โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศมีพระราชดำรัสกับช้างทรงว่าอย่างไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 25 พ.ย. 2568 เวลา 04.03 น. • เผยแพร่ 25 พ.ย. 2568 เวลา 04.01 น.
“สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา” จิตรกรรมฝาผนัง จัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ

สงครามยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศมีพระราชดำรัสกับช้างทรงว่าอย่างไร?

ราว พ.ศ. 2135 กองทัพพม่านำโดยพระมหาอุปราชามังสามเกียด กรีฑายกพลเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยา ขณะที่สมเด็จพระนเรศทรงนำทัพไปรับทัพพม่าอยู่ที่เขตเมืองสุพรรณบุรี นำไปสู่ “สงครามยุทธหัตถี”

เหตุการณ์ครั้งนั้น กองทัพของทั้งสองอาณาจักรรบพุ่งกัน ทว่า ช้างทรงของสมเด็จพระนเรศ และสมเด็จพระเอกาทศรถ และทหารอีกจำนวนหนึ่ง พลัดหลงจนเข้าไปอยู่กลางวงล้อมของกองทัพพม่า

ช้างทรงของสมเด็จพระนเรศที่ขึ้นระวางสะพัดชื่อ “เจ้าพระยาไชยานุภาพ” (พลายภูเขาทอง) และช้างทรงของสมเด็จพระเอกาทศรถที่ขึ้นระวางสะพัดชื่อ “เจ้าพระยาปราบไตรจักร” (พลายบุญเรือง) จึงต้องประจันหน้ากับกองทัพพม่าอย่างเลี่ยงไม่ได้

สมเด็จพระนเรศจึงมีพระราชดำรัสถามพระมหาอุปราชามังสามเกียด เชิญให้กระทำยุทธหัตถี เพื่อเป็นเกียรติยศแก่มั้งสองฝ่าย

ในคราวนั้นเอง ช้างทรงของสมเด็จพระนเรศตกใจกลัวช้างทรงของพระมหาอุปราชามังสามเกียดที่มีชื่อว่า “พลายพัทธกอ” เพราะตัวใหญ่กว่ามาก เจ้าพระยาไชยานุภาพจึงพยายามบ่ายหัวไปมาเพื่อจะหลบหนี เป็นเหตุให้สมเด็จพระนเรศมีพระราชดำรัสกับช้างทรงเพื่อให้ยึดมั่นความเข้มแข็ง และเป็นแรงกำลังสำคัญที่จะทำให้พระองค์ทรงได้รับชัยชนะในศึกครั้งนี้

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวัน วลิต ที่แปลโดยสนา สามนเสน แปลความพระราชดำรัสไว้ว่า

“เจ้าผู้เป็นบิดาแห่งแว่นแคว้นนี้ ถ้าเจ้าทิ้งข้าไปเสียแต่ตอนนี้แล้ว ก็เท่ากับว่าเจ้าทิ้งตัวของเจ้าเองและโชคชัยทั้งปวง เพราะข้าเกรงว่าเจ้าจะไม่ได้รับเกียรติยศอันใดอีกแล้ว และจะไม่มีเจ้าชายองค์ใดทรงขี่เจ้าอีก คิดดูเถิดว่าตอนนี้เจ้ามีอำนาจเหนือเจ้าชีวิตถึงสองพระองค์ และเจ้าสามารถนำชัยชนะมาให้แก่ข้าได้ จงดูประชาชนที่น่าสงสารของเรา พวกเขาจะพ่ายแพ้ยับเยินเพียงใด และจะแตกสานซ่านเซ็นอย่างไร ถ้าหากเราหนีจากสนามรบ แต่ถ้าหากเรายืนหยัดอยู่อย่างมั่นคงด้วยความกล้าหาญของเจ้า และด้วยกำลังขาแขนของเราทั้งสอง ชัยชนะก็จะตกเป็นของเราอย่างแน่นอน และเมื่อได้รับชัยชนะแล้ว เจ้าก็จะได้เกียรติยศร่วมกับข้า”

ขณะที่สำนวนแปลของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช แปลความพระราชดำรัสไว้ว่า

“พ่อเมืองเอย ถ้าท่านละทิ้งเรา ณ บัดนี้ ก็เท่ากับว่าท่านละทิ้งตัวท่านเองและลาภยศของท่านทั้งปวง เราเกรงว่าแต่บัดนี้เป็นต้นไป ท่านจะไร้ยศศักดิ์ หากษัตริย์มาทรงท่านมิได้ ขอให้คิดดูเถิดว่าขณะนี้พระชาตาของกษัตริย์สองพระองค์ขึ้นอยู่กับท่าน และท่านสามารถจะสู้ให้เราชนะศึกได้ ขอให้ท่านดูราษฎรผู้ยากไร้ของเราคิดดูเถิดว่า เขาจะต้องพ่ายแพ้และกระจัดพลัดพรายถึงปานไฉนถ้าหากว่าเราทั้งสองหนีจากชัยสมรภูมิ แต่ถ้าหากเราทั้งสองยืนหยัดอยู่ไซร้ ด้วยความกล้าหาญของท่านและกำลังของเรา เราก็อาจเอาชนะข้าศึกได้และเมื่อได้ชัยชนะแล้วเราก็จะได้เกียรติยศร่วมกันสืบไป”

พระราชดำรัสของสมเด็จพระนเรศได้เป็นแรงปลุกใจให้ทรงกระทำยุทธหัตถี การสงความครั้งนี้ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาได้รับชัยชนะอย่างสง่างามและสมพระเกียรติยศ นำความเป็นไทมาสู่บ้านเมืองและประชาชนของพระองค์

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวัน วลิต พ.ศ. 2182. (2546). พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน.

คึกฤทธิ์ ปราโมช, หม่อมราชวงศ์. (2533). กฤษดาภินิหาร อันบดบังมิได้. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สยามรัฐ.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงครามยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศมีพระราชดำรัสกับช้างทรงว่าอย่างไร?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...