โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

สมุทรยาตราครั้งสุดท้ายของ “เจิ้งเหอ” แม่ทัพขันทีผู้ยิ่งใหญ่แดนมังกร

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 31 ต.ค. 2568 เวลา 17.37 น. • เผยแพร่ 31 ต.ค. 2568 เวลา 17.36 น.
เจิ้งเหอ

สมุทรยาตราครั้งสุดท้ายของเจิ้งเหอ แม่ทัพขันทีผู้ยิ่งใหญ่แดนมังกร เมื่อ ค.ศ. 1431

“เจิ้งเหอ” (ซำปอกง) คือแม่ทัพขันทีมุสลิมแห่งราชวงศ์หมิง มีบทบาทเป็นผู้บัญชาการ “กองเรือมหาสมบัติ” ออกสำรวจทะเลด้านตะวันตกของจีนเมื่อต้นศตวรรษที่ 15 เจิ้งเหอยาตรากองเรือไปยังดินแดนต่างๆ รวมเวลาทั้งหมดแล้วเกือบ 30 ปี ระยะทางกว่า 50,000 กิโลเมตร แต่เมื่อจีนเปลี่ยนนโยบายการส่งกองเรือออกไปสำรวจ เจิ้งเหอจำต้องหยุดการสำรวจทางทะเลไว้ กระทั่งถึงยุค จักรพรรดิซวนเต๋อ พระองค์มีพระราชบัญชาให้เจิ้งเหอออกเดินทางท่องทะเลอีกครั้ง และนั่นคือ “สมุทรยาตราครั้งสุดท้าย” ของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ และเป็นครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์จีน

ปริวัฒน์ จันทร เล่าเรื่องนี้ไว้ใน เจิ้งเหอ แม่ทัพขันที “ซำปอกง” (สำนักพิมพ์มติชน) ว่า หลังจาก จักรพรรดิซวนเต๋อ ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา คือ จักรพรรดิหงหวู่ พระองค์ได้หวนกลับมารื้อฟื้นการออก “กองเรือมหาสมบัติ” ที่หยุดชะงักมานานอีกครั้ง

เหตุผลเพราะในปี 1430 จักรพรรดิซวนเต๋อทรงตระหนักว่า เครื่องราชบรรณาการที่ราชทูตต่างแดนนำมาถวายจักรพรรดิจีนลดน้อยถอยลง อาจสั่นสะเทือนอำนาจของจีนและ “โอรสสวรรค์” อย่างพระองค์ ที่มีเหนือดินแดนต่างๆ ได้ นอกจากนี้ เซี่ยหยวนจี เสนาบดีพระคลังที่ไม่เห็นด้วยกับการออกท่องทะเลเพื่อทำการค้า ก็ถึงแก่มรณกรรมแล้ว

จักรพรรดิซวนเต๋อ จึงมีพระราชบัญชาให้ “เจิ้งเหอ” คุมกองเรือมหาสมบัติออกท่องทะเลเป็นครั้งที่ 7

ภารกิจยิ่งใหญ่ครั้งนี้ เจิ้งเหอและบรรดาลูกเรือต้องใช้เวลาเตรียมการยาวนานกว่าทุกครั้ง เพราะเขาห่างหายจากการออกเดินเรือกว่า 6 ปี อีกทั้งยังเป็นกองเรือขนาดใหญ่ ประกอบด้วยเรือกว่า 300 ลำ และลูกเรือ 27,550 คน

ความพิเศษของกองเรือนี้อีกอย่างคือ จักรพรรดิซวนเต๋อได้พระราชทานชื่อเรียกเรือแต่ละลำเสียใหม่ อาทิ “ความสมานฉันท์อันนิรันดร์”, “ความราบรื่นอันยืนยาว”, “มิตรภาพอันจีรัง” สะท้อนภารกิจสำคัญอีกอย่างของกองเรือได้เป็นอย่างดี นั่นคือ การสร้างสันติสุขและสันติภาพให้เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์

ปริวัฒน์ เล่าว่า ขณะนั้นเจิ้งเหอมีอายุย่างเข้าสู่ปีที่ 60 เขารู้ตัวดีว่า การออกท่องทะเลในครั้งนี้คงจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต จึงได้จารึกเรื่องราวของความสำเร็จจากการเดินเรือในคราวก่อนๆ ไว้บนแผ่นศิลาขนาดใหญ่ 2 แผ่น

แผ่นแรกลงวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1431 ตั้งไว้ที่บริเวณท่าจอดเรือใกล้ริมฝั่งปากแม่น้ำแยงซี จารึกข้อความสรรเสริญพระคุณของ “เจ้าแม่เทียนเฟย” เทพีแห่งผืนท้องทะเล ที่ช่วยปกปักรักษากองเรือของเขาให้อยู่รอดปลอดภัยมาตลอดการเดินเรือ 6 ครั้ง

ส่วนอีกแผ่นได้จารึกวันเวลาไว้ว่า “เดือนที่ 2 แห่งฤดูเหมันต์ในปีที่ 6 แห่งรัชสมัยซวนเต๋อ” ตั้งไว้ที่เมืองฉางเล่อ ปากแม่น้ำหมินเจียง บนชายฝั่งของมณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งที่นี่เจิ้งเหอเคยสร้างเจดีย์สูง 7 ชั้น คือ ซานเฟิงซื่อถ่า (San Feng Si Ta) ไว้เพื่อสังเกตการณ์สภาพภูมิอากาศก่อนการออกเดินเรือ และใช้เป็นจุดหมายตาสำคัญในการนำกองเรือเข้าเทียบท่าที่ชายฝั่งของเมืองฉางเล่อ

จารึกที่เขาสลักลงบนแผ่นศิลาแผ่นที่ 2 บรรยายถึงความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจในการเดินเรือ ที่สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างแผ่นน้ำกับผืนคาบสมุทร และเป็นความสำเร็จที่เหนือกว่าทุกราชวงศ์ที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์จีน เป็นต้น

ปริวัฒน์ ระบุว่า กองเรือมหาสมบัติ ภายใต้การนำของเจิ้งเหอ ออกจากนครนานกิงเมื่อวันที่ 9 มกราคม ปี 1431 แวะรับลูกเรือพร้อมนำสินค้าลงเรือ ที่เมืองท่าในมณฑลเจียงซูและฝูเจี้ยน กระทั่งเคลื่อนออกไปบนผืนมหาสมุทรในอีก 1 ปีถัดมา คือ วันที่ 13 มกราคม ปี 1432

จุดแรกที่กองเรือเจิ้งเหอแวะพักคือ เมืองกวีเญิน บนชายฝั่งของจามปา จากนั้นได้แวะเข้ามาในอยุธยา เพื่อมอบพระบรมราชโองการจากจักรพรรดิซวนเต๋อแก่กษัตริย์อยุธยา ให้ยุติการรุกรานมะละกา พร้อมกับตำหนิพระองค์ที่กักตัวกษัตริย์แห่งมะละกาไว้ ระหว่างเดินทางมาเข้าเฝ้าจักรพรรดิที่กรุงปักกิ่ง

จากอ่าวสยาม กองเรือมหาสมบัติเคลื่อนลงใต้ไปยังเมืองสุราบายา ทางตอนเหนือของเกาะชวา แล้วไปขึ้นฝั่งที่เมืองปาเล็มบังและมะละกา จากนั้นไปเกาะลังกา ขึ้นฝั่งที่เมืองคาลิคัท ชายฝั่งอินเดียตะวันตก

ที่นี่ กองเรือบางส่วนนำโดย หงเป่า แม่ทัพขันที ล่ามอีก 7 คน รวมถึง หม่าฮวน ล่ามในคณะเดินทาง ที่เคยบันทึกถึงกรุงศรีอยุธยา ติดตามกองเรือของราชทูตแห่งเมกกะไปยังคาบสมุทรอาระเบีย ส่วนเจิ้งเหอไม่ได้ไปด้วย สันนิษฐานว่า เขาล้มป่วยที่เมืองคาลิคัท จึงไม่สามารถติดตามกองเรือดังกล่าวไปได้ กระทั่งกองเรือที่แยกเดินทางออกไปนั้นกลับมาที่เมืองคาลิคัท ทั้งหมดจึงมุ่งหน้ากลับสู่จีน

ระหว่างเดินทางกลับ ครอบครัวของเจิ้งเหอเชื่อว่า เจิ้งเหอล้มป่วยและถึงแก่อสัญกรรมบนเรือกลางมหาสมุทร ขณะอายุได้ 62 ปี มีการทำพิธีตามหลักศาสนาอิสลาม คือ หันศีรษะไปทางทิศที่ตั้งนครเมกกะ ก่อนปล่อยร่างลงสู่ท้องทะเลลึก อย่างไรก็ตาม มีการตัดปอยผมและนำรองเท้าของเจิ้งเหอกลับสู่ดินแดนจีน เพื่อนำไปฝังไว้ใกล้กับถ้ำทางศาสนาพุทธนอกนครนานกิง ตามคำสั่งเสียของเขาที่เลื่อมใสในศาสนาพุทธด้วย

ทายาทของ “เจิ้งเหอ” รุ่นที่ 19-21 ที่อาศัยอยู่ในนครนานกิง เชื่อว่า ร่างของแม่ทัพขันทีผู้ยิ่งใหญ่ ถูกฝังไว้ ณ จุดใดจุดหนึ่ง นอกชายฝั่งเมืองเซมารัง เมืองท่าทางตอนเหนือของเกาะชวา อินโดนีเซีย

ทอดร่างสงบอยู่ใต้ผืนน้ำมหาสมุทร ที่เจิ้งเหอออกโลดแล่นถึงครึ่งชีวิต

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ปริวัฒน์ จันทร. เจิ้งเหอ แม่ทัพขันที (ซำปอกง). พิมพ์ครั้งที่ 4 กรุงเทพฯ : มติชน, 2566.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สมุทรยาตราครั้งสุดท้ายของ “เจิ้งเหอ” แม่ทัพขันทีผู้ยิ่งใหญ่แดนมังกร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...