เปิดการสอบสวนเศรษฐีอิตาลีที่จ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อไป ‘สังหารพลเมือง’ ในบอสเนียช่วงทศวรรษ 1990
เมื่อเมืองที่ถูกปิดล้อมจากสงครามในช่วงทศวรรษ 1990 กลายเป็นเหมือนลานประหารที่ให้บรรดา ‘เศรษฐี’ เดินทางมายิงคน
โดยรายงานข่าวล่าสุดระบุว่า อัยการในมิลานได้เปิดการสอบสวนชาวอิตาลีซึ่งถูกกล่าวหาว่าจ่ายเงินก้อนโตให้กับทางกองทัพเซิร์บบอสเนีย เพื่อเดินทางไปเมืองเซราเยโว เมืองหลวงของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา เพื่อ ‘สังหารพลเมือง’ ในช่วงที่มีการปิดล้อมเมือง
แต่เพื่อให้เข้าใจบริบทและรายงานข่าวมากขึ้นเราต้องขอเล่าให้ฟังแบบคร่าวๆ ก่อน —ย้อนกลับไปในช่วงปี 1992-1995 ‘บอสเนีย’ เกิดสงครามความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ได้แก่ ชาวบอสเนียเชื้อสายเซิร์บ ชาวบอสเนียโครแอด และชาวบอสเนียมุสลิม โดยที่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การปกครองของ ‘บรอซ ติโต’ ประธานาธิบดีที่ปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์
ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ยูโกสลาเวียล่มสลายในช่วงต้นทศวรรษ 1990 กับกลุ่มชาติพันธุ์ 3 กลุ่มที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งในช่วงปี 1992 - 1995 ชาวบอสเนียเชื้อสายเซิร์บ บุกเข้าเมืองซเรเบรนิซา ซึ่งเป็นเมืองที่มีชาวบอสเนียมุสลิมอาศัยอยู่หลายหมื่นคน กระทั่งมีรายงานว่ามีการสังหารผู้ชายและเด็กชายมุสลิมในเมืองนี้รวมกว่า 8,000 ราย และระบุตัวตนไม่ได้รวมถึงสูญหายอีกกว่า 1,000 ราย ขณะที่มีหลายคนที่ต้องลี้ภัย และถูกขับไล่ออกจากเมือง
จนเมื่อปีที่แล้ว สหประชาชาติ (UN) ได้ประกาศให้วันที่ 11 กรกฎาคม ของทุกปีเป็นวันที่รำลึกถึงเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่ในครั้งนี้
กลับมาที่รายงานข่าว BBC ระบุว่า ในช่วงที่มีการปิดล้อมเมืองกว่า 4 ปี (1992-1995) ผู้ใหญ่และเด็กในเมืองเซราเยโวเสียชีวิตไปมากกว่า 10,000 ราย จากการยิงด้วยปืนใหญ่หรือถูกซุ่มยิงตามท้องถนน ซึ่ง นักท่องเที่ยวมือปืน หรือ ‘sniper tourists’ ที่รวมทั้งชาวอิตาลีและสัญชาติอื่นๆ อย่างน้อยร้อยคนจ่ายเงินสูงถึง 100,000 ยูโร (ราวๆ 3.7 ล้านบาท) เพื่อทำเช่นนั้นบนฐานที่มั่นของชาวบอสเนียเซิร์บซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขารอบเมืองซาราเยโว ขณะที่รายงานบางฉบับบอกว่า อัตราราคาในการสังหารผู้ชาย-ผู้หญิง รวมถึงเด็กก็ราคาต่างกันด้วย
‘อเลสซานโดร กอบบิส’ อัยการที่ทำการสืบสวนเรื่องนี้ ได้เริ่มการสอบสวนเพื่อระบุตัวชาวอิตาลีที่เกี่ยวข้องกับการ ‘ฆาตกรรม’ ประกอบกับคำให้การของเจ้าหน้าที่ข่าวกรองทหารบอสเนีย โดยการสืบสวนเริ่มต้นขึ้นจากการยื่นคำร้องโดย ‘เอซิโอ กาวาซเซนี’ นักเขียนในเมืองมิลาน ที่รวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรายงานของนายกเทศมนตรีเมืองเซราเยโว ส่งให้กับตัวอัยการ
กาวาซเซนี บอกว่า เขาได้อ่านรายงานที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวมือปืนในสื่ออิตาลีครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1990 และก็ได้ชมสารคดี Sarajevo Safari ในปี 2022 ของผู้กำกับชาวสโลวีเนีย โดยในสารคดีดังกล่าว อดีตทหารบอสเนียเซิร์บอ้างว่า กลุ่มชาวตะวันตกจะยิงประชาชนจากเนินเขารอบเมืองเซราเยโว
หลังจากนั้นมา กาวาซเซนีจึงเริ่มสืบสวนเรื่องนี้ด้วยตัวเอง “สารคดีเรื่องนี้คือจุดเริ่มต้น ผมเริ่มติดต่อผู้กำกับและขยายการสืบสวนไป จนสามารถรวบรวมหลักฐานและนำส่งอัยการได้”
กาวาซเซนี บอกอีกว่า มีชาวอิตาลีจำนวนมากที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงชาวเยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ คนจากประเทศตะวันตกทุกประเทศที่จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้พาไปยิงพลเรือน “ไม่มีแรงจูงใจทางการเมืองหรือศาสนา พวกเขาเป็นคนรวยที่ไปที่นั่นเพื่อความสนุกสนานและความพึงพอใจส่วนตัว เรากำลังพูดถึงคนที่รักปืน ซึ่งบางทีอาจจะไปสนามยิงปืนหรือไปซาฟารีในแอฟริกา”
ด้าน นิโคลา บริจิดา ทนายความที่ช่วยกาวาซเซนีเตรียมคดี กล่าวว่า หลักฐานที่รวบรวมได้หลังจากการสืบสวนเป็นเวลานานได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจน และอาจนำไปสู่การสืบสวนอย่างจริงจังเพื่อระบุตัวผู้กระทำผิด
อย่างไรก็ตาม สมาชิกกองกำลังอังกฤษที่เคยประจำการในเซราเยโวในช่วงทศวรรษ 1990 บอกกับ BBC ว่าพวกเขาไม่เคยได้ยินเรื่องการท่องเที่ยวซุ่มยิงอะไรแบบนั้นในช่วงความขัดแย้งในบอสเนียเลย ขณะที่ทหารนายหนึ่งบอกว่า ข้อกล่าวหาชาวต่างชาติที่ว่าจ่ายเงินเพื่อมายิงพลเรือนนั้นเป็นเหมือน ‘ตำนานเมือง’
ถนนสายหลักที่มุ่งหน้าสู่เมืองเซราเยโว และถนนเมซา เซลิโมวิช บูเลอวาร์ด ได้รับฉายาว่าเป็น ตรอกซุ่มยิง เนื่องจากอันตราย และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ไปยังสนามบินเซราเยโว ทั้งรถรางและรถโดยสารถูกยิงจนกระจกแตก และมีป้ายเตือนซุ่มยิงติดอยู่โดยรอบ
ขณะที่ผู้เสียชีวิตจากมือปืนที่เลื่องชื่อที่สุด คือ บอสโก บรึคคิช และแอดมิรา อิสมิช คู่รักที่เสียชีวิตจากการถูกมือปีนสังหารในปี 1993 ขณะที่กำลังพยายามข้ามสะพาน โดยศพของพวกเขาถูกทิ้งไว้เป็นเวลาหลายวัน ซึ่งภาพถ่ายพวกเขาถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความไร้มนุษยธรรมของสงคราม
อ้างอิงจาก