โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ซอเกาะห์ หมวกมลายูมุสลิมมาจากไหน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 19 พ.ค. 2568 เวลา 11.33 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. 2568 เวลา 04.09 น.
ภาพคณะผู้แทนสวมหมวกซอเกาะห์ เข้าร่วมการประชุมที่เมืองปัตตาเวีย (ภาพจาก Wikimedia Commons)

ซอเกาะห์ หมวกมลายูมุสลิมที่กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของชาวมลายู แท้จริงแล้วมีต้นแบบมาจากหมวกในแอฟริกา

เครื่องแต่งกายของชายชาวมลายูมุสลิมที่หลายท่านคุ้นตามักจะเป็น “เสื้อโต๊ป” ซึ่งเป็นเสื้อคลุมทั้งตัว ตั้งแต่บ่าจรดเท้า และสวมหมวกทรงกระบอกกลมๆ อย่าง “ซอเกาะห์” ไว้บนหัว

กระนั้นก็ตามชุดอาหรับ แดนต้นกำเนิดอิสลาม แม้จะสวมเสื้อที่ลักษณะคล้ายกัน แต่อาหรับนิยมโพกผ้าไว้บนหัว ต่างจากชาวมลายูมุสลิมโดยสิ้นเชิง

จึงเป็นคำถามว่าซอเกาะห์ หมวกมลายูมุสลิมมาจากไหน

ความสำคัญของหมวกซอเกาะห์

หมวกที่ชาวมลายูมุสลิมสวมใส่ มีด้วยกัน 2 ชนิดหลักๆ คือ กอปิเยาะห์และ ซอเกาะห์ทั้งสองต่างกันที่กอปิเยาะห์มีทรงกลมและนิ่ม ขณะที่ซอเกาะห์จะดูตรง ๆ เรียบและแข็ง

หมวกซอเกาะห์ได้รับความนิยมในหมู่ชาวมลายูมากกว่า เพราะแสดงถึงค่านิยมความเป็นมลายูได้อย่างชัดเจน

สังเกตได้จากชุดประจำชาติ และเครื่องแบบกองทัพ หรือแม้แต่การแต่งกายของผู้นำประเทศ ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือบรูไน ขณะเดียวกันสามจังหวัดชายแดนใต้เองก็นิยมสวมหมวกซอเกาะห์เพื่อแสดงถึงความเป็นมลายูของพวกเขา

กระนั้นก็ตามหมวกซอเกาะห์ก็มิได้มีที่มาจากคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะมลายูตั้งแต่ต้น

ที่มาของหมวกซอเกาะห์

แม้หมวกซอเกาะห์จะต่างจากผ้าโผกหัวชาวอาหรับที่รู้จักกันในชื่อ “สะระบั่น” หรือ “กูฟียะฮ์” ไปมาก แต่ในอดีตช่วงศตวรรษที่ 19 สมัยที่ภูมิภาคตะวันออกกลางยังอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน มีหมวกประเภทหนึ่งที่นิยมสวมกันในหมู่ชาวออตโตมันคล้ายกับซอเกาะห์ ชื่อว่าหมวก “เฟซ”(Fez)

หมวกเฟซมีชื่อและที่มาจากเมืองเฟซ ประเทศโมร็อกโก ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา มีลักษณะกลมแข็ง ย้อมด้วยสีแดง นิยมสวมทั่วแอฟริกาเหนือ ก่อนจะเข้าสู่จักรวรรดิออตโตมัน ผ่านการปฏิรูปกองทัพของสุลต่านมะห์มูดที่ 2 (ครองราชย์ ค.ศ. 1808-1839)

เดิมทีกองทัพของออตโตมันคือกลุ่มกองกำลังจานิสซารี (Janissary) ซึ่งเป็นกองทัพที่เติบโตมาพร้อมกับความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิ บ่อยครั้งที่กองกำลังนี้มีอำนาจมากเกินไป จนทำการยึดอำนาจและตั้งสุลต่านหุ่นเชิด เป็นผลให้ราชวงศ์มีความอ่อนแอ เมื่อสุลต่านมะห์มูดขึ้นครองราชย์ พระองค์จึงปฏิรูปกองทัพใน ค.ศ. 1826 และยุบกองกำลังจานิสซารี แทนที่ด้วยกองกำลังสมัยใหม่

พร้อมกันนั้นได้ออกคำสั่งให้สวมหมวกเฟซสีแดงแทนการสวมผ้าโพกหัว เพื่อถอนรากถอนโคนการปฏิบัติแบบเก่า ๆ ในกองทัพ และให้ถือว่าหมวกเฟซเป็นสัญลักษณ์แห่งความทันสมัยทั่วทั้งตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ เมื่อชาวออตโตมันเห็นดังนั้น จึงหันมานิยมสวมหมวกเฟซตามสุลต่าน

เมื่อจักรวรรดิออตโตมันล่มสลายลงใน ค.ศ. 1922 และสถาปนาขึ้นใหม่เป็นสาธารณรัฐตุรกี โดย มุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก ประธานาธิบดีคนแรกของตุรกี เขากลับสั่งห้ามสวมหมวกเฟซอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 1925 เป็นผลให้หมวกเฟซได้รับความนิยมน้อยลง จนมีให้เห็นไม่มากในตะวันออกกลาง

จากข้างต้น แม้ปัจจุบันหมวกเฟซจะเริ่มหายไปจากตุรกี แต่หมวกก็ได้เดินทางผ่านการค้าขายจากพ่อค้าชาวอาหรับ ออตโตมัน มายังพ่อค้าอินเดีย และหลั่งไหลเข้าคาบสมุทรและหมู่เกาะมลายูเป็นที่เรียบร้อย

เมื่อชาวมลายูรับสินค้าเข้ามาก็เกิดการปรับเปลี่ยนให้หมวกเข้ากับสภาพภูมิศาสตร์ของพื้นที่มากขึ้น จากเดิมที่เป็นสีแดง ก็เปลี่ยนเป็นสีดำเพื่อลดความร้อน และมีรูปร่างเรียบง่าย หัวแบน จนกลายมาเป็นหมวกซอเกาะห์ในปัจจุบัน

ซอเกาะห์กับความเป็นมลายู

แรกเริ่มเดิมทีซอเกาะห์ หมวกมลายูมุสลิม มิได้แสดงถึงความเป็นเชื้อชาติมลายูแต่อย่างใด ทว่าค่านิยมในการสวมซอเกาะห์จนแพร่หลายเป็นวัฒนธรรมการแต่งกายทั่วคาบสมุทรและหมู่เกาะมลายูนั้น มาจากความพยายามของ สุลต่านอบู บากัรแห่งรัฐยะโฮร์ (ครองราชย์ ค.ศ. 1886-1895)

ในรัชสมัยของพระองค์ ทรงพยายามต่อต้านอำนาจของจักรวรรดินิยม และการแทรกแซงจากต่างชาติที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามากลืนกินรัฐยะโฮร์ พระองค์ได้ดำเนินการทางการทูตหลายประการ และพัฒนารัฐให้ทันสมัยขึ้น โดยยกจักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งเปรียบเสมือนหัวเรือใหญ่ของโลกมุสลิม ขึ้นเป็นหนึ่งในต้นแบบการพัฒนา จึงได้เดินทางเพื่อสานสัมพันธ์ทางการทูตและศึกษาดูงาน ใน ค.ศ. 1893

ขณะประทับอยู่ที่กรุงอิสตันบูล เมืองหลวงของประเทศตุรกีในขณะนั้น พระองค์ทรงเห็นการสวมหมวกเฟซ เป็นที่นิยมแพร่หลาย แลดูเป็นการแต่งกายที่ทันสมัย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เมื่อเดินทางกลับยะโฮร์ พระองค์จึงรณรงค์ให้ชาวมลายูหันมาสวมซอเกาะห์ เพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้น ก่อนจะแพร่กระจายไปทั่วคาบสมุทรและหมู่เกาะมลายู จนได้เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการชาตินิยมมลายูในหลายพื้นที่ เช่น ในประเทศอินโดนีเซียสมัยประธานธิบดีซูกาโน ประธานาธิบดีคนแรกหลังได้รับเอกราช ก็รณรงค์ให้สวมซอเกาะห์ จนพัฒนากลายมาเป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติ และเครื่องแบบกองทัพในปัจจุบัน

หมวกซอเกาะห์จึงเปรียบเสมือนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชาวมลายู ทั่วทั้งอินโดนีเซีย บรูไน มาเลเซีย และภาคใต้ตอนล่างของไทยนับตั้งแต่นั้นมา

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

Seng, A. T. (2022, May 6). Tale of the songkok. Retrieved from New Strait Times: https://www.nst.com.my/news/nation/2022/05/794040/tale-songkok

Suciu, P. (2012, December). The Military Fez. Retrieved from Warfare History Network: https://warfarehistorynetwork.com/article/the-military-fez/

Wahsalfelah, S. N. (n.d.). Songkok (velvet headgear). Retrieved from The Encyclopedia Of Crafts In Asia Pacific Region:https://encyclocraftsapr.com/songkok-velvet-headgear/

กนกวรรณ พรหมทัศน์. (28 มกราคม 2011). งานช่างฝีมือการทำหมวกกะปิเยาะห์. เข้าถึงได้จาก ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม: http://www.m-culture.in.th/album/17834

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 พฤษภาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ซอเกาะห์ หมวกมลายูมุสลิมมาจากไหน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...