เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา จุดเปลี่ยนสำคัญประเทศไทย ‘ศึกชิงอำนาจรัฐ’
ปี 2569 ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญ หลังกรรมการการเลือกตั้ง( กกต. ) กำหนดให้วันที่ 8 ก.พ. 69 เป็นวันเลือกตั้งสส. ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่ประเทศไทยจะได้ฝ่ายบริหารชุดใหม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร โดยหลายคนคาดหมายว่า น่าจะเป็นการช่วงชิงอำนาจรัฐ ระหว่างพรรคภูมิใจไทย(ภท. ) ภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล“ ซึ่งวันนี้ยังมีสถานะนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภท. กับ พรรคประชาชน (ปชน. ) ที่มี “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ “ ทำหน้าที่เป็นแม่ทัพ โดยมีพรรคขนาดกลางเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งหนีไม่พ้น พรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคกล้าธรรม ( กธ.) แต่เมื่อพรรคสีส้มประกาศไม่จับกับพรรคสีเขียว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพรรคกธ. และยืนยันว่า หากพรรคภท.ได้เสียงข้างมาก ก็จะไม่ขอร่วมรัฐบาลด้วย ดังนั้นจึงต้องถือว่าเป็นเดิมพันครั้งสำคัญ นอกจากนี้”นายณัฐพงษ์ “ยังเรียกร้องให้ ทุกพรรคการเมือง ยึดหลักการ ถ้าพรรคไหนได้เสียงมาเป็นลำดับ 1 ต้องได้สิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน หลังการเลือกตั้งเมื่อปี 62 และ 66 พรรคที่ได้เสียงมากที่สุด กลับไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล ซึ่งคงต้องรอดูในที่สุดหลักการดังกล่าว จะมีใครสนองตอบหรือไม่ เพราะพรรคสีส้มมักถูกเชื่อมโยง กับประเด็นกฎหมายอาญามาตรา 112 แม้จะไม่ได้กำหนดเป็นนโยบายหาเสียง แต่การเปิดทางให้บรรดาคนที่มีคดีมาตรา 112 และศาลอาญาตัดสินว่ามีความผิดแล้ว ลงสมัครได้ จะถูกตั้งเป็นเงื่อนไขทางการเมืองหรือไม่
สำหรับพรรคภท. ที่ซึ่งมี”สีน้ำเงิน” เป็นสัญลักษณ์ ใช่สโลแกน”พูดแล้วทำพลัส”ชูนโยบาย: ความมั่นคง–ทหารอาสา–เมดอินไทยแลนด์–เศรษฐกิจ 10 พลัส อาทิเช่น 1.ระบบทหารเกณฑ์ ทหารอาสาเต็มรูปแบบ เปิดรับ ทหารอาสา 100,000 คน รับราชการ 4 ปี เงินเดือน 12,000 บาท/เดือน คัดคนสมัครใจ เพิ่มคุณภาพกองทัพ ตอบโจทย์เยาวชนยุคใหม่ ลดภาระบังคับเกณฑ์ 2. คนละครึ่งพลัส ชำระหนี้ 2,400 บาท 3. นโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส อาทิเช่นคนตัวเล็กพลัส – บัตรสวัสดิการรัฐ+คนละครึ่ง+ค่าไฟต่ำกว่า 3 บาท ดันสินค้าไทยโกอินเตอร์ลงทุนพลัส – รัฐร่วมลงทุนระยะยาว -ผลิตได้ ขายออกพลัส – ช่วยผู้ผลิต–หาตลาด -Trade Plus – อัปเกรดอุตสาหกรรมส่งออก -Green Plus – เศรษฐกิจสีเขียว -Digital–AI Plus – AI ถึงบ้าน งานถึงมือ - การศึกษาเท่าเทียมพลัส – เรียนฟรีทุกเวลา -สูงวัยพลัส – งาน+รายได้+การดูแล -Thailand Plus – รัฐฉับไวคนไทยแฮปปี้
ส่วนพรรคปชน. ซึ่งใช้สีส้ม เป็นสัญลักษณ์ โดยชูสโลแกน”ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก“ โดยชูนโยบาย 1) 100 วันแรก – เติมเงินเข้าระบบกระตุ้นการใช้จ่าย คนละครึ่ง 1,000 บาท 12 ล้านคน, หวยใบเสร็จ” จูงใจจับจ่าย กระตุ้น SMEs, สินเชื่อเอื้อทุนน้อย 2.6 แสนล้านบาท, ตั้งระบบ Data Bureau ล้างบัญชีม้า-ทุนเทา-สินค้าผิดกฎหมาย 2) ปีแรก – ขยายสวัสดิการ ลดค่าครองชีพฐานราก แม่ตั้งครรภ์รับ 3,000 บาท, เด็กเล็ก 600 เป็น 1,200 บาท ใน 4 ปี, ผู้สูงอายุ 600 เป็น 1,000 บาท ปีแรกและ 1,500 บาท ใน 4 ปี, อาสาดูแลผู้ป่วยติดเตียง 70,000 ตำแหน่ง เงินเดือน 15,000 บาท, ค่าโดยสารร่วม 8-45 บาทตลอดทาง, ช่วยค่าเช่าบ้าน 1,000 บาท ให้ 1.5 ล้านครัวเรือน 3) เมกะโปรเจกต์ส้ม เมือง–ขยะ–EV–ศูนย์เด็กเล็ก ประกอบด้วย ลงทุนท้องถิ่น 2 แสนล้านบาท ภายใน 4 ปี, สร้างเศรษฐกิจชุมชน“ทุกอำเภอมีสินค้าขายได้” 4) เป้าหมายรัฐบาล 1 สมัย อุตสาหกรรมอนาคต ประกอบด้วย เครื่องมือแพทย์, ป้องกันประเทศ, Smart Grid, Digital Government, งบสร้างอุตสาหกรรมใหม่ 6.5 แสนล้านบาท
ด้าน” นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ “หัวหน้าพรรคพท. และแคนดิเดตนายกฯ พรรคพท.โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ว่า หลังจากฟังดีเบท ผมขออธิบายหลักประชาธิปไตยเพิ่มเติมว่า พรรคที่ได้คะแนนหรือที่นั่งอันดับ 1 ไม่ได้มีสิทธิบังคับให้ทุกพรรคต้องโหวตให้ตัวเองเป็นรัฐบาล สิ่งที่มีอยู่จริงคือ “ธรรมเนียมให้พรรคอันดับ 1 ได้รวบรวมเสียงก่อน” เพื่อสะท้อนเจตจำนงประชาชน แต่ไม่ใช่ใบสั่งให้ใครต้องยกมือให้หัวใจของระบบรัฐสภาไม่ใช่อันดับ 1 แต่คือเสียงข้างมากในสภา ถ้ารวมเสียงไม่ได้ ก็ไม่มีใครเป็นหนี้ต้องโหวตให้ นี่คือประชาธิปไตย ไม่ใช่พิธีกรรมตามอันดับคะแนน การยกเหตุผลว่า “ได้ที่ 1 แล้ว คนอื่นไม่โหวตคือไม่เคารพประชาชน” เป็นการตีความที่อันตรายเพราะเท่ากับลดค่าประชาธิปไตยให้เหลือแค่ตัวเลขอันดับ ไม่ใช่กระบวนการถ่วงดุลในสภา ประชาชนเลือก สส. ไม่ใช่เลือก “นายกฯ ล่วงหน้า” เราต้องแยกแยะให้ออกครับ”
ส่วนประเด็นที่นักวิชาการบางคน ออกมาพาดพิงนักการเมืองหญิงบางคนนั้น ด้านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์เรื่อง การละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ สะท้อนความไร้วุฒิภาวะ ระบุว่าตามที่ปรากฏกรณีอาจารย์สถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งกล่าวถ้อยคำดูหมิ่นชาติกำเนิดและปูมหลังครอบครัวของผู้สมัครสส. หญิง พรรคปชน. ทางกสม. เห็นว่าการกระทำที่ดูหมิ่นศักดิ์ศรีผู้หญิงและละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ แม้ทุกคนจะมีเสรีภาพทางความคิดและมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นโดยเสรี แต่การแสดงความเห็นนั้นต้องเคารพและไม่ละเมิดในสิทธิของผู้อื่น ไม่ใช้ถ้อยคำเหยียดหยาม หยาบคาย สร้างความเกลียดชัง ลดทอน ดูหมิ่น ด้อยค่า ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียในเกียรติยศชื่อเสียง ด้วยเหตุนี้ กสม. จึงขอให้สถาบันอุดมศึกษาต้นสังกัด เร่งตรวจสอบพฤติกรรม และจริยธรรมของบุคลากรของสถาบัน นอกจากนี้ ขอให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะบุคคลสาธารณะ ที่มีส่วนชี้นำสังคมเป็นแบบอย่างที่ดีในการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของผู้อื่นและแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ด้วยความรับผิดชอบ
ด้าน” น.ส.ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร “รองโฆษกพรรครักชาติ (รช.) กล่าวถึงกรณี “ไอซ์-รักชนก ศรีนอก” อดีตสส.กทม. พรรคปชน. ถูกนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์โดยพาดพิงถึงครอบครัวว่าการกระทำดังกล่าว มีเจตนาเพื่อดิสเครดิตด้วยการด้อยค่าผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่อารยชนไม่พึงกระทำโดยเฉพาะผู้ที่มีสถานะ เป็นถึงอาจารย์ มีต้นทุนทางสังคมที่ดี ครอบครัวสมบูรณ์ และการศึกษาสูงควรตระหนักว่า การพยายามดึงคนอื่นให้ต่ำลง ไม่ได้ทำให้ตนเองสูงส่งขึ้นแต่กลับทำให้ผู้ถูกกระทำดูโดดเด่นและมีวุฒิภาวะมากกว่า
“คนเราเลือกเกิดไม่ได้ เลือกอาชีพพ่อ แม่หรือฐานะไม่ได้ แต่สิ่งที่เราเลือกได้คือการกระทำและคำพูด ว่าจะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไรจะพูดจาทิ่มแทงความรู้สึกคนอื่นหรือไม่ ต่อให้คุณเติบโตมาในครอบครัวที่พร้อมแต่การกระทำของคุณคือพยายามดึงคนอื่นต่ำลง มันไม่ได้ทำให้ตัวคุณสูงขึ้นเลย” รองโฆษกพรรคปชน.กล่าวและ ยังเรียกร้องให้สร้างบรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง ว่าจุดเริ่มต้นของสังคมที่ดีคือ การเมืองที่สะอาดที่แข่งขันกันด้วยนโยบาย ข้อมูล และเจตนารมณ์เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติไม่ใช่การมุ่งทำลายความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการสกปรกเช่นนี้
ต้องรอดูท่าทีของสถาบันการศึกษาดังกล่าว จะดำเนินการอย่างไรกับนักวิชาการที่ออกมาวิจารณ์ภูมิหลังของ สส.หญิงพรรคปชน.หรือไม่ แม้อาจารย์คนดังกล่าวจะออกมาขอโทษและระบุว่า ไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร
“ทีมข่าวการเมือง”