โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สรุป 5 ไฮไลท์เศรษฐกิจโลกจากเวทีประชุมผู้นำ Summer Davos 2025 โดย ‘ท๊อป จิรายุส’

TODAY

อัพเดต 21 ก.ค. 2568 เวลา 10.11 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 03.11 น. • workpointTODAY

สรุปประเด็นสำคัญจากเวทีการประชุมAnnual Meeting of the New Champions 2025 หรือที่รู้จักกันในชื่อSummer Davos 2025 ของWorld Economic Forum โดยท๊อปจิรายุสทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทบิทคับแคปปิตอลกรุ๊ปโฮลดิ้งส์จำกัด ได้เข้าร่วม ณ เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่24-26 มิถุนายน2568 ที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำถึง5 ประเด็นหลักที่คนไทยจำเป็นต้องรู้

1. จุดสิ้นสุดยุคPost-war Order สู่โลกใบใหม่ที่เราไม่เคยเข้าใจมาก่อน

เราทุกคนเติบโตมาในโลกที่เรียกว่าPost-war Order หรือ“การจัดระเบียบโลกภายหลังสงครามโลกครั้งที่2” ที่มีลักษณะ5 อย่างได้แก่

  • สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจเดียว(Unilateral System) ที่ส่งเสริมโอกาสให้ประเทศอื่น ๆ เติบโตได้ในด้านเศรษฐกิจและส่งผลให้เกิดโลกาภิวัฒน์(Globalization)
    [    * ความเชื่อมั่นในการค้าเสรีระหว่างประเทศต่าง ๆ สะท้อนจากการมีอยู่ขององค์การการค้าโลก\(World Trade Organization: WTO\) หรือการทำข้อตกลงการค้าเสรี\(Free Trade Agreements: FTAs\)  ,     * สาธารณรัฐประชาชนจีนเปรียบเสมือนโรงงานของโลกที่สามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณที่เยอะและต้นทุนต่ำ ,     * สาธารณรัฐประชาชนจีนมีประชากรมากที่สุดในโลก ,     * ความเชื่อมั่นในองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก\(World Bank\) หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ\(International Monetary Fund: IMF\) ]

แต่ตอนนี้โลกกำลังเข้าสู่“Pre-something World” ที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะเป็นอย่างไร แต่แน่นอนว่าจะแตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง ประเทศมหาอำนาจจะไม่ใช่แค่สหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว แต่จะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย เป็นระบบ3 มหาอำนาจ(Multilateral System)

2. Globalization สู่Regionalization การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่

เมื่อเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนอันเนื่องมาจากนโยบายการตั้งกำแพงภาษี(Tariff) ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้ประเทศขนาดเล็กต้องรวมกลุ่มกันเพื่อความอยู่รอดในการสร้างอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจ เช่น กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน หรือ“DEFA” (Digital Economy Framework Agreement) ที่เป็นตัวอย่างของการรวมกลุ่มกันในระดับภูมิภาค(Regionalization) และเมื่อโลกเกิดRegionalization มากขึ้นจะส่งผลให้การค้าแตกเป็นส่วนแยกย่อยมากขึ้น

3. อินเดียจะขึ้นแท่นโรงงานแห่งใหม่ของโลก

ขณะที่ทั่วโลกมีอัตราการเกิดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศอินเดียและทวีปแอฟริกาแต่อย่างใด ส่งผลให้ฐานการผลิตสินค้าที่เน้นจำนวนเยอะและต้นทุนต่ำจะค่อย ๆ ย้ายไปอยู่ที่อินเดียและทวีปแอฟริกา ซึ่งจากเดิมที่จีนเป็นฐานการผลิตที่เน้นปริมาณมากจะผันตัวสู่การเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรม(Leader in Innovation) ที่สามารถผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันก็สามารถคงอัตราการผลิตทั้งในด้านปริมาณและต้นทุนไว้ได้เหมือนเดิม

เมื่อจีนได้อำลาตำแหน่งโรงงานโลกแล้ว ส่งผลให้ตำแหน่งศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทาน(Centralized Supply Chains) หลุดไปเช่นเดียวกัน และสะท้อนให้เห็นได้จากอัตราการค้าระดับโลก(Global Trade) ที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด รวมไปถึงอัตราการค้าโดยตรง(Direct Trade) ระหว่างจีนและอเมริกา แต่ทั้งสองประเทศยังคงพึ่งพากันผ่านการค้าทางอ้อม(Indirect Trade) ซึ่งผ่านประเทศตัวกลาง และจีนเลือกที่จะลงทุนในแถบลาตินอเมริกาและอาเซียนมากขึ้น

สองผลกระทบที่เกิดจากการไม่ไว้วางใจกันของจีนและสหรัฐอเมริกานี้ จะส่งผลให้หลายประเทศเพิ่มจำนวนคู่ค้ามากขึ้น ไม่ได้ตั้งโรงงานหรือฐานการผลิตแค่เฉพาะประเทศจีนหรือสหรัฐอเมริกาเท่านั้นแล้ว เพื่อกระจายความเสี่ยง เปรียบเสมือนการใส่ไข่ในตะกร้าหลายใบ และอาเซียนจะได้รับความสนใจจากหลายประเทศอีกด้วย นอกจากนี้ เส้นทางการค้าเริ่มมีการแตกกระจายเป็นห่วงโซ่อุปทานเล็ก ๆ ระหว่างประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ที่จะนำไปสู่Regionalization ในที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีของประเทศมหาอำนาจ

4. การมาถึงของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่4 (Fourth Industrial Revolution)

ตัวแปรสำคัญในการเร่งให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่4 คือ การมาของAI และRobotics ซึ่งเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน โครงสร้างทางธุรกิจ และเพิ่มProductivity ได้ในระดับมหภาค นำไปสู่การเป็นSmart Manufacturing หรือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ในกระบวนการผลิตและการทำงาน ในส่วนของด้านแรงงานจะเกิดReshoring คือ การที่แต่ละประเทศเรียกแรงงานและฐานการผลิตกลับมาสู่ประเทศของตนเอง อันเนื่องมาจากการไม่ไว้วางใจกันระหว่างประเทศ ทำให้เกิดความต้องการแรงงานที่มีทักษะฝีมือเพิ่มมากขึ้นทวีคูณ แต่ด้วยแนวโน้มที่ทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้ต้องหันมาพึ่งแรงงานจากประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะอินเดียที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวและมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสูง ซึ่งอินเดียจะกลายเป็นข้อต่อสำคัญของเกือบทุกประเทศในอนาคต แล้วเมื่อทุกประเทศหันมาผลิตเองก็จะไม่สามารถคุมต้นทุนจากEconomy of Scales ได้ ทำให้ต้นทุนจะต้องสูงขึ้น และจะเกิดการเพิ่มเงินเดือนเพื่อดึงตัวแรงงานที่เป็นTalent อีกด้วย

5. นโยบายAI Plus ของจีนติดปีกการแข่งขัน

ในเวทีการประชุมผู้นำโลกครั้งนี้Premier Li Qiang นายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ออกมาประกาศถึงนโยบายสำคัญที่จะนำAI มาใช้งานแบบครบทั้ง3 มิติ ในชื่อว่า“AI Plus” ดังนี้

  • Open Source AI โดยมีDeepSeek เปิดให้ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศสามารถใช้งานได้
    [    * AI Could จากHuawei ที่เป็นบริษัทภายใต้การควบคุมของรัฐบาลจีน รับหน้าที่ในการสร้างCloud  ,     * Data ที่รัฐบาลอำนวยความสะดวกให้ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงข้อมูลและนำไปใช้งานได้ ]

หากทั้ง3 มิตินี้ สามารถใช้งานร่วมกันได้ จะทำให้ทุกอุตสาหกรรมในจีนขับเคลื่อนด้วยAI ส่งผลให้Productivity ของจีนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ลดการใช้แรงงานของคนและหันมาใช้หุ่นยนต์แทนในที่สุด ดังนั้น การมาของนโยบายนี้จะส่งผลให้ธุรกิจของจีนมีศักยภาพในการแข่งขันที่สูงมาก ซึ่งหน่วยงานภาครัฐของไทยและผู้ประกอบการชาวไทยควรรีบปรับตัวนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ปรับตัวให้เท่าทันสถานการณ์อย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้5 ประเด็นสำคัญจากSummer Davos 2025 เป็นเรื่องที่คนไทยจำเป็นต้องรู้และเข้าใจ เพราะจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ การทำธุรกิจ และการลงทุนของเราในอนาคต เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมและปรับตัวตามทิศทางโลกที่เปลี่ยนแปลงไป จะช่วยให้คนไทยไม่ตกขบวนและสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...