โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

อันตราย "เด็กเล็ก-ผู้สูงวัย" เสี่ยงวิกฤตร้ายแรงจาก RSV และไข้หวัดใหญ่

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 07 ก.ค. 2568 เวลา 05.50 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2568 เวลา 11.56 น.

ซาโนฟี่ ประเทศไทย สนับสนุนจัดเวทีเสวนาด้านสุขภาพ Health Talk ในงาน Thailand Healthcare 2025 ภายใต้หัวข้อ "เด็กเล็กติดง่าย ผู้สูงวัยเสี่ยงหนัก : ทำความรู้จักอาร์เอสวีและไข้หวัดใหญ่" ซึ่งไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มอายุแรกเกิดจนถึง 2 ปี สามารถติดต่อได้ผ่านการไอ จาม และการสัมผัส

ไวรัสอาร์เอสวีในเด็ก

เด็กทุกคนมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายและจะต้องเคยติดเชื้อ RSV อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิตก่อนอายุ 5 ขวบ และ 90% ของเด็กจะติดเชื้อ RSV ภายใน 2 ขวบปีแรกถึง 50% ของเด็กที่ติดเชื้อภายในขวบปีแรก

โดยการระบาดของเชื้ออาร์เอสวีส่วนใหญ่เป็นตามฤดูกาล ในประเทศไทยการระบาดจะเริ่มเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม และระบาดสูงสุดในเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดน้อยลงไปเมื่อเข้าสู่เดือนพฤศจิกายนและธันวาคม

ส่วนคนในบ้านสามารถนำเชื้อมาสู่เด็กเล็กได้ แม้จะอยู่แต่ในบ้านก็ยังคงมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อ และมักมีอาการรุนแรงจนต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล อาการของอาร์เอสวีในเด็กที่ควรสังเกต คือ ไอ หอบเหนื่อย มีเสมหะเหนียว และไข้สูง 1 ใน 3 ของเด็กเล็กที่ติดเชื้ออาร์เอสวีจะมีอาการรุนแรงลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ หรือหลอดลมฝอยอักเสบ เนื่องจากทางเดินหายใจของเด็กอายุน้อยมีขนาดเล็ก

ประเด็นสำคัญคือ เชื้ออาร์เอสวียังไม่มียารักษาจำเพาะ เป็นการรักษาประคับประคองตามอาการเท่านั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องป้องกันก่อนเกิดโรค โดยเฉพาะตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 12 เดือน

รศ.พญ.โสภิดา บุญสาธร รีฟส์ กุมารแพทย์โรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในกลุ่มเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ไม่ว่าจะเกิดมาแข็งแรงดี ครบกำหนด คลอดก่อนกำหนด หรือมีโรคประจำตัว ล้วนมีโอกาสที่จะติดเชื้ออาร์เอสวีได้ และอาจเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นต้องเข้ารักษาในหออภิบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤต และอาจเสียชีวิตได้เช่นกัน

แต่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ ปัจจุบันมีภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปอาร์เอสวี ซึ่งไม่ใช่วัคซีนแต่เป็นการฉีดแอนติบอดีเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ทำให้สามารถป้องกันโรคได้ทันที ข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันประสิทธิภาพสูง

ได้แก่ ลดความเสี่ยงในการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนล่างได้ถึง 79.5% และลดความเสี่ยงในการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากการติดเชื้ออาร์เอสวีโดยรวมได้ถึง 83.2% นอกจากนี้ ยังลดระยะเวลาการเข้ารับการรักษา และลดโอกาสการเข้ารับการรักษาตัวในหออภิบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤตได้ถึง 75.3%

ดังนั้น เพื่อปกป้องเด็กไทยจากโรคติดเชื้ออาร์เอสวี ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยจึงออกแนวทางการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเนอร์ซีวิแมบ (Nirsevimab)1 แนะนำในทารกแข็งแรงดีทุกรายที่อายุต่ำกว่า 8 เดือน และอาจพิจารณาให้ในทารกแข็งแรงดีที่อายุ 8-12 เดือน

ควรเริ่มฉีดก่อนเข้าฤดูกาลระบาดของอาร์เอสวี ช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคมของทุกปี สำหรับทารกที่เกิดในระหว่างช่วงฤดูกาลระบาดของอาร์เอสวี ควรได้รับเนอร์ซีวิแมบโดยเร็วที่สุดหลังคลอด ภูมิคุ้มกันจะขึ้นทันทีตั้งแต่ได้รับเนอร์ซีวิแมบ และปกป้องลูกน้อยได้อย่างน้อย 6 เดือนตลอดฤดูกาลระบาด

ไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุ

ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยยังคงน่าเป็นห่วง เพียงแค่ 6 เดือนแรกของปี 2568 มีผู้ป่วยมากกว่า 3.7 แสนราย และเสียชีวิตถึง 51 ราย กลุ่มที่เสียชีวิตมากที่สุดคือผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เนื่องจากภาวะภูมิคุ้มกันถดถอยและมักมีโรคร่วม

การป้องกันโดยการเข้ารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากไข้หวัดใหญ่มักระบาดในช่วงฤดูฝนต่อเนื่องจนถึงต้นฤดูหนาว จึงขอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณารับวัคซีนได้ทันที เพราะในผู้สูงอายุมีหลายปัจจัยที่ทำให้เวลาเกิดโรคติดเชื้อรุนแรงกว่าปกติ ปัจจัยแรก จากภาวะภูมิคุ้มกันถดถอย ภูมิคุ้มกันจะลดลงเมื่ออายุเยอะขึ้นทำให้ติดเชื้อง่าย หรืออาการรุนแรงกว่าคนหนุ่มสาว

ปัจจัยที่สอง คือ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะมีโรคร่วม เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคปอดเรื้อรัง เมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่จึงทำให้โรคนั้น ๆ กำเริบ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ซึ่งโรคไข้หวัดใหญ่จะแตกต่างจากไข้หวัดธรรมดาตรงที่มีความรุนแรงมากกว่า ผู้ป่วยมักมีไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลียมาก อาจลงปอด และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว

ศ.พญ.ศศิโสภิณ กล่าวว่า ปัจจุบันวัคซีนไข้หวัดใหญ่มี 2 แบบ คือ ขนาดมาตรฐาน (standard dose) ที่ฉีดได้ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป และขนาดสูง (high dose) ที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป โดยวัคซีนขนาดสูงมีปริมาณแอนติเจนสูงกว่าขนาดมาตรฐานถึง 4 เท่า ซึ่งพัฒนาขึ้นมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันที่ดีกว่าในกลุ่มผู้สูงอายุ

ข้อมูลการศึกษาพบว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดขนาดสูงมีประสิทธิภาพสูงกว่าวัคซีนขนาดมาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถลดโอกาสการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้เพิ่มขึ้น 24% ลดการป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาลได้เพิ่มขึ้น 64% และลดอัตราการเสียชีวิตได้เพิ่มขึ้น 49% เมื่อเทียบกับวัคซีนขนาดมาตรฐาน2 วัคซีนขนาดสูงนี้มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ ในแถบอเมริกาและยุโรปมานานกว่า 10 ปี มากกว่า 200 ล้านโดส สะท้อนถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย

ข้อมูลล่าสุดจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และกรมควบคุมโรคของไทย ยังยืนยันว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบ 3 สายพันธุ์ หรือ 4 สายพันธุ์ ไม่มีความแตกต่างกันในเรื่องของการป้องกัน เนื่องจากสายพันธุ์ B/Yamagata ซึ่งเคยรวมอยู่ในวัคซีนแบบ 4 สายพันธุ์นั้นไม่พบการระบาดอย่างมีนัยสำคัญมาเกือบ 5 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2563 ดังนั้น การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ จึงเพียงพอสำหรับการป้องกันในปัจจุบัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...