จางหมี่สาวน้อยผู้มีตาทิพย์
ข้อมูลเบื้องต้น
เพราะความรักทำให้จางหมี่ตัดสินใจสละชีวิตของตัวเองเพื่อชายคนรักแม้ว่ามันจะเป็นรักที่ไม่สมหวัง นางหลงลืมแม้กระทั่งคนที่รักนางมากที่สุดนั้นคือท่านพ่อของนางที่หัวใจแหลกสลายตามลูกสาวไปด้วย
เมื่อนางฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในในโลกที่ไม่คุ้นเคย ในร่างของเด็กสาวที่มีชื่อเดียวกันกับนาง จางหมี่คนนี้เป็นเด็กสาวยากจนที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในยุค2024 เธออาศัยอยู่กับแม่ 2 คน โชคดีที่ได้พรสวรรค์ตาทิพย์ตามมาด้วย เธอจึงมีดวงตาพิเศษที่มองเห็นสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น รวมไปถึงอนาคตและไหนจะพลังปราณที่ตามเธอมาด้วยเช่นกัน ด้วยความเฉลียวฉลาด ไหวพริบ และความรู้จากอดีตชาติ จางหมี่จะต้องต่อสู้เอาชีวิตรอด หาทางแก้ไขสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ พร้อมเผชิญกับอุปสรรคมากมายในโลกที่เต็มไปด้วยอันตราย เธอจะต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตใหม่ ปรับตัวเข้ากับสังคม เรื่องราวการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นของจางหมี่จอมยุทธสาวจากอดีตจะเป็นอย่างไร เธอจะสามารถเอาชนะอุปสรรคและค้นหาความสุขในชีวิตใหม่ได้หรือไม่ติดตามเรื่องราวสุดเข้มข้นของเธอได้เลยค่ะ
//// เนื้อหาความสนุกสนานเข้มข้นบางตอน ////
“หนี้ของเถ้าแก่จงฉันได้จ่ายให้พวกแกแล้ว แต่หนี้ของพวกแกยังไม่ได้จ่ายให้เถ้าแก่จงเลยนะ”
น้ำเสียงเย็นๆ นิ่งที่จางหมี่ได้เอ่ยออกมานั้นทำให้พวกอันธพาลต้องหันกลับไปมองเธออีกครั้ง
“หนี้!! หนี้อะไร พวกฉันไม่เคยจ่ายหนี้ใครทั้งนั้น”
พวกมันพูดขึ้นมาเสียงดัง
“ข้าวของที่เสียหายพวกนี้ รวมทั้งที่พวกแกซ้อมเถ้าแก่จง จะจ่ายอย่างไร” จางหมี่เอ่ยถามพวกมัน
“ฮาฮาฮา!!! เธอกำลังพูดเรื่องตลกอะไรอยู่เธอรู้มั้ยว่าพวกเราคือใคร พวกเราคือแก๊งเซียวจ้าน พวกเราไม่คิดจะจ่ายหนี้ใครทั้งนั้น”
พวกมันพูดแล้วหัวเราะขึ้นมาพร้อมกันด้วยเสียงอันดัง
“ฉันจะนับ 1ถึง 3 ถ้าพวกแกไม่จ่ายหนี้จำนวน 500,000 หยวนคือเถ้าแก่จง ฉันจะทำให้พวกแกคลานออกจากร้านและหาทางกลับบ้านไม่เจอ” จางหมี่พูดขึ้นมาเบาๆด้วยน้ำเสียงสบายๆ
พวกแก๊งอันธพาลยังคงลอยหน้าลอยตาไม่ได้สนใจที่เด็กสาวพูดเลย จางหมี่เดินเข้าไปหาเจ้าคนที่เป็นหัวหน้า เธอเงยหน้าขึ้นมองมันแล้วเอ่ยออกมาเบาๆ
“3!!!”
พร้อมกับหมุนตัวตวัดฝ่าเท้าเข้าที่ศีรษะของมันอย่างแรง ศีรษะของมันกระแทกเข้ากับเท้าของเธออย่างจัง และตัวของมันก็ค่อยๆหงายหลังล้มลงไปกับพื้นสลบไปทันที
ความเงียบปะทุขึ้นในอากาศเสียงดังสนั่น
เหล่าลูกน้องที่เห็นลูกพี่ร่วงลงไปแล้วต่างก็ตะโกนเสียงดังและพุ่งเข้าหาเธอทันที
จางหมี่ใช้เวลา ‘เคลียร์’ เหล่าลูกกระจ๊อกของแก๊งเซียวจ้านเพียง 5 นาทีเท่านั้น เมื่อเถ้าแก่จงลุกขึ้นยืนได้อีกครั้งเขามองพวกมันที่นอนกองอยู่บนพื้นสภาพเรียกได้ว่า ‘เลอะ’
ส่วนจางหมี่นั้นกำลังสลัดข้อมือของตัวเองเบาๆ
ด้านลูกกระจ๊อกที่ยังไม่สลบนั้นต่างก็คิดเหมือนกันว่า
‘ไหนบอกจะนับถึง 1ถึง 3 งั้ย ทำไมมาถึงก็นับ 3 เลยละ’
ก่อนที่มันก็จะสลบตามลูกพี่ไปอีกคน.
****
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราช
บัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
(ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2538)
สละชีวิตสังเวยความรัก
บทที่ 1 สละชีวิตสังเวยความรัก
ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่แสนสดใส ณ สำนักปราณเซียนสวรรค์ที่เคยสวยงามดังสรวงสวรรค์ตอนนี้กลายเป็นสนามการต่อสู้อันดุเดือดระหว่างศิษย์ในสำนักกับเหล่านักฆ่า…จางหมี่เฝ้ามองหลีหยางเสวียนศิษย์พี่ในสำนักปราณสวรรค์ และเขายังเป็นชายผู้ที่นางนั้นหลงรักมาตลอดหลายปี ตอนนี้เขากำลังยืนต่อสู้เคียงข้างไป่เหลียนฮวาศิษย์น้องของนาง หัวใจของจางหมี่แหลกสลาย นางรู้ดีว่าความรักของนางไม่มีวันสมหวังเสียแล้ว เพราะในสายตาของหลีหยางเสวี่ยนนั้นมีเพียงศิษย์น้องไป่เหลี่ยนฮวาเท่านั้น
จางหมี่เฝ้าติดตามหลีหยางเสวียนมาหลายปีนางแอบมองเขา แอบรักเขามาตลอด ร่วมทุกข์ร่วมสุข ต่อสู้เคียงข้าง ปกป้องเขาจากอันตราย แม้จะรู้ดีว่าเขามองนางเป็นเพียงแค่ศิษย์รวมสำนักเท่านั้น เขาไม่มีวันหันมามองนางในฐานะคนรัก
และวันนี้ทุกอย่างได้จบลงแล้ว…เขาได้เลือกแล้ว เขาเลือกหญิงสาวคนนั้นไป่เหลี่ยนฮวา หัวใจของจางหมี่เจ็บปวดจนแทบหยุดหายใจ น้ำตาไหลรินอาบแก้มนวลของนาง นางหลงลืมสิ้นแล้วทุกอย่าง วันนี้เช่นกันที่นางตัดสินใจจะทำสิ่งสุดท้ายเพื่อเขา
จางหมี่คว้าดาบขึ้นมาแววตาของนางเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นพุ่งไปที่กลุ่มของนักฆ่าที่กำลังต่อสู้กันอยู่กับศิษย์ของสำนักของนาง ขณะที่นางกำลังต่อสู้อยู่กับสองนักฆ่านั้นสายตาของนางก็มักไปมองไปที่หลี่หยางเสวียนเสมอด้วยความเป็นห่วงเขา
ฉับพลั้นนั้นหลีหยางเสวียนก็พลาดท่าให้กับนักฆ่าชุดดำที่กำลังยกดาบเตรียมจะฟันลงไปที่เขา จางหมี่พุ่งออกมาจากคู่ต่อสู้ของตัวเองเพื่อมาป้องกันเขาอีกครั้งและครั้งนั้นจะเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ดาบของนักฆ่าจะแทงที่หลีหยางเสวียน ดาบของนางสามารถปัดดาบที่กำลังจะแทงหลีหยางเสวี่ยนออกไปได้ แต่ทว่าตัวของนางกลับถูกดาบของนักฆ่าอีกสองคนนั้นแทงเข้ามาที่ด้านหลังทันที
“อ๊ากกกก!!!”
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของนางดังขึ้น นางหันกลับมาฟาดกระบี่ในมือใส่นักฆ่าทั้งสองทำให้พวกมันจำต้องกระโดดถอยออกมาจากวิถีกระบี่ จางหมี่ตอนนี้กำลังใช้กระบี่ในการประคองตัวเอง เลือดของนางไหลทะลักออกมาจากบาดแผลที่ถูกแทง นางค่อยๆ เดินมาที่เขาและยืนเอาตัวเองบังเขาเอาไว้ ก่อนจะหันไปมองไปที่ใบหน้าที่หล่อเหลาของหลีหยางเสวียน มีรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากนางเหมือนจะเย้ยหยันตัวเอง ก่อนเอ่ยขึ้นมาเบาๆ ให้ได้ยินเพียงสองคนว่า
"หยางเสวียน…ข้า… ข้ารักเจ้า!!!"
เสียงของนางสั่นเครือด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลทั้งจากร่างกายและจากหัวใจที่แหลกสลายของตัวเอง
"ข้า…ข้ายอมตายเพื่อเจ้า"
สิ้นเสียงอันแผ่วเบาของนาง ดาบของนักฆ่าก็พุ่งเข้าฟาดฟันลงบนร่างของนางอย่างรุนแรง แรงดาบทำให้นางกระเด็นล้มลงไปกับพื้นกระอักเลือดออกมา
หลีหยางเสวียนหันขวับ มองดูจางหมี่ด้วยความตกตะลึง เขาตกใจมากที่เห็นนางทำเช่นนั้น นางเอาตัวมาบังดาบให้กับเขา….
"จางหมี่!!!! เจ้าทำอะไร!"
เขาตะโกนลั่น เขาพุ่งเข้าต่อสู้กับนักฆ่าจนกระทั่งพวกมันล่าถอยออกไป จากนั้นก็มีศิษย์ในสำนักหลายคนพุ่งเขามาช่วยพวกเขา หลีหยางเลวียนรีบพุ่งเข้าไปหาร่างที่นอนจมกองเลือดอยู่ของจางหมี่
"ข้า…ข้า..รักเจ้า"
จางหมี่หอบหายใจอย่างลำบาก เลือดสีแดงฉานไหลทะลักออกจากบาดแผล ร่างกายของนางอ่อนแรงลงทุกขณะ แต่แววตาของนางยังคงเต็มไปด้วยความรักและความมุ่งมั่น แม้ในวาระสุดท้าย
"ข้ายอมตายเพื่อเจ้า…" นางพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา สั่นเทา มือของนางสั่นไหวขณะที่ค่อย ๆ ยกขึ้นไปยังใบหน้าของหลีหยางเสวียน ผู้ชายที่นางรักสุดหัวใจ แม้รักนั้นจะไม่สมหวัง แม้เขาจะไม่เคยมองนางในแบบที่นางปรารถนา แต่ใจของนางยังคงมั่นคงและยอมสละทุกอย่างเพื่อตัวเขา
ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งของนางกำแน่นอยู่ที่ จี้หยก ที่นางพกติดตัวมาตลอด นางไม่เข้าใจว่าทำไมจี้หยกที่พ่อมอบให้ถึงได้ปรากฏขึ้นในมือของนางในเวลานี้ จี้หยกที่เคยอยู่ในมิติของนาง กลับมาอยู่ในมือของนางอย่างลึกลับ นี่เป็นสัญญาณบางอย่างหรือเปล่า? หรือเป็นเพียงความบังเอิญที่เกิดขึ้นในช่วงสุดท้ายของชีวิต?
จางหมี่พยายามเอื้อมมืออีกข้างเพื่อสัมผัสใบหน้าของหลี่หยางเสวียน แม้จะรู้ว่าเวลาของนางใกล้หมดเต็มที แต่เธอก็ยังต้องการสัมผัสเขาเป็นครั้งสุดท้าย แต่แล้ว…มือของนางก็ไม่สามารถเอื้อมไปถึง ผิวสัมผัสอันอบอุ่นของเขายังคงไกลเกินเอื้อม
"ตุบ!
มือของจางหมี่ตกลงกับพื้นพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่หลุดร่วงออกจากร่าง เสียงหัวใจของนางหยุดนิ่ง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน จางหมี่จากไปแล้ว พร้อมกับความรักที่ไม่เคยได้รับการตอบสนอง
หลีหยางเสวียน คุกเข่าลงข้างกายนาง เขากอดร่างไร้วิญญาณไว้ น้ำตาไหลรินอาบแก้ม
"จางหมี่ ข้าขอโทษ" เขาเอ่ย "ข้าไม่รู้ว่าเจ้ารักข้า"ข้าขอโทษ"
น้ำเสียงของหลีหยางเสวี่ยนโหยหวนด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง
สายลมพัดโชยเสียงร่ำไห้ของหลี่หยางเสวียน ดังก้องไปทั่วลาน…..
ความรักของจางหมี่จอมยุทธสาวผู้มากความสามารถจบลงด้วยความเศร้า แต่นางได้พิสูจน์ความรักของนางที่มีต่อเขาแล้ว นางตายอย่างสงบเพราะนางรู้ว่าชายผู้เป็นที่รักปลอดภัยแล้ว แต่นางกลับหลงลืมไปว่านางไม่ได้มีเพียงหลีหยางเสวียนเท่านั้นในชีวิต นางยังมีท่านพ่อของนาง จางอี้เฉิงที่ตอนนี้หัวใจแหลกสลายไปแล้วที่เห็นบุตรสาวที่รักต้องมาตายเพื่อความรักแบบนี้….
….ปี 2024…
“ปัง!!”
เสียงกระแทกดังสนั่นกลางถนน รถยนต์คันหนึ่งพุ่งชนเข้ากับบางสิ่งอย่างรุนแรง เสียงเบรกที่ตามมาทำให้ผู้คนบนทางเท้าหยุดชะงัก หันไปมองด้วยความตกใจ
“กรี๊ด!!”
เสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังขึ้นท่ามกลางความสับสน
“มีคนถูกรถชน! มีเด็กนักเรียนถูกรถชน! รีบเรียกรถพยาบาลเร็วเข้า!”
เสียงตะโกนของผู้คนรอบข้างดังขึ้นเมื่อเห็นร่างเล็ก ๆ ของเด็กสาวนอนนิ่งอยู่บนถนน คนหลายคนรีบวิ่งเข้ามาล้อมรอบ ต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าในขณะนั้นเอง วิญญาณของจางหมี่ที่เคยล่องลอยอย่างไร้จุดหมายหลังจากถูกแทงจนเสียชีวิตในโลกก่อน กำลังถูกดึงเข้าสู่ความเป็นจริงใหม่ นางล่องลอยอย่างไม่รู้เวลาและสถานที่ จนกระทั่งรู้สึกถึงแรงกระแทกอย่างรุนแรงที่ทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจสั่นสะท้าน ความเจ็บปวดที่ไม่อาจห้ามได้พุ่งเข้ามาเหมือนคลื่นซัดเข้าใส่ นางพยายามจะขยับตัว แต่ร่างกายกลับไม่ตอบสนอง เปลือกตาหนักอึ้งเหมือนถูกกดทับด้วยน้ำหนักมหาศาล
จางหมี่พยายามรวบรวมสติ แต่โลกนี้เต็มไปด้วยความมืดและเสียงรบกวนรอบตัว เสียงแตรอะไรสักอย่างที่ดังมาก เสียงร้องของผู้คน และเสียงหวอรถพยาบาลที่ดังแว่วอยู่ไกล ๆ นางไม่รู้ว่าตอนนี้นางอยู่ที่ไหน นางพยายามจะเรียกสติกลับมา มือข้างหนึ่งยื่นออกไปอย่างไร้เรี่ยวแรง แต่สิ่งที่สัมผัสได้นั้นคือความเย็นของ จี้หยกเล็ก ซึ่งไม่รู้ว่ามันตามเธอมาได้อย่างไร ทันทีที่นิ้วของจางหมี่สัมผัสจี้หยก ความรู้สึกคุ้นเคยและอบอุ่นก็หลั่งไหลเข้าสู่ใจเธอ มันเป็นสิ่งสุดท้ายที่เธอยึดเหนี่ยวไว้ก่อนที่สติจะหลุดลอยอีกครั้ง และทุกสิ่งรอบตัวก็ดับวูบเข้าสู่ความมืดสนิท
***
ทะลุมิติ
บทที่ 2 ทะลุมิติ
ความรู้สึกชาๆ ปวดๆ ราวกับมีดมาผ่าซากเนื้อ ทำให้จางหมี่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ภาพเบลอๆ ของห้องสีขาวและ เธอพยายามขยับตัวแต่ก็ทำได้เพียงกระพริบตาเบาๆ เท่านั้น ความทรงจำเริ่มกลับมาทีละน้อย ตอนนี้เธอกำลังนอนอยู่ห้องฉุกเฉินรอรับการรักษาอยู่
ภาพเหตุการณ์ในอดีตพรั่งพรูเข้ามาในหัว มันเป็นความทรงจำของร่างนี้ที่เธอย้ายวิญญาณมาเด็กสาวคนนี้มีชื่อเดียวกันกับเธอ เธอเป็นเด็กหัวช้าที่ต้องนั่งอยู่หลังห้องตลอด อยู่มาวันหนึ่งมีนักเรียนชายคนที่เธอแอบชอบมาสารภาพรักกับเธอทำให้เธอดีใจมาก เธอเฝ้าแต่คิดถึงเขาอยู่ทุกวัน จนมาวันหนึ่งเธอได้ทราบความจริงว่า การที่เด็กนักเรียนชายคนนั้นสารภาพรักกับเธอนั้นเป็นเพียงเกมส์ที่เขากับเพื่อนพนันกันเท่านั้น ด้วยความเสียใจที่ได้รู้ว่าเธอเป็นเพียงตัวตลกประจำโรงเรียนเท่านั้นทำให้ เด็กสาวที่น่าสงสารคนนี้เดินออกมาจากโรงเรียนในสภาพเหม่อลอย เธอข้ามถนนโดยที่ไม่ดูรถที่วิ่งมาอย่างเร็ว และในท้ายที่สุดก็ถูกรถชน
ก่อนที่จางหมี่จะย้ายวิญญาณมาสู่ร่างเด็กสาวในยุค 2024 เธอเคยเป็นศิษย์อันดับสองของสำนักที่มีชื่อเสียง วิชาต่อสู้ของเธอโดดเด่น และพลังปราณของเธอก็ล้ำเลิศไม่แพ้กัน นอกจากนี้จางหมี่ยังมีความรู้เกี่ยวกับการใช้สมุนไพรและการหลอมยารักษา ซึ่งเรียนรู้จากอาจารย์ที่เป็นเพื่อนสนิทของบิดา อาจารย์คนนั้นไม่เพียงถ่ายทอดวิชาต่อสู้และปราณเท่านั้น แต่ยังสอนศาสตร์การรักษาด้วยพลังปราณ ซึ่งเธอใช้เพื่อรักษาผู้คนและตนเองได้
เมื่อรู้สึกถึงความเจ็บปวดอย่างรุนแรงหลังจากฟื้นขึ้นมาในร่างใหม่ จางหมี่พยายามรวบรวมสมาธิและพลังทั้งหมดที่เธอมี เธอต้องต่อสู้กับความอ่อนล้าที่กำลังถาโถมเข้าสู่ร่างกาย ทันใดนั้นมือข้างซ้ายของเธอก็รู้สึกเหมือนกำอะไรบางอย่างไว้แน่น จางหมี่ค่อย ๆ ยกมือขึ้นมาช้า ๆ และเมื่อเธอแบมือออก สิ่งที่เห็นคือ จี้หยกสีแดง ซึ่งเป็นของสำคัญที่ท่านพ่อของเธอมอบให้
จางหมี่ถอนหายใจเบา ๆ ราวกับได้พบสิ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจไว้ แม้เธอจะไม่เข้าใจว่าทำไมจี้หยกนี้ถึงตามเธอมายังโลกใหม่ได้ แต่เธอรู้สึกถึงพลังอันคุ้นเคยที่ซ่อนอยู่ในจี้หยกนั้น
เธอรวบรวมพลังปราณและส่งผ่านเข้าไปในจี้หยกทันที เมื่อพลังนั้นถูกถ่ายทอดออกไป จี้หยกสีแดง ก็เริ่มเปล่งแสงสีแดงทองสว่างจ้า แสงนั้นแทรกซึมไปทั่วร่างของจางหมี่ เส้นแสงสีแดงทองค่อย ๆ เลื้อยไปตามบาดแผลของเธอ เสียงกระซิบของพลังที่เธอคุ้นเคยดังก้องในหัว บาดแผลที่เคยเจ็บปวดและฉีกขาดเริ่มสมานตัวอย่างช้า ๆ ความเจ็บปวดที่เคยรู้สึกเริ่มบรรเทาลงทีละน้อย
จางหมี่หายใจเข้าลึก รู้สึกถึงพลังชีวิตที่ค่อย ๆ กลับคืนมา พลังจากจี้หยกยังคงไหลเวียนไปทั่วร่าง ทำให้เธอรู้สึกแข็งแกร่งขึ้นในทุกขณะ
ขณะที่จางหมี่หลับตาเพื่อรวบรวมพลังและฟื้นฟูสภาพร่างกาย ความรู้สึกถึงความอบอุ่นและการกอดรัดเริ่มเข้ามาแทนที่ความเจ็บปวด เสียงร้องไห้ของใครบางคนดังขึ้นอย่างชัดเจน มันไม่ใช่เสียงของความเจ็บปวดหรือความกลัว แต่เป็นเสียงของความรักและความห่วงใยที่แท้จริง
“หมี่หมี่ ลูกแม่เป็นอย่างไรบ้าง ฮื่อออ ทำไมถึงได้โชคร้ายอย่างนี้”
จางหมี่ค่อย ๆ ลืมตามองไปยังคนที่กอดรัดเธออยู่ เธอเห็นหญิงสาววัยกลางคนที่มีผมเผ้ากระเซิงและร่างกายทรุดโทรม ร่างกายของเธอแสดงถึงความเหนื่อยล้าและความเสียใจอย่างลึกซึ้ง จางหมี่พยายามรวบรวมความทรงจำจากร่างนี้ คิดว่าเธอเคยเห็นหญิงสาวนี้ที่ไหนมาก่อน
ไม่นานนัก จางหมี่ก็ตระหนักได้ว่า หญิงวัยกลางคนที่กอดเธอไว้นั้นคือ จางเจิน แม่ของเธอเอง ความทรงจำและความรู้สึกที่มีต่อแม่ของเธอเริ่มกลับมาชัดเจนในใจ จางเจินผู้เป็นแม่ได้เห็นลูกสาวของตนอยู่ในสภาพที่เลือดอาบและนอนนิ่งเหมือนกับของไร้ค่าที่ถูกโยนทิ้งทำให้เธอเสียใจและเสียขวัญมาก
จางหมี่พยายามจะขยับมือและเรียกสติของแม่ออกไปจากความเศร้า
"แม่… แม่คะ ฉันไม่เป็นไร"
เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้าแต่เต็มไปด้วยความหวัง
จางเจินยิ่งกอดรัดลูกสาวของเธอแน่นขึ้น ร้องไห้ด้วยความดีใจและความโล่งใจที่ได้รับรู้ว่าลูกสาวของเธอยังมีชีวิตอยู่ ความรู้สึกของความรักและความห่วงใยทำให้ทั้งสองคนรู้สึกเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้
"หมี่หมี่… ลูกแม่ลูกไม่เป็นไรใช่หรือเปล่า เจ็บตรงไหน บอกแม่ บอกแม่ …"
เสียงของจางเจินสั่นเครือด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย จากนั้นก็ลูบผมลูบตัวลูกสาวของเธอ
จางเจินพยายามเพ็งมองไปที่บาดแผลที่ทำให้เลือดของลูกสาวไหลออกมามากมายขนาด แต่ทว่าสิ่งที่เธอเห็นนั้นคือ รอยแผลเล็กๆ ที่มีเลือดซึมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
จางเจินรู้สึกสงสัยมาเพราะว่าตามเนื้อตัวของลูกสาวนั้นเต็มไปด้วยเลือดแต่ทำไม …ทำไมแผลถึงได้เล็กขนาดนี้เล่า..
จางหมี่เห็นสายตาสงสัยของแม่เธอจึงได้เอ่ยอีกว่า
"ความจริงรถไม่ได้ชนหรอกค่ะ ฉันหกล้มก่อน รถเบรคทันทำให้ฉันเป็นแผลเล็กๆ เท่านั้น" เธอรู้ว่าหากบอกว่าหากไม่บอกเช่นนี้แม่ของเธอคงจะไม่ยอมเชื่อแน่นอน จางเจินมองดูแผลของลูกสาวใกล้ๆ อีกครั้งก็ได้รู้ว่าเป็นแผลเล็กๆ จริงๆ อย่างที่ลูกสาวบอกเธอถึงกับถอนหายใจด้วยความโลกอก เพราะหากว่าลูกสาวเป็นอะไรไป เธอต้องอยู่ไม่ได้แน่นอน…
*****
พลังลี้ลับแห่งสายตาเทพ
บทที่ 3 พลังลี้ลับแห่งสายตาเทพ
“แม่คะหนูไปเป็นอะไรแล้วแม่บอกคุณหมอหน่อยได้ไหมคะ หนูอยากกลับบ้านแล้วค่ะ แม่ดูสิแผลของหนูแห้งแล้วไม่เจ็บเลย”
จางหมี่พยายามพูดกับแม่ของเธอ ตอนนี้แผลของเธอนั้นแห้งแล้ว เธอไม่อยากจะอยู่ที่โรงพยาบาลอีกต่อไป
“ หายแล้วหรือ แต่ลูกหัวแตกนะเลือดออกเยอะมากจนแม่ตกใจเลย”
จางเจินถามลูกสาวของเธอ เพราะเธอเห็นภาพที่ลูกสาวเลือดไหลอยู่เลย ทำไมถึงได้บอกว่าแผลแห้งแล้วล่ะ
“หายแล้วค่ะ แม่ให้คุณหมอมาดูก็รู้แล้ว”
จางหมี่บอกกับแม่ ถึงอย่างไรวันนี้ก็ต้องออกจากโรงพยาบาลให้ได้
ขณะนั้นเองจางหมี่ก็เห็นหญิงชายวัยกลางคน วิ่งมาที่สองแม่ลูก จางหมี่มองไปที่พวกเขาและใช้ความทรงจำจากร่างเดิมอีกครั้งจึงได้ทราบว่าคนที่มาคือป้าถงและลุงเจียง พี่สาวของแม่นั้นเอง ป้าถง มองสีหน้าของหลานสาวและเอ่ยด้วยความเป็นห่วงว่า
“เป็นอย่างไรบ้างหลานป้า ทำไมถึงได้โชคร้ายอย่างนี้..”
พูดเสร็จก็เดินเข้ามาลูบหัวลูบตัวเธอเหมือนกับที่แม่จางเจินทำ ..
“ฉันไม่เป็นอะไรแล้วค่ะคุณป้า รบกวนคุณป้าบอกคุณหมอด้วยว่าฉันอยากจะกลับบ้านแล้ว” จางหมี่บอกกับป้าถง
“จะทำอย่างนั้นได้อย่างไร ก็หนูเพิ่งถูกรถชนไม่ใช่หรือ?” จางถงเอ่ยขึ้นมา
“ คุณป้าคะ รถไม่ได้ชนเต็มๆ ค่ะเพียงแค่เฉี่ยวเท่านั้น หากไม่เชื่อคุณป้าก็ให้คุณหมอมาตรวจฉันได้เลย”
จางหมี่ที่ได้ใช้พลังในการรักษาตัวไปทั่วร่างกายทำให้ตอนนี้บาดแผลเล็กใหญ่ได้รับการรักษาและแผลเริ่มจะสมานกันแล้วเอ่ยขึ้นมา จางถงมองไปทั่วร่างกายของหลานสาวก่อนจะพยักหน้าเบาๆ และรีบเดินไปตามหมอทันที
หมอหนุ่มท่าทางเคร่มขรึมเดินเข้ามาในห้องและมองดูเด็กสาวที่ถูกรถชนมา ตอนแรกอาการหนักมากจนเขาคิดว่าจะต้องทำการผ่าตัด แต่เมื่อเขามาถึงเห็นเด็กสาวมองเขาตาใสอยู่ นี้มันไม่ใช่อาการของคนที่กำลังจะผ่าตัดนะ หมอหนุ่มรีบตรวจดูอาการของเธอทันที และในท้ายที่สุดเขาก็ได้ข้อสรุปว่า เธอไม่เป็นอะไรมากและแผลที่ศีรษะก็ดูเหมือนจะแห้งเร็วมากจนน่าอัศจรรย์ใจ และสุดท้ายเขาก็บอกว่าพวกเธอรับยาแก้ฟกช้ำแล้วสามารถกลับบ้านได้
เขาหันหลังเธอออกจากห้องไป จางหมี่ที่มีกำลังเพ่งสมาธิให้แผลของตัวเองเพื่อทำให้แผลแห้งสนิทมากขึ้น จากนั้นก็หันไปมองคุณหมอที่เดินหันหลังออกไปนั้่น ทันใดนั้นเธอก็เห็นกางเกงชั้นในสีแดงสดที่คุณหมอหนุ่มสวมอยู่ด้านใน เด็กสาวตกใจเธอรีบหลับตาแล้วมองดูอีกครั้ง และเป็นกางเกงชั้นในสีแดงจริงๆ ที่คุณหมอท่านนี้สวมและดูเหมือนจะเป็นลายลูกไม้ซะด้วย
นี่มันอะไรกัน!!! หรือว่าหลังจากเธอใช้พลังในการเยี่ยวยาตัวเองเมื่อสักครู่นี้ จะทำให้พลังและความสามารถของเธอกลับมาแล้ว จางหมี่นั้นตอนที่อยู่ที่สำนัก ด้วยความที่เธอเป็นศิษย์อันดับที่สอง เธอมีความสามารถมากมายหนึ่งในนั้นคือ การมีสายตาเทพที่สามารถมองทะลุสิ่งของได้ หรือเรียกอีกอย่างคือการมีตาทิพย์นั้นเอง
เมื่อคุณหมอเดินออกไปจนพ้นสายตาและปิดประตูตามหลัง เธอยังสามารถมองเห็นเขาเดินไปหาหมอหนุ่มอีกคนที่ยืนรออยู่หน้าห้อง แต่นั้นมันนอกห้องนะ นี้เธอสามารถมองทะลุกำแพงได้ด้วยหรือ หรือว่าพลังของเธอจะเริ่มฟื้นขึ้นมาแล้วนะ… จางหมี่หันซ้ายขวาเพื่อจะลองดู แต่แล้วเธอก็รู้สึกปวดหัวและปวดตาขึ้นมาอย่างรุนแรงจนต้องหลับตาลง และเมื่อลืมตาอีกครั้งตอนนี้เธอก็ไม่สามารถที่จะเห็นภาพทะลุกำแพงนั้นอีกต่อไปแล้วนี้แสดงว่าพลังของเธอหมดแล้วนั้นเอง
เมื่อหมออนุญาติให้กลับบ้านได้ ทั้งแม่ป้าถงและจางหมี่ก็เดินออกจากโรงพยาบาลและเรียกรถแท็กซี่กลับบ้านทันที ป้าถงนั้นขอตัวแยกออกไป เพราะเธอลางานเอาไว้ครึ่งวัน ตอนนี้หลานไม่เป็นอะไรเธอจึงได้รีบกลับไปทำงาน เพราะตอนนี้ผู้จัดการโรงงานก็ดูเหมือนจะไม่พอใจที่เธอลางานเท่าไหร่นั้น
สองแม่ลูกเมื่อแยกย้ายจากป้าถงก็ให้แท็กซี่มาส่งที่บ้านเช่าหลังเก่าของพวกเธอทันที
*****