลา 18.36 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2568 เวลา 11.36 น. • Reporter Journey

หลายปีก่อนภาพการทำงานของคนส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในสถานที่ ๆ หนึ่งที่เรียกว่าออฟฟิศ ทำงานกับโต๊ะและบรรยากาศที่ทุกคน (ต้องจำใจ) คุ้นเคย แต่พอเกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 การทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) ก็ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก

การกลับมาทำงานที่บ้าน 100% ทั้งข้อดีและข้อเสีย มีทั้งคนที่ประทับใจและคนที่ไม่ชอบใจ มีทั้งคนที่บอกว่าเป็นการทำให้พื้นที่ที่เป็นเหมือนที่พักผ่อน กลายเป็นที่ทำงาน เส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ส่วนตัวและชีวิตการทำงานหายไป บางคนกลับบอกว่าเป็นเรื่องที่ดีมากเพราะได้ทำงานในที่ ๆ ทำให้มีสมาธิ ไม่ถูกรบกวนโดยคนอื่น แต่ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ การทำงานที่บ้าน 100% เริ่มเลือนลางหายไปตามการแพร่ระบาดที่สิ้นสุดลง

ถึงแม้การทำงานที่บ้าน 100% จะหายไป แต่การทำงาน hybrid work ยังคงอยู่ คือมีทั้งวันที่เข้าออฟฟิศและวันที่ WFH สลับ ๆ กัน ซึ่งดูจะเป็นเทรนด์การทำงานในยุคนี้ ณ วันสัมภาษณ์งาน เด็กจบใหม่หลายคนมีแนวโน้มที่จะถามคนตรงหน้าที่เป็นผู้สัมภาษณ์ว่าออฟฟิศนี้มีวัน Work From Home ไหม ? ซึ่งคำตอบของคำถามนี้ดูจะสำคัญมากทีเดียว สำคัญพอที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งตัดสินใจว่าจะทำงานกับบริษัทนี้ดีไหม

แต่ตอนนี้ปี 2025 หลายบริษัททั่วโลกเริ่มจะยกเลิกมาตรการ Work From Home เรียกพนักงานกลับเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ 5 วันเต็ม หรือถ้า extreme หน่อยคือถ้าใครไม่กลับเข้ามาก็มายื่นใบลาออกได้เลย ทำไมผู้บริหารและหลาย ๆ องค์กรถึงมีแนวโน้มที่จะอยากให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ อะไรคือปัญหาของ WFH บทความนี้จะพาไปสำรวจพร้อม ๆ กัน

.

วัฒนธรรมองค์กรไม่อาจซึมซับได้จากการทำงานที่ห้องนอน

นิตยสาร Forbes ระบุว่า ผู้นำหลายคนเชื่อว่าการทำงานแบบพบหน้ากันจะช่วยส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของคนในทีม และเพิ่มแนวโน้มการรักษาพนักงานไว้กับองค์กร

การเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ จะทำให้พนักงานซึมซับค่านิยมของบริษัท บรรทัดฐานทางสังคม และปฏิสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการระหว่างเพื่อนร่วมทีมโดยอัตโนมัติ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีทางวัฒนธรรมซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ถ้าพนักงานทำงานอยู่ที่บ้านสัปดาห์ละ 2-3 วัน

เรื่องนี้เองผู้เขียนมีความเห็นว่ารวมไปถึง ‘พลัง’ ของการทำงานด้วย ในบางช่วงการทำงานที่ออฟฟิศจะมีช่วงเวลาที่ทุกคนก้มหน้าก้มตาเปิด Focus โหมด ไปจนถึงโหมดไฟลุก ที่เรียกว่าถ้าเป็นกีฬา F1 ก็คงเป็น DRS Zone ที่ทุกคนจะปั่นงานกันอย่างเต็มที่เพื่อบรรลุเป้าหมายงานให้ทัน deadline งาน การรับรู้-รับทราบ ช่วงเวลาแบบนี้จะทำให้เข้าใจบริบท งานที่ทำ และองค์กรมากขึ้น การทำงานให้ทันตอนอยู่บ้าน-ตอนอยู่ออฟฟิศ มีความต่างกันโดยสิ้นเชิง

.

กระบวนการสำคัญไม่แพ้ผลลัพธ์

ในกรณีที่พบเห็นได้ทั่วไป ถึงแม้ว่าการทำงานที่บ้านและการทำงานที่ออฟฟิศจะให้ผลลัพธ์ออกมาเหมือน ๆ กัน แต่อาจมีกระบวนการบางอย่างที่ต่างกัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญของคนที่เป็นหัวหน้า เป็นผู้จัดการที่จะต้องประเมิน performance ของพนักงาน เพราะการประเมินพนักงานคนหนึ่งจากเพียงแค่ผลลัพธ์อย่างเดียวอาจเป็นการมองข้ามหลาย ๆ องค์ประกอบ และพลาดจุดสำคัญบางประการไป

การที่พนักงานทำงานที่ออฟฟิศจะช่วยให้คนในทีมและหัวหน้า เห็นซึ่งกระบวนการที่คน ๆ หนึ่งใช้ตลอดการทำงานที่ได้รับมอบหมาย การสื่อสารระหว่างบุคคล ระหว่างทีม การตอบสนองต่อฟีดแบค การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การรับมือกับปัญหาที่ไม่คาดคิด ทักษะเหล่านี้ กระบวนการที่ ๆ หนึ่งเผชิญตลอดการทำงานสำคัญไม่แพ้ผลลัพธ์ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้จะไม่มีโอกาสเห็นได้อย่างชัดเจน หรือมีโอกาสเห็นน้อยกว่า หากพนักงานอยู่ที่บ้าน

ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทั้งส่วนตัวและองค์รวม

ลองนึกภาพพนักงานใหม่ที่เป็นเด็กจบใหม่พึ่งสำเร็จการศึกษาได้ 3 เดือนและเข้ามาอยู่ในทีม การเปลี่ยนจากนักศึกษามาสู่ชีวิตคนทำงานเป็นเรื่องที่ท้าทายมากสำหรับคนกลุ่มนี้ ตอนเรียนถ้าทำงานผิดหรือทำงานช้า ทำงานออกมาไม่ดีผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดคือโดนตัดคะแนน แต่ในโลกของการทำงานไม่เป็นเช่นนั้น

พนักงานระดับจูเนียร์จะได้ประโยชน์อย่างมากจากการเรียนรู้ผ่านเพื่อนร่วมงาน พี่ ๆ ในทีม เรียนรู้จากหัวหน้าโดยตรง ไม่ว่าจะจากการถูกเรียนสอนตรง ๆ หรือจากการครูพัก ลักจำ เรื่องนี้ยังทำให้การปรับตัวเข้าสู่โลกการทำงานเป็นไปได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้นสำหรับคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะน้อง ๆ เด็กจบใหม่ ดังนั้นถ้าน้อง ๆ เด็กจบใหม่ไปสัมภาษณ์งานแล้วบริษัทไม่ได้มีนโยบาย WFH อีกแล้ว ก็ด้วยเหตุผลประการนี้เป็นส่วนหนึ่ง

.

การยกเลิก WFH เป็นกลยุทธ์ขององค์กรเพื่อทดสอบพนักงานแบบกลายๆ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ผู้นำบางคนในบางบริษัท มองว่าคำสั่งให้กลับเข้าทำงานเต็มเวลาเป็นวิธีคัดกรองพนักงานที่ขาดความมุ่งมั่นต่อองค์กร Forbes รานงานว่าผู้นำเหล่านี้เชื่อว่าพนักงานที่ใส่ใจบริษัท ใส่ใจอาชีพการงานของตนอย่างแท้จริงจะยอมปฏิบัติตาม และกลับเข้าออฟฟิศ ในขณะที่พนักงานที่ทุ่มเทน้อยกว่ามีแนวโน้มที่จะลาออก

สถาบัน McKinsey ยังรายงานเพิ่มเติมด้วยว่าการที่พนักงานคนหนึ่งที่รู้สึกว่าถูกบังคับให้ทำงานในสภาพแวดล้อมการทำงานที่เข้มงวดมีแนวโน้มสูงที่จะลาออก ซึ่งตรงนี้เองจะเกิดกระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติและคงเหลือไว้แค่พนักงานที่มุ่งมั่นและพร้อมที่จะอยู่กับองค์กรต่อ

โลกก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่เคยซับซ้อนเท่านี้ ถ้าพนักงานอยากลาออกก็แค่หางานใหม่และลาออก หรือแม้แต่อดทนก้มหน้าทำต่อไป แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันกลับไม่เป็นเช่นนั้น จู่ ๆ บ้านคนที่เคยเป็นพื้นที่สำหร้บการพักผ่อนกลับกลายเป็นพื้นที่การทำงานไปอย่างเต็มรูปแบบ เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์และอีเมลที่พร้อมจะดังขึ้นทุกเวลาในทุก ๆ วันและในทุก ๆ ที่ นี่อาจจะเป็นช่วงเวลาหนึ่งในรอบทศวรรษที่มนุษย์โลก คนวัยทำงานพร้อมเจอปัญหาตลอดเวลาเลยด้วยซ้ำ การกลับไปเจอปัญหาทั้งหมดทีเดียวที่ออฟฟิศและเว้นให้บ้านได้เป็นที่สำหรับพักผ่อน เป็นที่สำหรับ Safe Zone จริง ๆ อาจจะเป็นเรื่องที่ดีแล้วก็ได้ (อย่าลืมที่จะปิดเสียงแจ้งเตือนตอนถึงบ้าน ถ้าทำได้)

ที่มา : Forbes

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...