"Moshi Moshi" จากร้านกิฟต์ชอปในสำเพ็ง สู่อาณาจักรสินค้าไลฟ์สไตล์อันดับหนึ่งของประเทศไทย
‘Moshi Moshi’ จากร้านกิฟต์ชอปในสำเพ็ง สู่อาณาจักรสินค้าไลฟ์สไตล์ No.1 ของไทย
“Moshi Moshi”ทั้งชื่อร้านและดีไซน์สินค้าอาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแบรนด์จากญี่ปุ่น แต่ความจริงเป็นแบรนด์ไทยแท้ที่สินค้าเป็นส่วนมากถูกออกแบบโดยคนไทย และมีวางขายแค่ในร้าน Moshi Moshi เท่านั้น ในวันนี้คอลัมน์ The Success การเรียนรู้สู่ความสำเร็จได้รับเกียรติจาก‘พี่เอิน-พลอยนภัส บุญสงเคราะห์’ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและจัดหาผลิตภัณฑ์ ที่จะมาบอกเล่าจุดเริ่มต้นของแบรนด์ รวมถึงแนวทางการสร้างอาณาจักรสินค้าไลฟ์สไตล์ให้เติบโตได้มากกว่า 100 สาขาทั่วประเทศ
ชีวิตวัยเรียนของทายาทรุ่น 3 Moshi Moshi
พี่เอินเกิดและเติบโตมาพร้อมกับกิจการร้านขายส่งสินค้ากิฟต์ชอป โดยคุณพ่อมักจะปลูกฝังลูกทุกคนให้ไปเรียนรู้การทำธุรกิจของครอบครัวอยู่เป็นประจำด้วยความที่กลัวว่าลูกจะไม่เก่ง โตไปจะทำงานไม่เป็น จึงฝึกทุกคนให้ทำงานตั้งแต่เด็ก โดยที่ส่งไปช่วยงานต่าง ๆ ที่ร้านหรือโรงงาน ไม่ว่าจะเป็น แจกใบปลิว แคชเชียร์ พนักงานแพ็กและจัดเรียงสินค้า รวมถึงไปเรียนรู้งานที่ต่างประเทศ เพื่อเป็นการปูพื้นฐานให้ลูกทุกคนเห็นภาพเดียวกันว่า ธุรกิจของครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อถึงเวลาที่ต้องกลับเข้ามาทำงานจริงจะได้ไม่ต้องปรับตัวเยอะมาก แต่ในวัยเด็กของพี่เอินกลับไม่เคยมีความคิดที่อยากจะสานธุรกิจต่อจากครอบครัวเลย เพราะรู้สึกว่าไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองชอบ
ชีวิตวัยเรียนของพี่เอินเป็นเด็กสายศิลป์-คำนวณ โรงเรียนสตรีวิทยา ที่ชื่นชอบการทำกิจกรรมเป็นอย่างมาก เพราะต้องการค้นหาตัวเองในช่วงวัยนั้นทั้งเข้าค่ายจิตอาสาช่วยเหลือสังคม เข้าชมรมพยาบาล แต่สุดท้ายก็รู้สึกว่ายังไม่ใช่ตัวเอง จนได้พบกับหนึ่งกิจกรรมที่เป็นแรงบันดาลใจทำให้พี่เอินค้นพบสิ่งที่ชอบ นั่นคือ การเล่นละครเวทีนั่นจึงทำให้พี่เอินปักธงในใจจะเลือกเรียนต่อในคณะนิเทศศาสตร์ หรือคณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกการแสดง แต่เพราะรู้ดีว่าสุดท้ายแล้วก็หลีกหนีการกลับมาสานต่อธุรกิจของครอบครัวไม่ได้ พี่เอินจึงตัดสินใจเรียนนิเทศศาสตร์ แต่เป็นนิเทศฯ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจโดยเลือกเรียนที่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สาขานิเทศศาสตร์ เอกลูกค้าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรเพราะอย่างน้อยก็ยังได้เรียนสิ่งที่ตัวเองชอบ ประกอบกับเอกที่เลือกก็สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจของครอบครัวได้เช่นกัน
คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สาขาวิชานิเทศศาสตร์ในปี 1 เทอม 1 นักศึกษาจะได้เรียนวิชาพื้นฐานเหมือนกันทั้งหมด ก่อนที่เทอม 2 จะต้องเลือกเอก โดยสาขานี้มีเอกให้เลือกทั้งหมด 5 วิชาเอก ได้แก่ ภาพยนตร์, วิทยุและโทรทัศน์, วารสารและหนังสือพิมพ์, โฆษณา และลูกค้าสัมพันธ์ สำหรับเอกลูกค้าสัมพันธ์ หรือ CRM (Customer Relationship management)เป็นการบูรณาการระหว่างการสื่อสาร การตลาด และการบริหารจัดการเข้าด้วยกัน ซึ่งนับว่าเป็นการตลาดรูปแบบหนึ่ง แต่จะเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า โดยที่จะต้องเรียนรู้ความต้องการของลูกค้า พร้อมทั้งสร้างกลยุทธ์ในการบริการที่ดึงดูดลูกค้า ทำให้ลูกค้าประทับใจกับบริษัท องค์กร หรือร้านค้า
จากร้านกิฟต์ชอปย่านสำเพ็ง สู่แบรนด์ขึ้นห้างชั้นนำทั่วประเทศ
Moshi Moshi (โมชิ โมชิ)มีจุดกำเนิดเมื่อปี 2516 เริ่มจากอากงเปิดร้านขายปลีกสินค้าประเภทเครื่องเขียน และกิฟต์ชอป ภายใต้ชื่อร้าน ‘พร้อมภัณฑ์’ ในย่านฝั่งธนฯ ในยุคนั้นคุณพ่อของพี่เอิน (คุณสง่า บุญสงเคราะห์) นำสินค้าไปเดินเร่ขายตามถนนหน้าโรงเรียนต่าง ๆ และย่านสำเพ็งต่อมาเล็งเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจ จึงเริ่มมีการออกแบบสินค้าเอง และเปลี่ยนจากร้านขายปลีกเป็นขายส่งพร้อมทั้งเปิดร้านใหม่ที่สำเพ็ง ชื่อ ‘Gift Corner’ ส่งสินค้าไปขายตามห้างสรรพสินค้าและร้านค้าต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นการต่อยอดธุรกิจของครอบครัวให้เติบโตยิ่งขึ้น
จนกระทั่งในปี 2557 ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าในชีวิตประจำวันที่มีความหลากหลายและทันสมัยมากขึ้น ทั้งยังเป็นยุคที่ร้านทุกอย่าง 20 บาทกำลังเป็นกระแส ประกอบกับทายาทรุ่นที่ 3 อย่างพี่เอิน พี่ชายของพี่เอิน และลูกพี่ลูกน้องกำลังจะเรียนจบมหาวิทยาลัยพอดี คุณพ่อจึงเล็งเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีในการขยายธุรกิจจึงตัดสินใจมอบโจทย์นี้ให้ทายาทรุ่นที่ 3 เข้ามาศึกษาตลาดอย่างจริงจัง ใช้เวลาเกือบ 2 ปีในการศึกษา โดยที่ไอเดียทุกอย่างจะต้องผ่านการนำเสนอกับสภาธุรกิจของครอบครัวก่อน หลังจากนั้นจึงเริ่มเปิดร้าน Moshi Moshi สาขาแรกที่สำเพ็ง อย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2559 ก่อนที่จะเปิดที่แพลตินั่มประตูน้ำ และขยายสาขาสู่ห้างชั้นนำทั่วประเทศอย่างทุกวันนี้
เด็กนิเทศฯ กับการบริหารธุรกิจสินค้าไลฟ์สไตล์
หลังจากเรียนจบพี่เอินก็เข้ามาทำงานบริษัทในทันที โดยงานแรกที่คุณพ่อให้ทำคือ ฝ่ายพัฒนาและจัดหาผลิตภัณฑ์แต่เนื่องจากช่วงแรกยังเป็น Family Business ประกอบกับร้าน Moshi Moshi ในตอนนั้นเติบโตค่อนข้างเร็วจึงทำให้จัดหาพนักงานไม่ทัน พี่เอินจึงต้องดูแลในฝ่าย HR และฝ่ายขายควบคู่ไปด้วยการทำงานในช่วงแรกพี่เอินมักจะได้ติดตามคุณพ่อไปทำงานอยู่บ่อยครั้งไม่ว่าจะเป็น การสั่งซื้อสินค้า การติดต่อ Supplier เพื่อเป็นการเรียนรู้และทำความเข้าใจบทบาทการทำงานของพ่อและบริษัทมากขึ้น
แม้จะเรียนจบจากสาขานิเทศศาสตร์ แต่เอกลูกค้าสัมพันธ์ที่เลือกเรียนก็สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจได้ พี่เอินนำสิ่งที่เรียนไปปรับใช้กับฝ่ายขาย โดยจัดอบรมให้กับพนักงานสาขาในทุกระดับตั้งแต่ผู้จัดการ หัวหน้าร้าน จนถึงพนักงานขายเกี่ยวกับการขายและการบริการให้ลูกค้าประทับใจในทุกๆ Touchpoint นับตั้งแต่เดินเข้าร้าน ระหว่างเลือกสินค้า ไปจนถึงจ่ายเงิน และเดินออกจากร้านไป ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่จะเสริมสร้างความรู้สึกดี ความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากการบริการ ยังมีในส่วนของการจัดหน้าร้าน และทำ work shop ต่างๆ เพื่อให้พนักงานเข้าใจและสามารถนำไปใช้งานต่อได้จริงที่สาขาของตัวเอง
ปัจจุบันพี่เอินดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและจัดหาผลิตภัณฑ์ โดยฝ่ายกลยุทธ์จะนำเสนอข้อมูลเทรนด์แฟชั่นของสินค้าต่างๆ จากการไปสำรวจตลาดและคาดว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดี ก่อนจะนำมาให้ฝ่ายของพี่เอินทำการออกแบบและพัฒนาสินค้าเพื่อเป็นการสร้างทางเลือกใหม่ให้แก่ลูกค้า ซึ่งความท้าทายของฝ่ายนี้เป็นเรื่องของผลิตสินค้าให้ออกมาตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด บวกกับเรื่องแฟชั่นที่มีการอัปเดตเทรนด์อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การตามเทรนด์แฟชั่นจึงเป็นสิ่งที่ต้องตามให้ทัน แต่ด้วยประสบการณ์ของครอบครัวที่ทำธุรกิจกิฟต์ชอปมากว่า 36 ปี จึงทำให้แบรนด์เข้าใจความชอบ และรับรู้ลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทยได้เป็นอย่างดี
กว่าจะมีสาขาในห้างทั่วประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย
พี่เอินเล่าว่าในช่วงแรกที่ทำการสำรวจตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าดีไซน์สวยจากต่างประเทศคุณภาพดีแต่ราคาสูงเกินกว่าที่ผู้บริโภคจะมีกำลังซื้อได้ จึงทำให้ Moshi Moshi นำเอาช่องว่างของตลาดในส่วนนี้มาเป็นจุดขายหลักของแบรนด์นั่นคือ การผลิตสินค้า “คุณภาพดี ดีไซน์สวย ในราคาย่อมเยา”โดยเริ่มต้นที่ราคา 20 บาท เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าจำนวนมากอย่างรวดเร็ว
แม้ผลตอบรับในช่วงแรกของการเปิดร้าน Moshi Moshi ที่สาขาสำเพ็งและแพลตินั่มประตูน้ำ จะได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้าอย่างรวดเร็ว แต่เพราะเป็นแบรนด์น้องใหม่ในตลาดที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ทำให้การขยายสาขาเข้าไปในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ เป็นไปได้ยากในตอนนั้นจึงต้องเปลี่ยนแผนใหม่ใช้กลยุทธ์ป่าล้อมเมือง เมื่อเข้าห้างชั้นนำในเมืองหลวงไม่ได้ก็หันไปเปิดสาขาในห้างตามต่างจังหวัดก่อนเพื่อสร้างฐานลูกค้าด้วยดีไซน์สินค้าที่ทันสมัย คุณภาพดี แถมมีราคาเหมาะสม ทำให้แบรนด์เป็นที่ชื่นชอบ และเกิดการบอกต่อในโซเชียลมีเดีย จนทำให้ Moshi Moshi เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น และในที่สุดก็ได้รับการติดต่อจากทางห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และได้กลับมาขยายสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ในระยะเวลา 7 ปี Moshi Moshi เติบโตอย่างรวดเร็วและขยายสาขาอย่างต่อเนื่องครอบคลุมทั่วประเทศ ปัจจุบันมีมากถึง 131 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567) ซึ่งปัจจัยที่ทำให้แบรนด์เติบโต และได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคนั้นมาจากจุดแข็งของแบรนด์ที่มีการพัฒนาออกแบบสินค้าที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ และทันสมัยในราคาจับต้องได้ ประกอบกับมีฝ่ายจัดหาและพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นของตนเอง ทำให้สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็วรวมไปถึงมีการทำ Visual Merchandise การจัดแสดงสินค้าภายในร้าน ที่เน้นตกแต่งร้านให้สวยงาม และจัดแผนผังร้านให้มีพื้นที่ใช้สอยสูงสุด เพื่อเพิ่มประสบการณ์ในการเลือกซื้อสินค้าให้กับลูกค้าซึ่งจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้แก่สินค้าของแบรนด์ และเพิ่มโอกาสในการขายสินค้ามากขึ้น
สินค้าคุณภาพดี ดีไซน์สวย ราคาย่อมเยา
สำหรับสินค้าส่วนใหญ่ภายในร้านจะเป็นสินค้าภายใต้โลโก้ของแบรนด์ และมีการออกแบบเพื่อวางขายในร้าน Moshi Moshi โดยเฉพาะ ซึ่งสินค้าที่วางในร้านจะมีความแตกต่าง และหลากหลายจากสินค้าเดิมที่เคยมี
สินค้าเดิมที่เคยขายในร้านกิฟต์ชอปจะเน้นขายสินค้าลิขสิทธิ์ที่มีสีสันค่อนข้างฉูดฉาดเป็นหลักโดยโฟกัสกลุ่มลูกค้าหลักเป็นเด็ก ม.ต้น หรืออายุ 13-18 ปีส่วนสินค้าไลฟ์สไตล์ในร้าน Moshi Moshiจะมีสีที่ซอฟต์ลง มีความมินิมอล มากขึ้น โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นนักศึกษาไปจนถึง First Jobber หรืออายุ 18-25 ปีทั้งนี้แบรนด์ก็พยายามพัฒนาและออกแบบสินค้าให้มีหลากหลายหมวดมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมายทุกเพศทุกวัยแม้กลุ่มเป้าหมายจะเปลี่ยน แต่แบรนด์ยังคงชูจุดเด่นเรื่อง “คุณภาพ การออกแบบ และราคาจับต้องได้” เอาไว้เหมือนเดิม
สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญในการทำตลาดของร้าน Moshi Moshiคือ การออกแบบสินค้าเป็นคอลเล็กชั่น วางขายสินค้าตามเทศกาล และการเลือกใช้โทนสีที่ได้รับความนิยมในขณะนั้นเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาและจัดหาสินค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีสินค้าหลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากถึง 13 กลุ่มได้แก่ เครื่องใช้ในบ้าน, กระเป๋า, เครื่องเขียน, ตุ๊กตา, แฟชั่น, อุปกรณ์เสริมความงาม, เครื่องแต่งกาย, เครื่องสำอาง, อุปกรณ์ด้านไอที, ของเล่น, ขนม, สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง และหมวดอื่นๆ เช่น หน้ากากผ้า เป็นต้น โดยมีจำนวนสินค้า รวมกว่า 22,000 SKUs (Stock Keeping Unit) ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ ซึ่งนอกจากสินค้าที่ทีมงานของแบรนด์ออกแบบเองแล้ว ยังมีสินค้าลายลิขสิทธิ์จากต่างประเทศที่ทางแบรนด์ทำมาโดยตลอดเช่น มิกกี้เมาส์, ดิสนีย์ ซูมซูม ,วีแบร์แบร์ ,วินนี่เดอะพูห์ , สนูปปี้ และฮัลโหลคิตตี้
ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่นิยมซื้อสินค้าลายการ์ตูนต่างๆ หลายคนหันมาซื้อสินค้าสะสม เพื่อสนับสนุนศิลปินที่ชื่นชอบด้วยจึงทำให้แบรนด์เล็งเห็นถึงความสามารถของ Thai Designers ที่สามารถครีเอตคาแรกเตอร์ออกมาได้อย่างสวยงามไม่แพ้ต่างประเทศ จึงเกิดแนวคิดร่วมคอลแลบส์กับ Thai Designers จาก 3 แบรนด์ดังได้แก่ STICKWITHME4ev, SSKTMMEE และ Monsty Planetเปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ ชูคาแรกเตอร์และลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อสนันสนุนผลงานนักวาดชาวไทย และเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ในวงกว้างมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มสินค้าลิขสิทธิ์จากต่างประเทศใหม่ๆ เรื่อยๆ
แนะนำ 3 ไอเทมน่าซื้อจากร้าน Moshi Moshi
เชื่อว่าเวลาไปเดินห้างสรรพสินค้า แล้วเดินผ่านหน้าร้าน Moshi Moshi ทุกคนจะต้องแวะเข้าไปเดินกันแน่นอน ถึงแม้วันนั้นจะไม่มีของที่อยากได้ก็ตาม อย่างน้อยขอแวะไปเดินดูสินค้าในร้านก็ยังดี แต่ถ้าเดินเข้าไปแล้วไม่ได้ซื้อของติดไม้ติดมือกลับมาก็คงจะน่าเสียดายแย่ วันนี้คอลัมน์ The Success มี 3 ไอเทม ที่พี่เอินพัฒนา จนใช้เองเป็นประจำ และแนะนำว่าต้องซื้อกลับบ้าน มาป้ายยาทุกคนกันค่ะ
1. ‘แฮนด์ครีม’ใครที่มือแห้ง นั่งเรียน นั่งทำงานในห้องแอร์นานๆ ควรมีติดตัวไว้ เพราะสารสกัดบำรุงผิวที่คัดสรรมาเพื่อมือและเล็บโดยเฉพาะ ที่สำคัญมีกลิ่นให้เลือกถึง 13 กลิ่น
2. ‘เครื่องสำอาง’ มีครบทั้งตา คิ้ว แก้ม ปาก มีเฉดสีให้เลือกหลากหลาย ใครที่เริ่มแต่งหน้าต้องลองซื้อ เพราะราคาน่ารัก สบายกระเป๋า
3. ‘เสื้อผ้า’ มีให้เลือกหลากหลายสไตล์ ใส่ได้ทั้งชายและหญิง เช่น เสื้อ กางเกง เนื้อผ้าใส่สบาย คัดสรรมาแล้วว่าเหมาะกับอากาศประเทศไทย
สำหรับน้องๆ วัยเรียนพี่เอินแนะนำเป็นในหมวดของ ‘เครื่องเขียน’ซึ่งมีสินค้าให้เลือกหลากหลายไม่น้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ ตั้งแต่ดินสอ ปากกา ยางลบ ไม้บรรทัด กระดาษโน้ต ฯลฯ ในราคาเริ่มต้นเพียง 20 บาท น้องๆ วัยเรียนเอื้อมถึงแน่นอน
เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เกิดความรู้สึกดีๆ ในการทำงาน
ในช่วงปีแรกๆ ของการทำงานพี่เอินได้รับความไว้วางใจจากครอบครัวให้จัดอบรมเรื่องการขายและการบริการให้กับพนักงานซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากพอสมควรในการรวบรวมพนักงานจากทั้งหมดทั่วประเทศที่กระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ให้มาเจอกันทุกคนแต่ผลตอบรับที่ได้จากพนักงานก็ทำให้พี่เอินรู้สึกดีมากๆ ที่ได้ทำ เพราะพนักงานทุกคนให้การตอบรับดีมาก อีกทั้งสังเกตเห็นได้ว่าทุกคนมีความสุขที่ได้ใกล้ชิดกับบริษัทมากขึ้นหลายคนเดินเข้ามาพูดคุย และขอคำปรึกษาเวลาเจอปัญหา ทำให้เขาไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะมีคนร่วมแก้ปัญหาไปกับเขา ซึ่งพี่เอินเองก็พยายามถ่ายทอดความรู้ต่างๆ แนะนำแนวทางการแก้ไขปัญหาในทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อให้พนักงานเข้าใจ และสามารถนำไปปรับใช้กับการทำงานได้จริง
ฝากถึงน้องๆ วัยเรียน ชาว Dek-D.com
สำหรับน้องๆ วัยเรียนที่อยู่ในช่วงกำลังค้นหาความชอบของตัวเอง อยากให้ทุกคนกล้าที่จะคิด และกล้าที่จะฝัน ถ้าเกิดสนใจที่จะทำอะไรแล้ว อยากให้ลงมือทำ อย่าปล่อยเอาไว้เฉยๆพยายามศึกษาหาข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง เพื่อให้เกิดความแน่ใจก่อนที่จะลงมือทำเหมือนกับพี่เอินที่กว่าจะมีธุรกิจที่เติบโตอย่างทุกวันนี้ ต้องอาศัยการศึกษาหาความรู้อย่างจริงจัง และลงมือทำอย่างตั้งใจ บางคนแพลนเอาไว้ว่าจะทำแต่ไม่ลงมือทำ สิ่งที่ฝันหรือเป้าหมายก็คงไม่สำเร็จถ้าทุกคนคิดแล้วทำอย่างตั้งใจมันจะออกมาดีอย่างแน่นอน แม้ระหว่างทางจะมีอุปสรรคหรือข้อผิดพลาด แต่เราจะได้เรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้น และสุดท้ายมันจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราไปได้ไกลกว่าเดิม
จะเห็นได้ว่า เส้นทางธุรกิจของ Moshi Moshi มีการปรับเปลี่ยนพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ซึ่งกว่าจะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย หลายครั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้แบรนด์ต้องปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งการเรียนรู้นั้น จะรู้แค่มุมกว้างอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องรู้ให้ลึกไปถึงแก่นแท้ด้วย สุดท้ายแล้วสำคัญที่สุด คือ การลงมือทำ และหมั่นรับฟังความคิดเห็นของลูกค้า เพื่อนำมาพัฒนาธุรกิจให้เติบโตขึ้นกว่าเดิม