โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'เหวินช่วง' อาวุธลับของจีนที่เปลี่ยนวัฒนธรรมเป็นทุน หนุนความรักชาติ และสร้างเศรษฐกิจครีเอทีฟระดับล้านล้าน

The Better

อัพเดต 14 ม.ค. เวลา 07.43 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. เวลา 12.00 น. • THE BETTER

ในสุนทรพจน์เนื่องในวันปีใหม่ปี 2026 ของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง แห่งประเทศจีน ตอนหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า

"เราหล่อเลี้ยงบ้านทางจิตวิญญาณของเราด้วยวัฒนธรรม ความกระตือรือร้นต่อพิพิธภัณฑ์และมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ยังคงเพิ่มสูงขึ้น มีการเพิ่มสมาชิกใหม่ลงในรายชื่อมรดกโลก และตัวละครอย่าง ซุนอู้คง (ซุนหงอคง) และ เหนอจา (นาจา) ได้โด่งดังไปทั่วโลก ความงามแบบจีนโบราณกลายเป็น "สุนทรียะขั้นสูง" ในหมู่คนหนุ่มสาว ตลาดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเฟื่องฟู มีแหล่งท่องเที่ยวในเมืองและชนบทที่คึกคัก และกีฬาฤดูหนาวที่จุดประกายความหลงใหลในฤดูหนาว การผสมผสานระหว่างประเพณีและความทันสมัยทำให้วัฒนธรรมจีนเปล่งประกายยิ่งขึ้นไปอีก"

ข้อความนี้มีความรวบรัดแต่ก็ชัดเจน สะท้อนความเป็นไปในสังคมได้อย่างดียิ่ง จึงมีสิ่งที่ต้องอธิบายอยู่สองประการ

ประการแรก "ความกระตือรือร้นต่อพิพิธภัณฑ์และมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ยังคงเพิ่มสูงขึ้น" ในเวลานี้ คนจีนนิยมไปท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์อย่างล้นหลามถึงขั้นต้องแย่งกันไปชม โดยพิพิธภัณฑ์บางแห่งต้องมีระบบจองเข้าชมออนไลน์ เพราะแม้จะเข้าชมฟรีแต่เพราะจำนวนคนมากมายเกินไปจึงต้องใช้ระบบการจองเข้าชมเพื่อควบคุมปริมาณ

นี่คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "คลั่งพิพิธภัณฑ์" หรือ "พิพิธภัณฑ์ฟีเวอร์" (博物馆热) ที่แพร่หลายในหมู่คนหนุ่มสาว เริ่มจะคลั่งกันมากตั้งแต่ปี 2023 มาแรงสุดก็ราวๆ กลางปี 2024 ตอนนี้ก็ยังไม่ซา

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแส "เข้าสังคมในสไตล์ดูการจัดแสดง" (看展式社交) คือเทรนด์ในหมู่คนรุ่นใหม่ในจีนที่เข้าสังคมด้วยการหาคนที่มีรสนิยมคล้ายๆ กัน เช่น ไปพิพิธภัณฑ์เพื่อไปชื่นชมงานศิลป์หรือแต่งฮั่นฝูไปดูภาพเขียนโบราณอะไรทำนองนั้น

เรื่องนี้มีรายเอียดที่น่าสนใจ แต่ไม่ใช่ประเด็นที่จะอภิปรายกัน ณ ที่นี้ แต่หากสนใจสามารอ่านได้จากบทความนี้ "อาการ "คลั่งพิพิธภัณฑ์" ของหนุ่มสาวจีน" ซึ่งผมเขียนไว้เมื่อวันขึ้นปีใหม่ 2025

ประการที่สองที่น่าสนใจจากสุนทรพจน์ของ สีจิ้นผิง คือที่กล่าวว่า "ความงามแบบจีนโบราณกลายเป็น "สุนทรียะขั้นสูง" ในหมู่คนหนุ่มสาว" คำกล่าวนี้ยังเชื่อมโยงถึง "เข้าสังคมในสไตล์ดูการจัดแสดง" (看展式社交) ในหมู่คนหนุ่มสาวที่เอ่ยถึงข้างต้น และยังเอ่ยถึง "สุนทรียะขั้นสูง" (顶流审美) ซึ่งผมคิดว่าเป็นพลวัตรสำคัญที่ขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ หนุนความรักชาติ และสร้างเศรษฐกิจครีเอทีฟในเวลานี้

"สุนทรียะขั้นสูง" หรือเรียกแบบบ้านๆ ว่า "สุนทรียะระดับตัวท็อป" เป็นคำกล่าวที่ครอบคลุมถึงความคิดสร้างสรรค์ที่ผสมผสานวัฒนธรรมจีนที่สืบทอดแต่โบราณเข้ากับความคิดสร้างสรรค์แบบวัฒนธรรมป๊อป

"สุนทรียะระดับตัวท็อป" สะท้อนผ่านงานศิลปะรูปแบบต่างๆ ที่ใช้มรดกจากยุคก่อนมานำเสนอในแบบสมัยใหม่อย่างลงตัว อย่างที่ สีจิ้นผิง เอ่ยถึง "ตัวละครอย่าง ซุนอู้คง (ซุนหงอคง) และ เหนอจา (นาจา) ได้โด่งดังไปทั่วโลก" ซึ่งหมายถึง Black Myth: Wukong วิดีโอเกมส์จากจีนที่สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลก และ Nezha 2 ภาพยนต์เอนิเมชั่นที่ทำรายได้ถล่มทลายในจีนและทำให้โลกตระหนักว่าตลาดสินค้าวัฒนธรรมของจีนนั้นทรงพลังอย่างมากในการดึงดูดผู้ชม

ยังมีสินค้าเชิงวัฒนธรรมอีกมากมายที่ทรงพลังแบบนั้น แต่ในทัศนะของผมสิ่งที่สะท้อน "สุนทรียะระดับตัวท็อป" ได้ดีที่สุดก็คือสิ่งที่เรียกว่า "เหวินช่วง"

ที่ผมสนใจ "เหวินช่วง" นั่นก็เพราะผมเองนั้นเป็นลูกค้าตัวยงของเหวินช่วงจึงเห็นความเป็นไป ความเปลี่ยนแปลง และการผงาดของในทั้งในจีนและนอกจีน

"เหวินช่วง" คืออะไร?

มันหมายถึง "สินค้าทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์" (文创产品) หรือพูดง่ายๆ คือการนำเอามรดกทางวัฒนธรรมมาต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์แล้วออกจำหน่ายในรูปแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ

ไม่ใช่แค่จีนเท่านั้นที่มีเหวินช่วงแต่เพราะจีนมีรากเหง้าวัฒนธรรมอันยาวนานหลายพันปีและเป็นอู่อารยธรรมโบราณของโลก "ที่ยังมีชีวิต" ดังนั้น แหล่งวัตถุดิบ (resources) ในการสร้างสรรค์เหวินช่วงจึงมีมากกว่าประเทศอื่นๆ

ยังไม่นับการที่จีนมีตลาดเหวินช่วงที่คึกคักอย่างมาก เมื่อผู้ผลิตถูกกระตุ้นด้วยความต้องการที่ทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ จากกระแส "เข้าสังคมในสไตล์ดูการจัดแสดง" (หรือการใช้ชีวิตตามด้วยสุนทรียะแบบจีน) จึงเกิดผลิตภัณฑ์เหวินช่วงที่ไร้ขีดจำกัด

เพราะกำลังซื้อของคนหนุ่มสาวมีแรงส่งสูงมาก ความสนใจของคนรุ่นนี้เกิดจากการที่ "เหวินช่วง"ถูกออกแบบให้มีความสวยงาม สะท้อนรสนิยมชั้นสูง แต่ในเวลาเดียวกันก็มีความน่ารัก การค้าและการผลิตเหวินช่วงจึงถูกอีกอย่างว่า "เศรษฐกิจโมอะ" (萌经济) ซึ่งหมายถึงความน่ารัก ตะมุตะมิ

สินค้าเหวินช่วงที่นิยมผลิตกันเพราะมันตอบสนองความนิยมของคนรุ่นใหม่ได้ดี ก็เช่น "ตุ๊กตาห้อยกระเป๋า" (plush doll) ซึ่งระบาดไปทั่วเอเชียทั้งในไทย จีน และที่อื่นๆ ในจีนนั้นพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศรวมถึงสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีร้านขายของที่ระลึก ต่างแข่งกันผลิตตุ๊กตาห้อยกระเป๋าออกมาดึงดูดผู้มาเยี่ยมชมและนักสะสมกันมากมาย

เช่น กระบี่กษัตริย์ฟูไชแห่งรัฐอู๋ ของโบราณสมัยชุนชิวที่เป็นของจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ซูโจวก็ถูกนำมาจำลองเป็นตุ๊กตาห้อยกระเป๋าทำจากกำมะหยี่ หรือรูปม้าบินสำริดอันโด่งดังแห่งมณฑลกานซู่ก็กลายเป็นตุ๊กตาห้อยกระเป๋าเหมือนกัน

เมื่อปีที่แล้วผมเดินทางไปที่ "จินเตี้ยน" หรือวิหารสำริดในเมืองคุนหมิง ที่ร้านของชำร่วยก็มีการจำลอง "ง้าว" ของอู๋ซานกุ้ย ผู้ปกครองคุนหมิงในสมัยราชวงศ์ชิงเอามาทำเป็นตุ๊กตาห้อยกระเป๋าเหมือนกัน ซึ่งทำให้ผมค่อนข้างประหลาดใจ เพราะจินเตี้ยนดูเป็นสถานที่อัน "ซีเรียส" และเก่าแก่ และง้าวของอู๋ซานกุ้ยก็ไม่ใช่ของที่คนทั่วไปรู้จักกันดี แต่ผู้สร้างสรรค์ก็สามารถนำเอาวัตถุดิบทางประวัติศาสตร์มานำเป็นของน่ารักแล้ววางจำหน่ายได้

ไม่ใช่แค่ของโมเอะๆ เท่าน้ันที่ถูกผลิตขึ้นมา พิพิธภัณฑ์หลายแห่งยังจำลองงานชิ้นเอกในสถานที่ของตนแล้วสร้างสรรค์เป็นของที่ระลึกบ้าง ของใช้จริงในชีวิตประจำวันบ้าง เช่น เมื่อเร็วๆ นี้ผมเดินทางไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑสถานกว่างตง แม้พิพิธภัณฑ์ที่นี่จะถูกบางคนดูแคลนว่า "ไม่มีอะไรน่าสนใจ" แต่ที่นั่นก็ยังสามารถนำเอาของที่มีมาสร้างเป็นเหวินช่วงที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ผมจึง "ถูกตก" เข้าเต็มเปา แล้วซื้อแก้วชาเก็บความร้อนที่พิมพ์ลายนูนเขียนทองและลงสี (เรียกในไทยว่า "ลายกำมะลอ") เลียนแบบลายของฉากพับที่จัดแสดงที่นั่น ซึ่งสวยงามจนผมไม่กล้าใช้งาน แต่ราคาของมันกลับไม่ได้แพงเลย

นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรตระหนักไว้ เหวินช่วงที่ไม่ใช่โมเอะแต่ทำเลียนแบบของโบราณที่สวยงามนั้นไม่ได้มีราคาแพงจนจับต้องไมได้ เมื่อมันจับต้องได้ จึงทำให้ความต้องการขยับต่อไปได้ และเกิดพลังหมุนทางเศรษฐกิจขึ้น

รายได้เข้าพิพิธภัณ์ฑ์ไม่ต้องพูดถึง เช่น พิพิธภัณฑ์แห่งชาติจีนจัดแสดง "มงกุฎเก้ามังกรเก้าหงสาของจักรพรรดินีเซี่ยวตวนแห่งราชวงศ์หมิง" (明孝端皇后楼九龙九凤冠) แล้วผลิตเป็นเหวินช่วงแบบต่างๆ ปรากฏว่ากลายเป็นกระแสระดับชาติ มียอดขายสะสม 2.279 ล้านชิ้นในเวลาเพียงหนึ่งปีเศษนับตั้งแต่เปิดตัว

แน่นอนว่า เหวินช่วงและเศรษฐกิจโมเอะไม่ได้ถูกจำกัดแค่ในพิพิธภัณฑ์ แต่มันมีศิลปินที่ผลิตและวางขายมากมายทั่วประเทศจีน ทั้งในห้างสรรพสินค้า ในเมืองโบราณ ในย่านถนนคนเดิน แม้กระทั่งที่สนามบิน

มันแทรกซึมไปถึงคนทุกชั้น ไม่เฉพาะคนหนุ่มสาวเท่านั้น อย่างที่เรากำลังเห็นว่าใน "ปีม้า" เกิดความนิยมซื้อเหวินช่วงที่เกี่ยวกับม้ากันอย่างคึกคักแทนที่จะซื้อรูปม้าแบบเดิมๆ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนปีนักษัตร

แต่ตลาดหลักก็ยังเป็นคนหนุ่มสาวอยู่ดีเพราะพวกเขาคือคนทำงานและมีกำลังซื้อ ข้อมูลจาก Securities Times (证券时报网) ระบุว่า คนหนุ่มสาวซื้อสินค้าเหวินช่วงที่เกี่ยวกับเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวเป็นที่นิยม 48.6% แอคเซสซอรี่ 45.1% สิ่งของตกแต่ง 34.2% เครื่องสำอางค์ 32.4% และของเล่น 32.2%

เหวินช่วงและเศรษฐกิจโมเอะจึงกลายเป็นทั้งพลังขับเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่ผลักดันให้เกิดทรัพย์สินทางปัญญา (IP) อย่างล้นหลาม และยังทำให้เกิดความรักและสนใจวัฒนธรรมจีนในหมู่คนรุ่นใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าความสนใจนั้นย่อมนำไปสู่ความภาคภูมิใจในอารยธรรมจีน และช่วยฟูมฟัก "ความรักบ้านรักเมือง" ของตนเองด้วย

เหวินช่วงจึงกลายเป็นสิ่งที่คู่กับ "กั๋วเฉา" (国潮) หรือกระแสความภาคภูมิใจในชาติบ้านเมืองที่เกิดจากการนำวัฒนธรรมดั้งเดิมมาต่อยอดให้เป็นเทรนด์ยอดนิยม

เหวินช่วงและกั๋วเฉากลายเป็นแหล่งรายได้มหาศาล โดยกลุ่มคนหนุ่มสาวและวัยกลางคนอายุ 18 ถึง 35 ปี เป็นกำลังหลักในการบริโภคสินค้าสไตล์กั๋วเฉา คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 76.34% โดย 62% ของผู้บริโภคและกลุ่มชนชั้นกลางที่มีรายได้ต่อเดือนระหว่าง 5,000 ถึง 15,000 หยวน เป็นกลุ่มผู้บริโภคหลัก คิดเป็น 68.2% (จากข้อมูลของ 北京日报)

จากรายงานของสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งประเทศจีน ระบุว่า ขนาดตลาดของอุตสาหกรรมกั๋วเฉามีมูลค่าเกิน 2.3 ล้านล้านหยวนในปี 2024 และคาดว่าจะเกิน 2.5 ล้านล้านหยวนในปี 2025

และจากข้อมูลของ iiMedia Research ตลาดกั๋วเฉาคาดว่าจะทะลุ 3 ล้านล้านหยวนในปี 2028

มันใหญ่โตถึงขนาดนี้แล้ว!

เหวินช่วง (และ IP ด้านวัฒนธรรมอื่นๆ ของจีน) จึงไม่ใช่งานอดิเรกและหรือกระแสนิยมวูบวาบ แต่เป็นจักรกลสำคัญของสังคมจีนเลยทีเดียว

ไม่เช่นนั้น สีจิ้นผิง คงจะไม่เอ่ยถึง "สุนทรียะระดับตัวท็อป" ซึ่งถือเป็นความสำเร็จระดับชาติในปีที่ผ่านๆ มา

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ผลิตภัณฑ์เหวินช่วงที่ทำเป็นคลิปหนีบในธีม "ซูตงพอ" (东坡说乐) กวีเอกของจีนสมัยราชวงศ์ซ่งพร้อมกับข้อความทีเล่นทีจริง จัดจำหน่ายที่ร้านค้าแห่งหนึ่งถนนเป่ยจิงลู่ เมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง ภาพโดยผู้เขียน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...