โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

4 ปัจจัยที่จะไม่เกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่าง อินเดีย-ปากีสถาน

SpringNews

อัพเดต 08 พ.ค. 2568 เวลา 10.23 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. 2568 เวลา 08.25 น.

ท่ามกลางการปะทะระหว่างอินเดียและปากีสถาน หลังกลุ่มติดอาวุธโจมตีนักท่องเที่ยวในดินแดนแคชเมียร์ส่วนที่ปกครองโดยอินเดียในวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา จนชาวอินเดียเสียชีวิต 25 รายและเนปาล 1 ราย ทำให้อินเดียต้องเปิด "ปฏิบัติการซินดูร์" เพื่อตอบโต้ในพื้นที่แคชเมียร์ส่วนที่ปกครองโดยปากีสถานและพื้นที่ปากีสถาน นำมาสู่การตั้งคำถามถึงสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสองประเทศที่ต่างครอบครองขีปนาวุธ

รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ผู้อำนวยการศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ SPRiNG ถึงโอกาสเกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างอินเดียและปากีสถาน ว่า เป็นไปได้ยาก เพราะในโลกปัจจุบัน ใครที่คิดจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อน คงจะไม่มีพื้นที่อยู่ในโลก เนื่องจากมันสร้างความเสียหายมหาศาล และหากมีใครใช้อาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมา อาจจะกระทบถึงมหาอำนาจในโลกที่จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้รัฐบาลอินเดียเองยังออกแถลงการณ์ยืนยันว่า การปฏิบัติโจมตีมุ่งเป้าหมายไปที่โครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายในปากีสถานและในพื้นที่แคว้นแคชเมียร์ส่วนที่ปากีสถานปกครองอยู่เท่านั้น ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของปากีสถานตกเป็นเป้าหมาย เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย ในขณะที่ฝั่งของปากีสถานเอง หากจะนำพาประเทศเข้าสู่สงครามเพราะเหตุการณ์ในแคชเมียร์คงเป็นเรื่องยาก เพราะรัฐบาลกำลังเผชิญหน้ากับภาวะทางเศรษฐกิจและเสี่ยงที่จะเข้าสู่การเป็นรัฐล้มเหลว อีกทั้งอินเดียเองก็ยังมีกำลังพลและยุทโธปกรณ์เยอะกว่าด้วย

ขณะเดียวกันมหาอำนาจ อย่างจีนที่เป็นมิตรประเทศกับปากีสถาน หรือสหรัฐอเมริกาที่เป็นมิตรประเทศกับอินเดียก็ไม่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์นี้

สุดท้าย คือ ท่าทีของประชาชนชาวมุสลิมที่มองเห็นการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่นำมาสู่คุณภาพชีวิตและปากท้อง หลังการยกเลิกมาตรา 370 และทำให้การท่องเที่ยวในแค้นแคชเมียร์ของอินเดียเฟื่องฟู การจะกลับไปสู่ความขัดแย้งจึงไม่ใช่หนทางที่ดีนัก

รศ.สุรัตน์ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เช่นปี ค.ศ. 2019 หากไม่มีแรงจูงใจที่มาขึ้นกว่านี้ ทั้งสองฝ่ายจะค่อยๆ เงียบไป และสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติเหมือนที่ผ่านมา แต่อาจจะต้องใช้เวลา

เปรียบเทียบขีดความสามารถทางการทหารอินเดีย-ปากีสถาน

ในภาพรวมอินเดียมีความเหนือกว่าในด้านกองทัพแบบดั้งเดิมแทบทุกมิติ

กำลังพล

อินเดียมีกำลังพลประจำการประมาณ 1.46 ล้านนาย และกำลังพลสำรอง 1.16 ล้านนาย ในขณะที่ปากีสถานมีกำลังพลประจำการราว 6.54 แสนนาย และกำลังพลสำรองประมาณ 6.50 แสนนาย นอกจากนี้อินเดียมีประชากรมหาศาลกว่า 1.4 พันล้านคน และยังมีประชากรวัยหนุ่มสาวเข้าสู่วัยเกณฑ์ทหารปีละประมาณ 24 ล้านคน เทียบกับปากีสถานที่ประมาณ 4.8 ล้านคน ซึ่งบ่งชี้ถึงกำลังสำรองที่แข็งแกร่งกว่าในระยะยาว

งบประมาณ

อินเดียใช้จ่ายงบประมาณด้านกลาโหมสูงกว่าปากีสถานอย่างมาก ทั้งจากขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าและความจำเป็นเตรียมรับภัยคุกคามสองด้าน (คือทั้งปากีสถานและจีน) ในปีงบประมาณ 2024-2025 อินเดียจัดสรรงบประมาณกลาโหม ประมาณ 6.8 แสนล้านรูปี (6.8 ล้านล้าน รูปี หรือประมาณ 79–86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งคิดเป็นราว 1.9–2.1% ของ GDP อินเดีย ทำให้อินเดียติดอันดับ 3 ของประเทศที่ใช้งบกลาโหมสูงสุดของโลก (รองจากสหรัฐฯ และจีน)

ส่วนปากีสถาน แม้จะทุ่มเทงบประมาณด้านการทหารสูงเมื่อเทียบสัดส่วน GDP แต่ด้วยข้อจำกัดทางเศรษฐกิจทำให้งบกลาโหมในปีงบประมาณ 2024-2025 อยู่ที่ ประมาณ 12 ล้านล้านรูปีปากีสถาน (ประมาณ 7.6–10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือราว 3.6% ของ GDP ปากีสถาน คิดเป็นเพียงประมาณ หนึ่งในแปด ของงบกลาโหมอินเดียเท่านั้น

อาวุธนิวเคลียร์

ข้อมูลในปี 2024 อินเดียครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 172-180 หัวรบ ส่วนปากีสถานมีประมาณ 170 หัวรบ โดยหลักนิยมการใช้อาวุธนิวเคลียร์ อินเดียยึดถือนโยบาย “ไม่ใช้นิวเคลียร์ก่อน” อย่างเป็นทางการ โดยประกาศว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์เพื่อตอบโต้เท่านั้นหากถูกโจมตีด้วยนิวเคลียร์ อาวุธชีวภาพ หรืออาวุธเคมีก่อน ส่วนปากีสถานใช้แนวคิด “การป้องปรามทุกระดับ” เพื่อหยุดยั้งการคุกคามความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแรง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...