โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กต.แถลงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้ ไทยอดทนและพยายามใช้สันติวิธีมาโดยตลอด มอบอำนาจกองทัพควบคุมจุดผ่านแดน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 07 มิ.ย. 2568 เวลา 12.01 น.
วันนี้ (7 มิถุนายน) นิรกร พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยโฆษกกระทรวงกลาโหม และโฆษกกองทัพบก แถลงข่าวสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ล่าสุด ระบุว่า จากเหตุปะทะกันของทหารทั้ง 2 ฝ่าย เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ฝ่ายไทยมีความจำเป็นต้องป้องกันตนเอง และปกป้องอธิปไตยของประเทศ ซึ่งเป็นไปอย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และแนวปฏิบัติสากล

นิรกร เผยต่อไปว่า ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ฝ่ายไทยใช้ความอดทนอดกลั้น มุ่งแก้ไขด้วยสันติวิธี เรียกร้องให้กัมพูชาพยายามลดความตึงเครียดในพื้นที่ และจำกัดความขัดแย้งให้อยู่เพียงแค่จุดเกิดเหตุ โดยมีการพูดคุยและหารือในทุกระดับ ทั้งระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และกองทัพบกของทั้ง 2 ประเทศ บนพื้นฐานของความสุจริตใจ และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชา ในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายก็เห็นพ้องแนวทางแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่แล้วมาโดยตลอด

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้ง 2 ประเทศ พบหารือที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อหาทางออกร่วมกัน โดยฝ่ายไทยได้ย้ำอีกครั้ง ถึงความจำเป็นในการลดระดับความตึงเครียดบริเวณชายแดน และเสนอให้มีการปรับกำลังทหารให้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติเดิมก่อนเกิดเหตุขัดแย้ง เพื่อลดโอกาสการปะทะทางทหาร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้ง 2 ประเทศ

“อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายที่ฝ่ายกัมพูชาได้ปฏิเสธทันทีต่อข้อเสนอในการปรับกำลัง และยังเสริมกำลังทหารในพื้นที่ชายแดน และปฏิเสธจะปฏิบัติตาม MOU 2543 บนพื้นฐานของการเจรจาแบบสันติวิธี ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว จะยิ่งเพิ่มความตึงเครียด และทำให้สถานการณ์ในพื้นที่มีความเปราะบางมากยิ่งขึ้น”

“การดำเนินการของฝ่ายกัมพูชาข้างต้น แสดงให้เห็นถึงการขาดเจตนารมณ์ และความจริงใจที่จะร่วมมือกับฝ่ายไทย ในการที่จะลดและระงบัความตึงเครียดที่มีอยู่เดิม และทำให้กลับมาปกติ” โฆษกกระทรวงต่างประเทศ กล่าว

ดังนั้น เป็นไปตามมติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัย และความมั่นคงแก่ประชาชนไทยตามแนวชายแดน ฝ่ายไทยจำเป็นต้องพิจารณาใช้มาตรการควบคุมการเปิด-ปิด จุดผ่านแดนไทย-กัมพูชาซึ่งความเข้มข้นของมาตรการ จะเป็นไปตามระดับความตึงเครียดของสถานการณ์อันเกิดจากความร่วมมือของฝ่ายกัมพูชาในการแก้ไขปัญหา

โดยที่ประชุมความมั่นคงแห่งชาติ มอบหมายให้กองทัพภาคที่ 1 และภาคที่ 2 เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์วิธีและเงื่อนไข หรือเงื่อนเวลาที่จำเป็นในการผ่านแดน บริเวณจุดผ่านแดนทุกประเภท ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ย้ำว่า การดำเนินการของไทย มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อรักษาความปลอดภัยประชาชน ทั้งชาวไทยและกัมพูชาที่อาศัยอยู่พื้นที่บริเวณชายแดน โดยฝั่งไทยจะคำนึงและระมัดระวังไม่ให้มาตรการดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อการค้าขายและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมทั้งด้านมนุษยธรรม

ขณะที่ พ.อ.หญิง ผศ.ดร.พญ. ดังใจ สุวรรณกิตติ โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุว่า กระทรวงกลาโหมมีหน้าที่รับและดำเนินตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

“ที่ผ่านมา ท่าน (รองนายกฯ-รมว.กลาโหม) ไม่ได้ละเลย หากแต่ท่านได้อดทนและพยายามใช้การเจรจาอย่างสันติวิธี และยังกำชับให้หน่วยในพื้นที่เฝ้าระวังไม่ให้เกิดการรุกล้ำเพิ่มขึ้นอีกเด็ดขาด แต่ในกระบวนการความพยายามที่ผ่านมา กลับได้รับการตอบสนองไม่เป็นทางบวก เลยต้องมีการปรับมาตรการต่าง ๆ” พ.อ.หญิง ผศ.ดร.พญ. ดังใจ กล่าว

ส่วนทางด้าน พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยว่า ในส่วนของกองทัพบกมีการกำหนดอำนาจให้ผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่ กองกำลังสุรนารี และกองกำลังบูรพา มีอำนาจในการควบคุมการเปิดปิด บริเวณจุดผ่านแดน

แนวทางปฏิบัติตามคำสั่งควบคุมจุดผ่านแดนไทย–กัมพูชา ดำเนินการเป็นขั้นตอนตามสถานการณ์ในพื้นที่ ซึ่งมีทั้งหมด 4 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ 1 จำกัดการผ่านแดนโดยอนุญาตเฉพาะบุคคลที่มีเหตุจำเป็น เช่น การค้าขาย การขนส่งสินค้า แรงงาน และงานจำเป็นอื่น ๆ โดยจำกัดและเพิ่มระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น นักพนัน หรือกลุ่มที่อาจเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย

ขั้นที่ 2 ปรับลดช่วงเวลาในการเปิด–ปิดจุดผ่านแดน พร้อมทั้งกำหนดวัน–เวลาการเข้า–ออกอย่างชัดเจน เพื่อควบคุมความเคลื่อนไหวของบุคคลและกิจกรรมในพื้นที่ชายแดน

ขั้นที่ 3 ปิดจุดผ่านแดนบางจุด (Selective Closure) โดยพิจารณาจากจุดที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีข้อมูลด้านความมั่นคงที่อาจนำไปสู่การรุกล้ำ หรือการก่อเหตุจากฝ่ายตรงข้าม

ขั้นที่ 4 ปิดจุดผ่านแดนตลอดแนวชายแดนในกรณีที่เกิดสถานการณ์วิกฤต หรือมีการรุกรานอย่างชัดเจน เพื่อควบคุมสถานการณ์ในระดับสูงสุด

โฆษกกองทัพบก เผยว่า การใช้มาตรการดังกล่าว แต่ละพื้นที่จะดำเนินการขั้นตอนไม่เหมือนกัน ขึ้นกับดุลยพินิจเจ้าหน้าที่ แต่จะคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนที่อยู่ชายแดนเป็นหลัก

สำหรับประชาชนทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชาที่ไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความมั่นคง เช่น นักศึกษาที่เดินทางไปเรียน ผู้ป่วย ฯลฯ อยู่ในข้อยกเว้นตามประกาศนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...