แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขอให้พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ลองเจรจาเวลาเปิด-ปิดด่านกับฝ่ายกัมพูชา โดยขอให้ยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง | The Structure
The Structure
อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 22.59 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 15.37 น. • The Structureน.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์การคลี่คลายปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว แม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บริหารส่วนราชการในพื้นที่เข้าร่วมประชุม
ในการนี้ นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ รายงานว่าภายหลังจากมีมาตรการควบคุมชายแดน ได้มีการกำหนดเวลาเปิด-ปิดด่านจากช่วงเวลา 08:00 น. – 22:00 น. ของทุกวัน เป็นช่วงเวลา 08:00 – 15:00 น. ของทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์
ซึ่งทางการกัมพูชาเองก็ปรับเวลาเปิด-ปิดด่าน เป็นช่วงเวลา 09:00 – 16:00 น. ซึ่งทำให้มีช่วงระยะเวลาเปิด-ปิดด่านที่ตรงกันเพียง 6 ชั่วโมงเท่านั้น
นายกฯ สอบถามว่า ในพื้นที่สามารถประสานได้หรือไม่ ให้เปิดเวลาตรงกัน ต้องให้ทางหน่วยงานความมั่นคงดูว่าเปิดให้เท่ากันได้หรือไม่ ซึ่งพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า อาจมีนัยยะบางอย่าง เหมือนมีลักษณะของการเมือง นิดหน่อย เพื่อชิงความได้เปรียบ
อย่างไรก็ดี นายกฯ กล่าวว่า ถ้าเรายึดถือผลประโยชน์ของประชาชน เปิด – ปิด ตรงกัน จะได้ค้าขายได้เท่ากัน อันนี้จะดีกว่า ขอให้ลองดู คงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมีปัญหา
นายกฯ กล่าวขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน ทุกจังหวัดและแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ได้รายงานความคืบหน้า และสถานการณ์ในพื้นที่ที่เกิดขึ้น ซึ่งจากการรับฟังข้อมูลเรื่องสถานที่หลบภัย ขอให้กระทรวงมหาดไทยเร่งสำรวจให้มีความพร้อมรวมถึงต้องให้ความรู้แก่เด็กนักเรียนถึงวิธีการ และให้ได้เรียนรู้วิธีการใช้เพราะอาจจะมีภัยอื่น ๆ เช่นภัยธรรมชาติ หรืออุบัติภัยต่าง ๆ ได้
ขณะที่แม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งอยู่หน้างานตลอด ได้รายงานในการเตรียมความพร้อมในทุกมิติทั้งการดูแลประชาชนในพื้นที่และด้านความมั่นคง ซึ่งจากการหารือร่วมกันอย่างเป็นทางการทั้งไทยและกัมพูชาเห็นร่วมกันเรื่องสันติภาพ โดยเฉพาะประเทศไทยไม่ต้องการความรุนแรงโดยจะคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานหน้างานเป็นหลัก