ล้าหลังส่งท้ายเดือนไพรด์ กรณี ผู้หญิงข้ามเพศและผู้หญิง ถูกยุติการสอบใบวิชาชีพครู เพราะแต่งตัวไม่ตรงเพศกำเนิด ภาพสะท้อนความคิดเก่าๆ ของหน่วยงานราชการที่ยังตัดสินความสามารถคนด้วย ‘เครื่องแต่งกาย’ และ ‘เพศ’
ที่บางคนบอกว่า สังคมไทยเปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศมากแล้ว เพราะเรามีสมรสเท่าเทียม และมีการฉลอง Pride Month อย่างยิ่งใหญ่ แต่เราอาจต้องทบทวนกันใหม่จากข่าวล่าสุดนี้ว่าสังคมเราเปิดกว้างมากพอแล้วจริงหรือ? เมื่อสิทธิในการเป็นตัวเองยังถูกลิดรอนและถูกพรากโอกาสบางอย่างในชีวิตไปจากการ ‘เป็นตัวเอง’ เมื่อผู้หญิงข้ามเพศหลายชีวิตออกมาเปิดเผยถึงเหตุการณ์การโดนเชิญออกจากห้องสอบเพื่อยุติการสอบใบประกอบวิชาชีพครู เพียงเพราะพวกเธอใส่กระโปรงตามเพศสภาพที่เป็นหญิงแล้ว แต่ไม่ตรงเพศกำเนิด และไม่ถูกใจคุรุสภา (?) ซึ่งน่าสะเทือนใจไม่ใช่น้อยที่เหตุการณ์ที่ดูจะเป็นมุมมองโบร่ำโบราณนี้เกิดขึ้นในช่วงปลาย Pride Month ท่ามกลางธงสีรุ้งที่ประดับตกแต่งไปทั่วทุกพื้นที่ แต่คนในคอมมูนิตี้ในชีวิตจริงหลายคน กลับถูกเอาเปรียบ และสะท้อนถึงการตัดโอกาส ‘ครูข้ามเพศ’ ในระบบการศึกษา
ต้นข้าว-ปุณญพัฒน์ เดชบำรุง หนึ่งในคนที่เข้าไปสอบใบประกอบวิชาชีพครู เธอออกมาเล่าว่า ถูกให้ยุติการสอบกลางคัน แม้ว่าเธอจะเข้าไปนั่งสอบนานถึง 30 นาทีแล้วก็ตาม เนื่องจากประธานกรรมการคุมสอบแจ้งว่าเธอแต่งกายไม่ถูกต้องตามเพศสภาพ เพราะคำนำหน้าเธอเป็น ‘นาย’ แต่แต่งกายมาสอบด้วยกระโปรง ขณะที่ ลิลลี่ สาวข้ามเพศอีกคนก็โดนเชิญออกจากห้องสอบ เพราะเเต่งกายไม่ตรงกับเพศกำเนิด โดยเธอนั่งทำข้อสอบแล้ว 20 กว่าข้อ ก่อนถูกเชิญออกเช่นกัน ด้วยเหตุผลว่ามันเป็นเรื่องซีเรียส
ทั้งสองกรณีนี้ ล้วนโดนเชิญออกเพราะเพศกำเนิดของพวกเธอ และขณะที่ถูกบอกว่าให้ไปดูระเบียบการของคุรุสภาที่ลงผ่านเว็บไซต์ ก็ไม่มีข้อไหนที่บอกว่า ‘ให้แต่งกายตามเพศสภาพ’ หรือ ‘ให้แต่งกายเพศกำเนิด’ มีแต่แจ้งว่า ผู้ชายควรแต่งอย่างไร ผู้หญิงควรแต่งอย่างไร ซึ่งนั่นหมายความว่า คุรุสภา ไม่นับรวมหญิงข้ามเพศไว้ในสมการ หรือมีความละเอียดอ่อนเรื่องเพศมากพอ และหากมองในมุมกลับ สมมติว่ามีการแจ้งอย่างชัดเจนว่า ให้แต่งกายตามเพศกำเนิดเท่านั้น นั่นก็นับว่าเป็นชุดความคิดที่ล้าหลัง และชัดเจนว่าหน่วยงานข้าราชการยังไม่เปิดรับและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากพอ มีการเอาเรื่องเพศและการแต่งกายมาเป็นตัวกำหนด ‘ความสามารถ’ ขัดแย้งกับความก้าวหน้าเรื่องเพศที่ควรผลักดันให้ไปข้างหน้าอยู่ไม่น้อย โดยลิลลี่ กล่าวว่า “ถ้าเราจะสอนให้เด็กยอมรับความหลากหลายทำไมถึงไม่ยอมรับความหลากหลายของคนที่เป็นครูบ้าง”
ท่ามกลางคอมเมนต์ให้กำลังใจ และมีคนไทยจำนวนมากมีความเห็นไปทางเดียวกันว่าคุรุสภายังล้าหลังทางความคิดอยู่มาก ความน่าเศร้าคือยังพบเห็นบางคอมเมนต์ที่กล่าวโทษพวกเธอ และหยิบยกเรื่องเพศกำเนิดขึ้นมาพูดถึงว่าให้แต่งกายตามนั้น ซึ่งเราอยากจะบอกว่า คนที่ไม่ได้เป็นเจ้าตัว ไม่มีทางเข้าใจความเจ็บปวดจากการไม่ได้เป็นตัวเอง และการที่พวกเธอผ่านกระบวนการข้ามเพศมาเป็นหญิงแล้ว นั่นก็หมายความว่าพวกเธอต้องการจะใช้ชีวิตเฉกเช่นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเอง การไม่ยอมรับในเพศสภาพของพวกเธอ นั่นคือส่วนหนึ่งของการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ เพราะหากพวกเธอมีองค์ความรู้ และถูกทดสอบว่ามีความสามารถมากพอที่จะเป็น ‘ครู’ ได้ เหตุใดถึงจำเป็นต้องเอาเรื่อง ‘เพศ’ ของพวกเธอมาเป็นตัวชี้วัดเพิ่มด้วย?
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ แต่หากย้อนดูข่าว จะพบว่า มีคนที่เป็นครูข้ามเพศหลายโรงเรียน ถูกบังคับให้ตัดผม หรือกระทั่งไม่อนุญาตให้ใส่ชุดตามเพศสภาพของตน จนเกิดการเรียกร้อง และบางคนก็สู้จนได้แต่งกายตามเพศสภาพของตน ซึ่งก็ยังคงเป็นการตัดสินเป็นกรณีไป เช่นเดียวกับที่ปัจจุบัน มีบางโรงเรียนที่อนุญาตให้ครูข้ามเพศแต่งกายตามเพศสภาพของตัวเอง ทั้งครูหญิงข้ามเพศที่ได้แต่งกายเป็นหญิง หรือครูชายข้ามเพศที่ได้แต่งกายเป็นชาย ที่การเป็นตัวเองล้วนส่งเสริมศักยภาพและความสุขในการเรียนการสอนได้มากเลยทีเดียว ขณะเดียวกัน ก็ยังมีอีกหลายโรงเรียนที่ไม่อนุญาต และยังยึดโยงตามเพศกำเนิด นั่นแปลว่า จะดีกว่านี้ไหม หากมีกฎหมายและระเบียบชัดเจนว่า ให้ครูทุกโรงเรียนสามารถแต่งกายตามเพศสภาพได้ รวมถึง ผู้เข้าสอบวิชาชีพครูสามารถแต่งกายตามเพศสภาพได้ จนถึง ข้าราชการทุกหน่วยงาน สามารถแต่งกายตามเพศสภาพได้ เพื่อลดการถูกเลือกปฏิบัติ อันเป็นเหตุให้บุคคลเกิดบาดแผลในใจ หรือลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคล
ไม่ใช่แค่คนข้ามเพศที่ถูกเชิญออกในวันสอบที่ผ่านมา แต่ผู้หญิงตรงเพศกำเนิดหลายคน ก็ออกมาแชร์ประสบการณ์เช่นกันว่าพวกเธอก็ถูกเชิญออก เพราะ ‘ใส่กางเกง’ เข้าไปสอบ โดยมีหลายคนวิพากษ์วิจารณ์คุรุสภาว่า ก่อนหน้าวันสอบไม่มีการกำหนดว่า ห้ามผู้หญิงใส่กางเกงแต่อย่างใด แต่พอในวันสอบ กลับมีการแจ้งหน้าเพจอย่างกระชั้นชิดก่อนถึงเวลาสอบว่า ให้ผู้หญิงใส่กระโปรงเข้าสอบ ทำให้หลายคนไม่สามารถเตรียมตัวหรือเปลี่ยนได้ทัน และถูกเชิญออกขณะสอบ โดยมีหญิงสาวคนหนึ่งออกมาเล่าว่า เธอผ่านการตรวจเครื่องแบบแล้วถึง 2 รอบ และได้เข้าไปสอบแล้ว 40 กว่าข้อ แต่ผ่านไปสักพัก ก็มีกรรมการคุมสอบเดินมาบอกว่าแต่งกายผิดระเบียบไม่สามารถใส่กางเกงได้ ต้องใส่ให้ ‘ตรงตามเพศสภาพ’ แล้วก็เก็บข้อสอบไปทันที
เห็นได้ว่าคำว่า เพศสภาพ และ เพศกำเนิด ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกเอามาวัดความสามารถของผู้คนเสมอ ผู้หญิงข้ามเพศห้ามแต่งกายตามเพศสภาพ ส่วนผู้หญิงตรงเพศกำเนิดห้ามแต่งกายขัดกับเพศสภาพ กระโปรงและกางเกงยังคงเป็นสัญลักษณ์วัดความดีงามของผู้คนแบบงงๆ ซึ่งการกีดกันความหลากหลายในวงการครู ก็นับว่าต่อยอดไปถึงการไม่เปิดรับความหลากหลายของนักเรียน แล้วประเทศไทยจะเจริญทางความคิดกี่โมง? ถ้าเรายังยึดติดกับการละเมิดสิทธิในการเป็นตัวเองของผู้คนจนเคยชินกันแบบนี้
อ้างอิง:
https://www.facebook.com/share/p/1LfkXcKFFP/
https://www.facebook.com/share/p/15Z89VXyAj/
https://www.facebook.com/share/p/1Dpz3muzUf/
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ล้าหลังส่งท้ายเดือนไพรด์ กรณี ผู้หญิงข้ามเพศและผู้หญิง ถูกยุติการสอบใบวิชาชีพครู เพราะแต่งตัวไม่ตรงเพศกำเนิด ภาพสะท้อนความคิดเก่าๆ ของหน่วยงานราชการที่ยังตัดสินความสามารถคนด้วย ‘เครื่องแต่งกาย’ และ ‘เพศ’
- โค้งสุดท้ายของการสมัคร Cartier Women’s Initiative Awards Fellowship Program เพื่อผู้ประกอบการหญิงที่ทำธุรกิจเพื่อสังคมได้ฉายแสงบนเวทีโลก ปิดรับสมัคร 24 มิ.ย.นี้
- โรงเรียนในเกาหลีใต้เปิดให้การศึกษาสำหรับผู้หญิงวัย 40-80s ที่เคยพลาดโอกาสในการเรียน ไม่ว่าจะด้วยความยากจนหรือความเป็นหญิง
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com