โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

‘อนาคตการทำงาน’ มาถึงแล้ว ผลทดลองอังกฤษชี้ ทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ ทำ ‘องค์กรกำไรพุ่ง-ลาป่วยลด’ 17 บริษัทติดใจ ประกาศเป็นนโยบายถาวร

THE STANDARD

อัพเดต 06 ก.ค. 2568 เวลา 09.43 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2568 เวลา 09.43 น. • thestandard.co
‘อนาคตการทำงาน’ มาถึงแล้ว ผลทดลองอังกฤษชี้ ทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ ทำ ‘องค์กรกำไรพุ่ง-ลาป่วยลด’ 17 บริษัทติดใจ ประกาศเป็นนโยบายถาวร

การทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์แต่ได้รับเงินเดือนเท่าเดิม อาจฟังดูเหมือนเป็นเรื่องในฝันสำหรับใครหลายคน แต่ผลการทดลองล่าสุดในสหราชอาณาจักรชี้ว่า แนวคิดนี้ไม่เพียงแต่เป็นไปได้จริง แต่ยังส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทอีกด้วย นี่อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวัฒนธรรมการทำงานใน ‘อนาคต’ ที่กำลังจะมาถึง

โครงการนำร่องซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่ม 4 Day Week Foundation ได้ทำการทดลองกับพนักงานเกือบ 1,000 คน จาก 17 องค์กร เป็นเวลานาน 6 เดือน โดยให้ทุกคนทำงานน้อยลงแต่ยังคงได้รับค่าจ้างและมีภาระงานเท่าเดิม

ผลปรากฏว่าหลังสิ้นสุดการทดลอง องค์กรทั้ง 17 แห่งตัดสินใจใช้โมเดลการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์เป็นการถาวร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง ‘ความสำเร็จ’ ของโครงการนี้อย่างชัดเจน

ประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฝั่งลูกจ้างเท่านั้น เพราะองค์กรบางแห่งมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีสถิติการลาป่วยของพนักงานลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

ตัวอย่างที่เด่นชัดคือ BrandPipe บริษัทซอฟต์แวร์ในลอนดอน ที่มีรายได้พุ่งสูงขึ้นเกือบ 130% ซึ่ง เจฟฟ์ สลอเตอร์ ซีอีโอของบริษัทกล่าวว่า “การทดลองครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น” และเป็นสิ่งที่ธุรกิจอื่นๆ ควรลอง

อย่างไรก็ตาม รายงานการทดลองก็ยอมรับว่าข้อมูลด้านรายได้และการลางานยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็กและไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการวิเคราะห์เชิงสถิติที่สมบูรณ์แบบ

โดยในกลุ่มบริษัทที่ให้ข้อมูลด้านรายได้ มี 3 ใน 4 แห่งที่รายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ข้อมูลการลาป่วยก็มีทั้งที่ลดลงและเพิ่มขึ้นปะปนกันไป ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเพียงภาพสะท้อนในเบื้องต้นเท่านั้น

กระแสการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่นี่ที่เดียว แต่เป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลก จากการทดลองที่คล้ายกันในสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, และเยอรมนี ต่างก็ได้ผลลัพธ์ในทิศทางเดียวกันคือ พนักงานมีความสุขและสุขภาพดีขึ้น ที่สำคัญคือบริษัทส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการเลือกที่จะใช้โมเดลนี้ต่อไปในระยะยาว แสดงให้เห็นว่านี่คือแนวทางที่ใช้ได้ผลจริง

แม้จะมีผลลัพธ์เชิงบวกออกมามากมาย แต่ก็ยังมีเสียงท้วงติงจากผู้เชี่ยวชาญ ศาสตราจารย์ ไมเคิล แซนเดอร์ส จาก King’s College London ชี้ให้เห็นถึง ‘อคติ’ ในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง (Self-selection bias) โดยมองว่าบริษัทที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ มักจะเป็นบริษัทที่มีแนวโน้มจะปรับตัวเข้ากับนโยบายนี้ได้ดีอยู่แล้ว จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าโมเดลนี้จะใช้ได้ผลกับทุกองค์กร

โจ ไรล์ ผู้อำนวยการของ 4 Day Week Foundation ตอบโต้ประเด็นนี้ว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีบริษัทหลายร้อยแห่งจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมโครงการด้วยระดับความกระตือรือร้นที่แตกต่างกันไป แต่เขาก็ยอมรับว่าในอนาคตควรมีการเพิ่มองค์ประกอบของการสุ่มและควบคุม (Randomized control) เพื่อให้ผลการทดลองมีความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น

ไม่ว่าการทดลองในอนาคตจะออกมาในรูปแบบใด แต่อลัน บรันต์ ซีอีโอของ Bron Afon Community Housing หนึ่งในองค์กรที่เข้าร่วมโครงการล่าสุด กลับมองโลกในแง่ดีอย่างยิ่ง เขากล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “ผมคาดว่าองค์กรส่วนใหญ่จะหันมาใช้นโยบายนี้กันอย่างแพร่หลายในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า”

ภาพ:Dragana Gordic/Shutterstock

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...