สหราชอาณาจักร เตรียมรีเซ็ตความสัมพันธ์กับ EU ครั้งใหญ่สุด นับตั้งแต่ Brexit หวังฟื้นการค้า
สหราชอาณาจักร เตรียมรีเซ็ตความสัมพันธ์กับ EU ครั้งใหญ่สุด นับตั้งแต่ Brexit สตาร์เมอร์ดันข้อตกลงการค้า ความมั่นคง หวังฟื้นเศรษฐกิจ
วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.04 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สหราชอาณาจักรเตรียมบรรลุข้อตกลงรีเซ็ตความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ออกจากสหภาพ (Brexit) ในวันที่ 19 พ.ค.68 โดยมุ่งหวังความร่วมมือที่ใกล้ชิดขึ้นทั้งในด้านการค้าและความมั่นคง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเสริมเสถียรภาพในยุโรป
เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ซึ่งเคยสนับสนุนการอยู่ใน EU กำลังคาดการณ์ทางการเมืองว่า ผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนจะมีน้ำหนักมากกว่าเสียงวิจารณ์เรื่อง“หักหลัง Brexit” จากฝ่ายต่อต้านอย่างไนเจล ฟาราจ ผู้นำพรรค Reform UK เมื่อเขาเดินหน้าสานสัมพันธ์กับ EU ในการประชุมสุดยอดที่กรุงลอนดอน
สตาร์เมอร์จะยกเหตุผลว่า โลกได้เปลี่ยนไปนับตั้งแต่สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพ ในปี 2563 โดยหัวใจของความร่วมมือครั้งใหม่นี้คือ ข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงที่จะเปิดทางให้บริษัทด้านกลาโหมของสหราชอาณาจักรเข้าร่วมโครงการมูลค่า 150,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 167,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ยุโรป
ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นภายหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ พลิกระเบียบโลกหลังสงครามโลก และการรุกรานยูเครนของรัสเซียอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งทำให้หลายประเทศต้องทบทวนความร่วมมือด้านการค้าและความมั่นคงอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้สหราชอาณาจักรเพิ่งบรรลุข้อตกลงการค้าเต็มรูปแบบกับอินเดีย และได้ผ่อนปรนภาษีจากสหรัฐ ขณะที่ EU ก็เร่งทำข้อตกลงการค้ากับอินเดีย และขยายความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และสิงคโปร์
การเจรจาระหว่างอังกฤษกับ EU ดำเนินต่อถึงเย็นวันอาทิตย์ ก่อนที่ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ ไลเอิน และประธานสภายุโรป อันโตนิโอ คอสตา จะเดินทางถึงลอนดอนเช้าวันจันทร์ ทั้งนี้ นักการทูต EU รายหนึ่งเตือนว่า “ยังไม่มีอะไรตกลงกันจนกว่าจะตกลงกันทุกเรื่อง”
ในประเด็นที่อยู่ระหว่างหารืออังกฤษต้องการลดขั้นตอนตรวจสอบชายแดนและเอกสารต่าง ๆ ที่ชะลอการค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างสองฝ่าย รวมถึงขอสิทธิให้คนอังกฤษใช้ e-gate ที่สนามบิน EU ได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ชาวอังกฤษชื่นชอบอย่างมาก
ในทางกลับกัน อังกฤษอาจตกลงเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา Erasmus+ และเปิดโครงการย้ายถิ่นฐานสำหรับเยาวชน (youth mobility scheme) แบบจำกัดจำนวน ขณะที่ฝรั่งเศสต้องการเจรจาข้อตกลงระยะยาวเรื่อง สิทธิการประมง ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวช่วง Brexit
ทางเลือกจำกัดหลัง Brexit
การลงประชามติออกจาก EU ในปี 2559 เผยให้เห็นความแตกแยกในสังคมอังกฤษ ทั้งในประเด็นการอพยพ อธิปไตย วัฒนธรรม และการค้า ซึ่งนำไปสู่ช่วงเวลาปั่นป่วนทางการเมืองที่สุดช่วงหนึ่ง โดยมีนายกรัฐมนตรีถึง 5 คน ก่อนที่สตาร์เมอร์จะเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว
ขณะนี้ผลสำรวจระบุว่าชาวอังกฤษส่วนใหญ่เสียใจกับผลประชามติ แต่ยังไม่ต้องการกลับเข้าสู่ EU ด้านฟาราจยังคงได้รับความนิยมสูงในโพล ทำให้สตาร์เมอร์มีพื้นที่ในการเคลื่อนไหวนโยบายอย่างจำกัด
อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างสตาร์เมอร์กับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส ในประเด็นยูเครน ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์กับ EU ได้บางส่วน โดยที่สตาร์เมอร์เองก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อขัดแย้งของ Brexit ในอดีต
ต้องกล้าเปิดใจเรื่อง EU
แม้ข้อตกลงใหม่นี้จะไม่สามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้เต็มที่ เนื่องจากสตาร์เมอร์สัญญาว่าอังกฤษจะไม่กลับเข้าสู่ตลาดเดียว (Single Market) หรือสหภาพศุลกากร (Customs Union) แต่เขาหวังจะต่อรองสิทธิการเข้าถึงตลาดเฉพาะด้าน ซึ่ง EU ก็ต่อต้านการให้สิทธิแบบเลือกเฉพาะที่ชอบ โดยไม่รับภาระในฐานะสมาชิก
หากต้องการลดขั้นตอนด้านการค้าสินค้าอาหาร อังกฤษอาจต้องยอมให้ EU เข้ามาตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ซึ่งสตาร์เมอร์คาดว่าจะชี้แจงว่าเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าเพื่อลดราคาสินค้าและกระตุ้นเศรษฐกิจ
ข้อตกลงประมงระยะยาวก็ยังถูกต่อต้านโดย ฟาราจ ส่วนพรรคอนุรักษ์นิยม (ฝ่ายค้าน) ขนานนามเหตุการณ์ในวันจันทร์นี้ว่า "การประชุมแห่งการยอมจำนน"
ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระบุว่า รัฐบาลอังกฤษจำเป็นต้องทำลายข้อห้ามทางการเมืองที่ไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ของ EU และการยอมรับกฎเหล่านี้เพื่อช่วยเกษตรกรหรือธุรกิจขนาดเล็ก ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด
อีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์ระบุว่าอังกฤษจะได้ประโยชน์จากการเน้นความร่วมมือด้านความมั่นคงมากขึ้น ทำให้ข้อตกลงดูแลกเปลี่ยนอย่างเป็นธรรม และเป็นตรรกะในโลกที่ไม่แน่นอนมากขึ้น
แอลลี เรนสัน อดีตเจ้าหน้าที่การค้ารัฐบาลอังกฤษ กล่าวว่า "เมื่อผลกระทบจากสงครามการค้าเห็นได้ชัดขนาดนี้ การลดแรงเสียดทานทางการค้ากับคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศย่อมเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล"
อ้างอิง : .reuters.com