ก.ล.ต. เร่งสอบ “7 หุ้นพัวพันแก๊งสแกมข้ามชาติ” หลัง ปปง.อายัดทรัพย์เกือบหมื่นล้าน
ก.ล.ต. ประสานความร่วมมือ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางเงินและโครงสร้างผู้ถือหุ้นจริงของ 7 หุ้นที่ถูกโยงคดีสแกมเมอร์ข้ามชาติ พร้อมผลักดันปรับกฎหมาย-กฎเกณฑ์ คุมเข้ม KYC, UBO และ Travel Rule หวังปิดช่องโหว่และยกระดับการกำกับดูแลตลาดทุนไทย
วันที่ 4 ธันวาคม 2568 - นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยในงานแถลงข่าว “การประสานความร่วมมือกับ ปปง. และการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายของ ก.ล.ต.” ว่า ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญประเด็นใหญ่ หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดทรัพย์เครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ มูลค่าเกือบ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับหุ้นในตลาดรวม 7 ตัว ทำให้ ก.ล.ต. ต้องเร่งดำเนินการตรวจสอบทันที
และในช่วงเช้าวันนี้กัน ก.ล.ต. ได้เข้าหารือกับ ปปง. เพื่อรับข้อมูลเบื้องต้นที่จำเป็นต่อการติดตามเส้นทางเงินของเครือข่ายผู้กระทำความผิดด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมย้ำความร่วมมือในการดำเนินมาตรการยึดและอายัดทรัพย์อย่างใกล้ชิด
โดยทั้งสองหน่วยงานยังหารือถึงการเร่งปรับปรุงกฎหมายและกฎเกณฑ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบธุรกรรม โดยเน้นเครื่องมือสำคัญ ได้แก่ Travel Rule สำหรับติดตามเส้นทางเงินผ่านตัวกลาง รวมทั้งการตรวจสอบผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficiary Owner: UBO) ในโครงสร้างธุรกิจที่ซับซ้อน และ มาตรฐาน KYC/CDD เพื่อให้ ก.ล.ต. ตรวจสอบการฝ่าฝืนด้านการครอบงำกิจการได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และให้ ปปง. ใช้เพื่อพิสูจน์คดีฟอกเงิน
โดยเชื่อว่าการปรับกฎหมายจะช่วยให้ทั้งสองหน่วยงานสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้านนายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า หลังการหารือกับ ปปง. หน่วยงานจะเร่งตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดของหุ้นทั้ง 7 ตัว โดยให้ความสำคัญกับการค้นหาผู้ถือหุ้นที่แท้จริง มากกว่าการตรวจสอบการดำเนินธุรกิจของบริษัทนั้น ๆ
หากพบผู้ถือหุ้นที่แท้จริง และพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายที่ถูกอายัดทรัพย์ จะต้องรวบรวมสัดส่วนหุ้นให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งรวมถึงการรายงานโครงสร้างการถือหุ้นให้ถูกต้อง หากสัดส่วนการถือหุ้นถึง Trigger Point ตามกฎหมาย จะต้องทำคำเสนอซื้อ (Tender Offer) หากพบการรายงานไม่ตรงข้อเท็จจริง ต้องแก้ไขให้ถูกต้องทันที