โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดการสอบสวนเศรษฐีอิตาลีที่จ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อไป ‘สังหารพลเมือง’ ในบอสเนียช่วงทศวรรษ 1990

The MATTER

อัพเดต 13 พ.ย. 2568 เวลา 06.25 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2568 เวลา 06.25 น. • Brief

เมื่อเมืองที่ถูกปิดล้อมจากสงครามในช่วงทศวรรษ 1990 กลายเป็นเหมือนลานประหารที่ให้บรรดา ‘เศรษฐี’ เดินทางมายิงคน

โดยรายงานข่าวล่าสุดระบุว่า อัยการในมิลานได้เปิดการสอบสวนชาวอิตาลีซึ่งถูกกล่าวหาว่าจ่ายเงินก้อนโตให้กับทางกองทัพเซิร์บบอสเนีย เพื่อเดินทางไปเมืองเซราเยโว เมืองหลวงของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา เพื่อ ‘สังหารพลเมือง’ ในช่วงที่มีการปิดล้อมเมือง

แต่เพื่อให้เข้าใจบริบทและรายงานข่าวมากขึ้นเราต้องขอเล่าให้ฟังแบบคร่าวๆ ก่อน —ย้อนกลับไปในช่วงปี 1992-1995 ‘บอสเนีย’ เกิดสงครามความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ได้แก่ ชาวบอสเนียเชื้อสายเซิร์บ ชาวบอสเนียโครแอด และชาวบอสเนียมุสลิม โดยที่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การปกครองของ ‘บรอซ ติโต’ ประธานาธิบดีที่ปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์

ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ยูโกสลาเวียล่มสลายในช่วงต้นทศวรรษ 1990 กับกลุ่มชาติพันธุ์ 3 กลุ่มที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งในช่วงปี 1992 - 1995 ชาวบอสเนียเชื้อสายเซิร์บ บุกเข้าเมืองซเรเบรนิซา ซึ่งเป็นเมืองที่มีชาวบอสเนียมุสลิมอาศัยอยู่หลายหมื่นคน กระทั่งมีรายงานว่ามีการสังหารผู้ชายและเด็กชายมุสลิมในเมืองนี้รวมกว่า 8,000 ราย และระบุตัวตนไม่ได้รวมถึงสูญหายอีกกว่า 1,000 ราย ขณะที่มีหลายคนที่ต้องลี้ภัย และถูกขับไล่ออกจากเมือง

จนเมื่อปีที่แล้ว สหประชาชาติ (UN) ได้ประกาศให้วันที่ 11 กรกฎาคม ของทุกปีเป็นวันที่รำลึกถึงเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่ในครั้งนี้

กลับมาที่รายงานข่าว BBC ระบุว่า ในช่วงที่มีการปิดล้อมเมืองกว่า 4 ปี (1992-1995) ผู้ใหญ่และเด็กในเมืองเซราเยโวเสียชีวิตไปมากกว่า 10,000 ราย จากการยิงด้วยปืนใหญ่หรือถูกซุ่มยิงตามท้องถนน ซึ่ง นักท่องเที่ยวมือปืน หรือ ‘sniper tourists’ ที่รวมทั้งชาวอิตาลีและสัญชาติอื่นๆ อย่างน้อยร้อยคนจ่ายเงินสูงถึง 100,000 ยูโร (ราวๆ 3.7 ล้านบาท) เพื่อทำเช่นนั้นบนฐานที่มั่นของชาวบอสเนียเซิร์บซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขารอบเมืองซาราเยโว ขณะที่รายงานบางฉบับบอกว่า อัตราราคาในการสังหารผู้ชาย-ผู้หญิง รวมถึงเด็กก็ราคาต่างกันด้วย

‘อเลสซานโดร กอบบิส’ อัยการที่ทำการสืบสวนเรื่องนี้ ได้เริ่มการสอบสวนเพื่อระบุตัวชาวอิตาลีที่เกี่ยวข้องกับการ ‘ฆาตกรรม’ ประกอบกับคำให้การของเจ้าหน้าที่ข่าวกรองทหารบอสเนีย โดยการสืบสวนเริ่มต้นขึ้นจากการยื่นคำร้องโดย ‘เอซิโอ กาวาซเซนี’ นักเขียนในเมืองมิลาน ที่รวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรายงานของนายกเทศมนตรีเมืองเซราเยโว ส่งให้กับตัวอัยการ

กาวาซเซนี บอกว่า เขาได้อ่านรายงานที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวมือปืนในสื่ออิตาลีครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1990 และก็ได้ชมสารคดี Sarajevo Safari ในปี 2022 ของผู้กำกับชาวสโลวีเนีย โดยในสารคดีดังกล่าว อดีตทหารบอสเนียเซิร์บอ้างว่า กลุ่มชาวตะวันตกจะยิงประชาชนจากเนินเขารอบเมืองเซราเยโว

หลังจากนั้นมา กาวาซเซนีจึงเริ่มสืบสวนเรื่องนี้ด้วยตัวเอง “สารคดีเรื่องนี้คือจุดเริ่มต้น ผมเริ่มติดต่อผู้กำกับและขยายการสืบสวนไป จนสามารถรวบรวมหลักฐานและนำส่งอัยการได้”

กาวาซเซนี บอกอีกว่า มีชาวอิตาลีจำนวนมากที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงชาวเยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ คนจากประเทศตะวันตกทุกประเทศที่จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้พาไปยิงพลเรือน “ไม่มีแรงจูงใจทางการเมืองหรือศาสนา พวกเขาเป็นคนรวยที่ไปที่นั่นเพื่อความสนุกสนานและความพึงพอใจส่วนตัว เรากำลังพูดถึงคนที่รักปืน ซึ่งบางทีอาจจะไปสนามยิงปืนหรือไปซาฟารีในแอฟริกา”

ด้าน นิโคลา บริจิดา ทนายความที่ช่วยกาวาซเซนีเตรียมคดี กล่าวว่า หลักฐานที่รวบรวมได้หลังจากการสืบสวนเป็นเวลานานได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจน และอาจนำไปสู่การสืบสวนอย่างจริงจังเพื่อระบุตัวผู้กระทำผิด

อย่างไรก็ตาม สมาชิกกองกำลังอังกฤษที่เคยประจำการในเซราเยโวในช่วงทศวรรษ 1990 บอกกับ BBC ว่าพวกเขาไม่เคยได้ยินเรื่องการท่องเที่ยวซุ่มยิงอะไรแบบนั้นในช่วงความขัดแย้งในบอสเนียเลย ขณะที่ทหารนายหนึ่งบอกว่า ข้อกล่าวหาชาวต่างชาติที่ว่าจ่ายเงินเพื่อมายิงพลเรือนนั้นเป็นเหมือน ‘ตำนานเมือง’

ถนนสายหลักที่มุ่งหน้าสู่เมืองเซราเยโว และถนนเมซา เซลิโมวิช บูเลอวาร์ด ได้รับฉายาว่าเป็น ตรอกซุ่มยิง เนื่องจากอันตราย และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ไปยังสนามบินเซราเยโว ทั้งรถรางและรถโดยสารถูกยิงจนกระจกแตก และมีป้ายเตือนซุ่มยิงติดอยู่โดยรอบ

ขณะที่ผู้เสียชีวิตจากมือปืนที่เลื่องชื่อที่สุด คือ บอสโก บรึคคิช และแอดมิรา อิสมิช คู่รักที่เสียชีวิตจากการถูกมือปีนสังหารในปี 1993 ขณะที่กำลังพยายามข้ามสะพาน โดยศพของพวกเขาถูกทิ้งไว้เป็นเวลาหลายวัน ซึ่งภาพถ่ายพวกเขาถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความไร้มนุษยธรรมของสงคราม

อ้างอิงจาก

bbc.com

theguardian.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...