โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สหราชอาณาจักร เตรียมรีเซ็ตความสัมพันธ์กับ EU ครั้งใหญ่สุด นับตั้งแต่ Brexit หวังฟื้นการค้า

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 พ.ค. 2568 เวลา 11.55 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. 2568 เวลา 04.55 น.

สหราชอาณาจักร เตรียมรีเซ็ตความสัมพันธ์กับ EU ครั้งใหญ่สุด นับตั้งแต่ Brexit สตาร์เมอร์ดันข้อตกลงการค้า ความมั่นคง หวังฟื้นเศรษฐกิจ

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.04 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สหราชอาณาจักรเตรียมบรรลุข้อตกลงรีเซ็ตความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ออกจากสหภาพ (Brexit) ในวันที่ 19 พ.ค.68 โดยมุ่งหวังความร่วมมือที่ใกล้ชิดขึ้นทั้งในด้านการค้าและความมั่นคง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเสริมเสถียรภาพในยุโรป

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ซึ่งเคยสนับสนุนการอยู่ใน EU กำลังคาดการณ์ทางการเมืองว่า ผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนจะมีน้ำหนักมากกว่าเสียงวิจารณ์เรื่อง“หักหลัง Brexit” จากฝ่ายต่อต้านอย่างไนเจล ฟาราจ ผู้นำพรรค Reform UK เมื่อเขาเดินหน้าสานสัมพันธ์กับ EU ในการประชุมสุดยอดที่กรุงลอนดอน

สตาร์เมอร์จะยกเหตุผลว่า โลกได้เปลี่ยนไปนับตั้งแต่สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพ ในปี 2563 โดยหัวใจของความร่วมมือครั้งใหม่นี้คือ ข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงที่จะเปิดทางให้บริษัทด้านกลาโหมของสหราชอาณาจักรเข้าร่วมโครงการมูลค่า 150,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 167,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ยุโรป

ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นภายหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ พลิกระเบียบโลกหลังสงครามโลก และการรุกรานยูเครนของรัสเซียอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งทำให้หลายประเทศต้องทบทวนความร่วมมือด้านการค้าและความมั่นคงอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้สหราชอาณาจักรเพิ่งบรรลุข้อตกลงการค้าเต็มรูปแบบกับอินเดีย และได้ผ่อนปรนภาษีจากสหรัฐ ขณะที่ EU ก็เร่งทำข้อตกลงการค้ากับอินเดีย และขยายความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และสิงคโปร์

การเจรจาระหว่างอังกฤษกับ EU ดำเนินต่อถึงเย็นวันอาทิตย์ ก่อนที่ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ ไลเอิน และประธานสภายุโรป อันโตนิโอ คอสตา จะเดินทางถึงลอนดอนเช้าวันจันทร์ ทั้งนี้ นักการทูต EU รายหนึ่งเตือนว่า “ยังไม่มีอะไรตกลงกันจนกว่าจะตกลงกันทุกเรื่อง”

ในประเด็นที่อยู่ระหว่างหารืออังกฤษต้องการลดขั้นตอนตรวจสอบชายแดนและเอกสารต่าง ๆ ที่ชะลอการค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างสองฝ่าย รวมถึงขอสิทธิให้คนอังกฤษใช้ e-gate ที่สนามบิน EU ได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ชาวอังกฤษชื่นชอบอย่างมาก

ในทางกลับกัน อังกฤษอาจตกลงเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา Erasmus+ และเปิดโครงการย้ายถิ่นฐานสำหรับเยาวชน (youth mobility scheme) แบบจำกัดจำนวน ขณะที่ฝรั่งเศสต้องการเจรจาข้อตกลงระยะยาวเรื่อง สิทธิการประมง ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวช่วง Brexit

ทางเลือกจำกัดหลัง Brexit

การลงประชามติออกจาก EU ในปี 2559 เผยให้เห็นความแตกแยกในสังคมอังกฤษ ทั้งในประเด็นการอพยพ อธิปไตย วัฒนธรรม และการค้า ซึ่งนำไปสู่ช่วงเวลาปั่นป่วนทางการเมืองที่สุดช่วงหนึ่ง โดยมีนายกรัฐมนตรีถึง 5 คน ก่อนที่สตาร์เมอร์จะเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว

ขณะนี้ผลสำรวจระบุว่าชาวอังกฤษส่วนใหญ่เสียใจกับผลประชามติ แต่ยังไม่ต้องการกลับเข้าสู่ EU ด้านฟาราจยังคงได้รับความนิยมสูงในโพล ทำให้สตาร์เมอร์มีพื้นที่ในการเคลื่อนไหวนโยบายอย่างจำกัด

อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างสตาร์เมอร์กับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส ในประเด็นยูเครน ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์กับ EU ได้บางส่วน โดยที่สตาร์เมอร์เองก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อขัดแย้งของ Brexit ในอดีต

ต้องกล้าเปิดใจเรื่อง EU

แม้ข้อตกลงใหม่นี้จะไม่สามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้เต็มที่ เนื่องจากสตาร์เมอร์สัญญาว่าอังกฤษจะไม่กลับเข้าสู่ตลาดเดียว (Single Market) หรือสหภาพศุลกากร (Customs Union) แต่เขาหวังจะต่อรองสิทธิการเข้าถึงตลาดเฉพาะด้าน ซึ่ง EU ก็ต่อต้านการให้สิทธิแบบเลือกเฉพาะที่ชอบ โดยไม่รับภาระในฐานะสมาชิก

หากต้องการลดขั้นตอนด้านการค้าสินค้าอาหาร อังกฤษอาจต้องยอมให้ EU เข้ามาตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ซึ่งสตาร์เมอร์คาดว่าจะชี้แจงว่าเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าเพื่อลดราคาสินค้าและกระตุ้นเศรษฐกิจ

ข้อตกลงประมงระยะยาวก็ยังถูกต่อต้านโดย ฟาราจ ส่วนพรรคอนุรักษ์นิยม (ฝ่ายค้าน) ขนานนามเหตุการณ์ในวันจันทร์นี้ว่า "การประชุมแห่งการยอมจำนน"

ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระบุว่า รัฐบาลอังกฤษจำเป็นต้องทำลายข้อห้ามทางการเมืองที่ไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ของ EU และการยอมรับกฎเหล่านี้เพื่อช่วยเกษตรกรหรือธุรกิจขนาดเล็ก ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด

อีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์ระบุว่าอังกฤษจะได้ประโยชน์จากการเน้นความร่วมมือด้านความมั่นคงมากขึ้น ทำให้ข้อตกลงดูแลกเปลี่ยนอย่างเป็นธรรม และเป็นตรรกะในโลกที่ไม่แน่นอนมากขึ้น

แอลลี เรนสัน อดีตเจ้าหน้าที่การค้ารัฐบาลอังกฤษ กล่าวว่า "เมื่อผลกระทบจากสงครามการค้าเห็นได้ชัดขนาดนี้ การลดแรงเสียดทานทางการค้ากับคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศย่อมเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล"

อ้างอิง : .reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...