โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

มอร์นิ่งสตาร์ ชี้โอกาสลงทุน หุ้นสหรัฐฯ เพิ่มน้ำหนักหุ้น Value ลดพอร์ตหุ้น Growth

การเงินธนาคาร

อัพเดต 08 พ.ค. 2568 เวลา 13.54 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. 2568 เวลา 06.54 น.

มอร์นิ่งสตาร์ เผย หุ้นสหรัฐฯ ซื้อขายอยู่ที่ส่วนลด 8% แนะเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้น Value และ Core ชี้เป้ากลุ่มพลังงาน, สื่อสาร, Consumer Cyclical และอสังหาฯ

มอร์นิ่งสตาร์ มีมุมมองต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ประจำเดือนพฤษภาคม 2568 ว่า จากการประเมินมูลค่า (Valuation) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (ข้อมูล ณ 30 เม.ย.68) ซื้อขายอยู่ที่ส่วนลด (discount) 8% จากมูลค่ายุติธรรม ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงสิ้นเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตามการคำนวณ ณ สิ้นเดือนนี้ไม่สามารถสะท้อนการร่วงลงของตลาดในช่วงต้นเดือนเมษายนหลังจากสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้า และการฟื้นตัวในภายหลังได้อย่างครบถ้วน

ตัวอย่างเช่น ราคาต่อมูลค่ายุติธรรม (Price/Fair Value) ลดลงถึงระดับส่วนลด 17% เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 ซึ่งในตอนนั้นมอร์นิ่งสตาร์ แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการลงทุน เพราะมองว่าระดับส่วนลดนั้นมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับนักลงทุนระยะยาว

ต่อมา ตลาดหุ้นได้ปรับตัวขึ้นหลังมีการประกาศหยุดเก็บภาษีเป็นเวลา 90 วันเพื่อเริ่มการเจรจาการค้า เมื่อพิจารณาจากการฟื้นตัวของตลาดที่รวดเร็ว และการประเมินมูลค่าที่กลับขึ้นมาแล้ว มอร์นิ่งสตาร์ เห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการขายทำกำไร และปรับพอร์ตกลับสู่ระดับที่ให้น้ำหนักเท่ากับตลาดโดยรวม

ใจกลางพายุเฮอริเคน

สัญญาณแรกของพายุใหญ่ในตลาดหุ้นเริ่มปรากฏในเดือนมีนาคม เมื่อภาวะตลาดหมีในกลุ่มหุ้นปัญญาประดิษฐ์ (AI) ฉุดตลาดโดยรวมให้ร่วงลง อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงพายุลูกเล็ก ๆ เพราะพายุที่แท้จริงเกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการเก็บภาษีนำเข้า หุ้นร่วงลงอย่างรวดเร็วในสัปดาห์ถัดมา ส่งผลให้ตลาดเข้าสู่ภาวะตลาดหมีอย่างเป็นทางการ เมื่อดัชนี Morningstar US Market ลดลงจากจุดสูงสุดถึง 20%

แต่ดูเหมือนว่าท้องฟ้าจะเริ่มสดใสอย่างรวดเร็วเช่นกัน เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าจะระงับมาตรการภาษีเหล่านั้นเป็นเวลา 90 วัน เพื่อเปิดทางให้การเจรจาการค้าเริ่มต้นขึ้น หุ้นฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งและสามารถกลับมาทำกำไรจากที่สูญเสียไปก่อนหน้า ส่งผลให้มูลค่าตลาดกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงสิ้นเดือนมีนาคม

ควรขายหุ้นในเดือนพฤษภาคม?

มีคำกล่าวที่ว่า "sell in May and go away" เพราะผลตอบแทนของตลาดมักจะซบเซาในช่วงฤดูร้อน อย่างไรก็ตาม ด้วยมูลค่าตลาดที่ยังซื้อขายต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมในระดับที่เหมาะสม มอร์นิ่งสตาร์ แนะนำให้นักลงทุนระยะยาวยังคงถือครองหุ้นในระดับให้น้ำหนัก"เท่ากับตลาด" โดยรวม แต่ด้วยเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มที่จะยังคงไม่ปรับดอกเบี้ยในช่วงนี้ และการเจรจาการค้ากับความเสี่ยงจากภาษีที่อาจเกิดขึ้น เชื่อว่าการจัดพอร์ตมีความสำคัญอย่างมากเพื่อป้องกันความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงนี้

มอร์นิ่งสตาร์ มองว่านักลงทุนสามารถวางตำแหน่งพอร์ตเพื่อรับมือกับความผันผวนระยะสั้น ด้วยการเลือกหุ้นที่มี 5 คุณสมบัติดังนี้

  • มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนในระยะยาว (ตาม Morningstar Economic Moat Rating ระดับ Wide หรือ Narrow)
  • มีระดับความไม่แน่นอน (Uncertainty Rating) อยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง
  • ซื้อขายที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ (มี Margin of Safety สูง)
  • ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับที่น่าดึงดูด
  • อยู่ในหมวดหุ้นมูลค่า (Value) ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการหมุนเวียนเงินทุนออกจากหุ้นเติบโต (Growth)
  • อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันความเสี่ยง (Defensive sectors) ที่จะได้รับประโยชน์เมื่อเงินทุนไหลออกจากกลุ่มที่ผันผวนตามเศรษฐกิจ

จากการประเมินในเชิง “สไตล์การลงทุน” แนะนำดังนี้

  • ให้น้ำหนักมากขึ้นกับหุ้นคุณค่า (Value) ซึ่งซื้อขายต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมถึง 12%
  • ให้น้ำหนักมากขึ้นกับหุ้นส่วนหลัก (Core) ซึ่งซื้อขายต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมถึง 11%
  • ลดน้ำหนักหุ้นเติบโต ( Growth) ซึ่งกลับซื้อขายเกินมูลค่ายุติธรรมอยู่ 3%

ประเมินมูลค่าแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม

นับตั้งแต่รายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2568 มูลค่าหุ้นในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมโดยรวมได้ปรับตัวสูงขึ้น ตามการฟื้นตัวของตลาดโดยรวม กลุ่มที่ตามหลังมากที่สุดคือกลุ่มพลังงาน เนื่องจากราคาน้ำมันยังคงลดลง กลุ่มพลังงานจึงกลายเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมมากเป็นอันดับสอง รองจากกลุ่มสื่อสาร ส่วนกลุ่ม Consumer Cyclical และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) ถูกประเมินว่ามีมูลค่าต่ำเป็นอันดับสามร่วมกัน

กลุ่ม Consumer Defensive ยังคงเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าสูงเกินไปมากที่สุด ซึ่งตัวเลขการประเมินมูลค่าในกลุ่มนี้ถูกบิดเบือนไปทางสูงเกินจริง เนื่องจากหุ้นของ Costco (COST) และ Walmart (WMT) ที่ได้รับเรตติ้งระดับ 1 ดาว และ Procter & Gamble (PG) ที่ได้ระดับ 2 ดาว ซึ่งทั้งสามตัวนี้คิดเป็น 31% ของมูลค่ารวมในดัชนี หากไม่นับหุ้นทั้งสามนี้ กลุ่มที่เหลือจะซื้อขายอยู่ที่ส่วนลด 6% จากมูลค่ายุติธรรม ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมมากกว่า

กลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) และกลุ่มบริการทางการเงิน (Financial Services) เป็นสองกลุ่มถัดไปที่มีมูลค่าสูงเกินไป อย่างไรก็ตาม การประเมินค่าสูงเกินในกลุ่มเหล่านี้มีลักษณะกระจายกว้าง และมีหุ้นเพียงไม่กี่ตัวที่ได้เรตติ้งระดับ 4 หรือ 5 ดาว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและเทศ ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...