โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

MIND: ผิดไหมที่โล่งใจเมื่อคนป่วยที่ดูแลจากไป? ว่าด้วยความรู้สึกที่ย้อนแย้งระหว่างโศกเศร้าและโล่งใจ รวมถึงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการดูแลผู้ป่วยหนักสิ้นสุดลง

BrandThink

เผยแพร่ 22 มิ.ย. 2568 เวลา 07.35 น.

หากพูดถึงความโศกเศร้าหลังเผชิญกับความสูญเสียคนที่รักและผูกพัน (grief) ทั้งคนในครอบครัว เพื่อน หรือคนรัก หลายคนก็คงรู้จักกับทฤษฎี ‘5 Stages of Grief’ ระยะแห่งการก้าวผ่านความสูญเสีย ที่เราต้องเผชิญกับความเสียใจและหลากหลายภาวะอารมณ์ กว่าจะไปถึงขั้นยอมรับได้ว่าพวกเขาจากไปแล้วนั้นช่างยากเย็นนัก

ทว่าวันนี้เราจะมาเล่าถึงความโศกเศร้าของคนที่เป็น ‘ผู้ดูแลคนป่วย’ หลังพวกเขาจากไป ซึ่งมีความซับซ้อนและย้อนแย้งกันในด้านความรู้สึกและความคิด รวมถึงเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่พวกเขาต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้เมื่อการดูแลผู้ป่วยสิ้นสุดลงแล้วจริงๆ

ช่วงเวลาแห่งการดูแลบุคคลอันเป็นที่รักที่ป่วยหนักนั้นนับว่าเป็นภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ คุณในฐานะผู้ดูแลนั้นจะเต็มไปด้วยความเครียด ความกดดัน หนักใจ บางคนกว่าจะผ่านไปได้ในแต่ละวันนั้นเหนื่อยสายตัวแทบขาด เนื่องจากทำงานไปด้วยและต้องทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยไปด้วย

บางครั้งก็รู้สึกหงุดหงิดเมื่อคนที่คุณดูแลอยู่ดื้อด้าน ไม่ยอมฟัง และอาจมีกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ก็ถือเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เกิดความผูกพันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ที่ไม่ว่าจะเหนื่อยยากอย่างไรเขาก็คือคนที่คุณรัก หรือต่อให้เหนื่อยแค่ไหน แค่เขายังอยู่กับคุณตรงนี้ก็ยังพอเป็นความสุขให้กันและกันได้บ้างแล้ว

แต่หลังจากที่ถึงเวลาที่พวกเขาต้องจากไปจริงๆ แน่นอนว่าคุณต้องเผชิญกับความโศกเศร้าครั้งใหญ่ แต่ในฐานะคนที่ดูแลใครคนหนึ่งมาตลอดมันไม่ใช่แค่นั้น เพราะหลายคนคงทั้งรู้สึกเศร้าและโล่งใจในเวลาเดียวกัน โล่งใจที่เขาได้หลุดพ้นพันธนาการแห่งความเจ็บปวดที่มีมาตลอด หรือโล่งใจที่ได้ชีวิตของตัวเองกลับคืนมา แต่ขณะเดียวกันด้วยการจากไปนั้นก็ทำให้หลายคนย้อนกลับไปคิดว่า

“ฉันทำเต็มที่แล้วหรือยังนะ”

“มีอะไรที่ฉันควรทำเพื่อให้เขายังมีชีวิตอยู่ต่อไหม”

“หากฉันทำแบบนั้น หรือไม่ทำแบบนี้ พวกเขาอาจอยู่กับฉันต่อไปก็ได้”

นี่คือความรู้สึกและความคิดที่ย้อนแย้งกันไปมา จากนั้นคุณก็จะคิดต่อว่า “แล้วผิดไหมที่ฉันโล่งใจเมื่อเขาจากไป” ซึ่งหลายคนมักไม่เปิดเผยความรู้สึกนี้กับใครเนื่องจากกลัวถูกตำหนิ หรือถูกตีตราว่าเป็นคนไม่ดีที่คิดแบบนั้น

แต่อันที่จริงนั้นไม่ผิดเลย ไม่เป็นไรที่คุณจะรู้สึกโล่งใจ ในเมื่อที่ผ่านมาคุณทั้งคู่พยายามกันอย่างเต็มที่เพื่อที่จะอยู่ด้วยกันให้นานที่สุด จนถึงวันที่พวกเขาได้พ้นจากความเจ็บป่วย

นอกจากนี้ เพราะการสิ้นสุดหน้าที่ในฐานะผู้ดูแลนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งของชีวิตเช่นเดียวกัน จึงทำให้หลายคนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเคว้งคว้าง ทำอะไรไม่ถูกและไม่รู้ว่าจากนี้จะทำอย่างไรกับชีวิตต่อไป

จุดนี้เอง จากประสบการณ์ของ ไมค์ เวราโน (Mike Verano) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่ได้รับการรับรองการจัดการความเครียดในเหตุการณ์วิกฤต ได้แนะนำว่า แทนที่จะโบยตีตัวเองด้วยความรู้สึกเหล่านั้น

ให้ลองนึกประสบการณ์จำลองว่า ‘จะเป็นอย่างไร หากในช่วงเวลาสุดท้ายแห่งการจากลานั้น คนที่คุณดูแลเลือกที่จะจากไป เพื่อปลดปล่อยคุณจากภาระอันหนักอึ้งที่ต้องดูแลพวกเขาให้มีชีวิตอยู่’ เพื่อสื่อว่าคุณไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ถ้าเลือกได้พวกเขาอาจเลือกจากไปแทนเพื่อไม่ให้คุณต้องทำหน้าที่นี้อีกต่อไปแล้ว

ดังนั้น หากใครที่กำลังดูแผู้ป่วยอยู่ ไมค์แนะนำว่า ให้หาข้อมูลและแนวทางชีวิตเพื่อเตรียมพร้อมหลังการดูแลสิ้นสุดลง อาจช่วยให้คลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับชีวิตในวันข้างหน้าได้

รวมถึงคนที่ฝึกความยืดหยุ่นทางจิตใจอยู่เสมอ มีความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจอยู่แล้ว มักจะมีสุขภาพจิตที่ดีมากกว่า เพราะจะสามารถช่วยเยียวยาความทุกข์ทรมานที่ตนเองกำลังเผชิญได้รวดเร็วและดีมากยิ่งขึ้น

หลายคนที่เคยเข้ารับการบำบัดกับไมค์ หลังจากบำบัดด้วยวิธีการจำลองสถานการณ์เหล่านี้ พวกเขาก็สามารถดำเนินชีวิตต่อไปข้างหน้าได้ แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลง ช่วงแรกคงทำให้เราทำอะไรไม่ถูก รู้สึกมึนชา เคว้งคว้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของขั้นตอนการปรับตัว

โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงนั้นพิเศษกว่าครั้งไหนๆ สำหรับบางคนที่มีกันอยู่แค่สองคน คือคุณและคนที่จากไปนั้น แน่นอนว่าจะต้องรู้สึกโดดเดี่ยวและใช้เวลาในการปรับตัวนานกว่า แต่โปรดจำไว้ว่า การสิ้นสุดของหน้าที่ผู้ดูแลไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิตคุณ

สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังเผชิญกับสภาวะนี้อยู่ ให้คุณก้าวผ่านมันไปได้ เพราะคนรักที่จากไปนั้นคงปรารถนาให้คุณใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีความสุขอย่างแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...