BlackRock ชูกลยุทธ์ลงทุนปี 69 โฟกัส AI-รายได้-กระจายความเสี่ยง
BlackRock ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นในปี 2569 โดยประเมินว่าการลงทุนยังได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ชู 3 กลยุทธ์ โฟกัส AI-รายได้-กระจายความเสี่ยง เน้นเลือกเจาะจงมากกว่าลงทั้งตลาด
11 ม.ค. 2569 สำนักข่าว CNBC รายงานว่าแบล็กร็อก (BlackRock) บริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของโลก เริ่มต้นปี 2569 ด้วยแผนการลงทุนที่ชัดเจน ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การสร้างรายได้ (Income) และการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ท่ามกลางสภาพตลาดที่มีความผันผวนสูงและโครงสร้างผลตอบแทนที่กระจุกตัวมากขึ้น
เจย์ เจคอบส์ (Jay Jacobs) หัวหน้าฝ่ายกองทุน ETF หุ้นของแบล็กร็อก อธิบายผ่านรายการ “ETF Edge” ของ CNBC ว่า กลยุทธ์การลงทุนของแบล็กร็อกในปีนี้ยังคงให้น้ำหนักกับการเติบโต แต่หัวใจสำคัญคือ “ความแม่นยำในการเลือกลงทุน” ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าการกระจายการลงทุนแบบครอบคลุมทั้งตลาด
เขาระบุว่า นักลงทุนจำเป็นต้องโฟกัสให้ชัดเจน ว่า โอกาสการเติบโตที่แท้จริงของตลาดอยู่ตรงจุดใด และเลือกลงทุนในธีมหรือกลุ่มที่มีศักยภาพโดดเด่น เช่น ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่ดีในสภาพแวดล้อมการลงทุนปัจจุบัน
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานแนวโน้มการลงทุนประจำปี 2569 ของแบล็กร็อก ภายใต้หัวข้อ “AI, income & diversifiers” ที่เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งระบุว่า AI ยังคงเป็นวัฏจักรการลงทุนระยะยาวที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง และยังไม่เข้าสู่ช่วงอิ่มตัว โดยการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการเติบโตของกำไรบริษัทได้รับแรงหนุนจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างต่อเนื่อง
แบล็กร็อกยังเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการกองทุน ETF ที่เน้นการลงทุนในธีม AI โดยกองทุน iShares A.I. Innovation and Tech Active ETF สามารถระดมสินทรัพย์ภายใต้การบริหารได้มากกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ตลาดยังมีกองทุน ETF ด้าน AI อีกหลายกองที่มีมูลค่าสินทรัพย์เกิน 1,000 ล้านดอลลาร์ อาทิ Roundhill Generative AI & Technology ETF, Ark Autonomous Technology and Robotics ETF, Global X Robotics and Artificial Intelligence ETF และ Global X Artificial Intelligence and Technology ETF เป็นต้น
ในด้านโครงสร้างตลาด เจคอบส์ชี้ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐกำลังเผชิญภาวะ “ความกระจุกตัวสูง” โดยหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัวเป็นตัวขับเคลื่อนผลตอบแทนหลักของตลาด ซึ่งหุ้นกลุ่ม “Magnificent Seven” มีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 40% ของดัชนี S&P 500 เขาระบุว่าระดับความกระจุกตัวดังกล่าวกำลังเข้าใกล้ระดับสูงสุดในเชิงประวัติศาสตร์ และเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน
สถานการณ์นี้ทำให้นักลงทุนเริ่มพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้นว่าต้องการรับความเสี่ยงจากความกระจุกตัวในระดับใด โดยบางส่วนเลือกขยายการลงทุนไปยังหุ้นที่มีน้ำหนักเท่ากัน (equal-weight) เพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงจากการพึ่งพาหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว
อีกหนึ่งเสาหลักสำคัญ คือ การสร้างรายได้จากการลงทุน โดยแบล็กร็อกมองว่า สภาพแวดล้อมดอกเบี้ยขาลง ซึ่งตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปีนี้ จะกดดันผลตอบแทนจากเงินสดและกองทุนตลาดเงิน นักลงทุนที่เคยพึ่งพาสินทรัพย์เหล่านี้เพื่อสร้างรายได้อาจจำเป็นต้องปรับพอร์ต และมองหาแหล่งรายได้ทางเลือกใหม่
ในด้านการกระจายความเสี่ยงแบล็กร็อกระบุว่า ความผันผวนของตลาดเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น ขณะที่การเป็นผู้นำตลาดกระจุกตัวในวงแคบ ส่งผลให้โมเดลพอร์ตการลงทุนแบบดั้งเดิมที่ใช้พันธบัตรช่วยลดความเสี่ยงจากหุ้น เช่น พอร์ต 60:40 มีประสิทธิภาพลดลงในช่วงตลาดตึงเครียด นักลงทุนจึงเริ่มมองหาสินทรัพย์ที่มีพฤติกรรมแตกต่างจากทั้งหุ้นและพันธบัตร เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้พอร์ตการลงทุน
ทั้งนี้ เจคอบส์เตือนว่า แม้นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนที่ดีอย่างมากจากตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่การคาดหวังว่าผลตอบแทนระดับดังกล่าวจะดำเนินต่อไปในอัตราเดียวกัน อาจเป็นความเสี่ยง โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 13.5% ซึ่งหลายฝ่ายประเมินว่าอัตราผลตอบแทนในอนาคตมีแนวโน้มลดลงจากระดับดังกล่าว
ที่มา : www.cnbc.com
อ่านข่าวอื่น ๆ