LINE MAN Wongnai ขับเคลื่อน “คนละครึ่งพลัส” อัด 300 ล้านบาท สร้างแคมเปญช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย
LINE MAN Wongnai ขับเคลื่อน "คนละครึ่งพลัส" ขึ้นแท่นอันดับ 1 แพลตฟอร์มร้านค้าลงทะเบียนร่วมโครงการ อัด 300 ล้านบาท สร้างแคมเปญช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย พร้อมปลุกพลังเศรษฐกิจท้องถิ่น ผ่านยุทธศาสตร์ นครพนม Next Chapter ด้วยการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 - โครงการ "คนละครึ่งพลัส" ได้รับการจับตามองในฐานะมาตรการสำคัญที่เป็นความหวังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญให้ผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อยทั่วประเทศสามารถเข้าถึงผู้บริโภคและสร้างการเติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม
นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ได้เปิดเผยถึงผลลัพธ์ที่น่าประทับใจจากโครงการ "คนละครึ่ง" ที่ผ่านมา โดยชี้ให้เห็นว่ามาตรการนี้ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อร้านค้าที่เข้าร่วมบนระบบเดลิเวอรีแล้วกว่า 100,000 ร้านค้า สถิติแสดงให้เห็นว่า ร้านค้าเหล่านี้สามารถสร้างการเติบโตของยอดขายเฉลี่ยได้สูงถึง 1-5 เท่า และในบางกรณี ร้านค้าขนาดเล็กก็สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างน่าทึ่งถึง 16 เท่า ซึ่งตอกย้ำว่าโครงการนี้เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพในการสร้างความยั่งยืนให้กับร้านอาหารทั่วประเทศ
เสียงสะท้อนจากภาคส่วนต่าง ๆ ยืนยันถึงความสำคัญของโครงการนี้ นางสาวฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย ได้เปรียบโครงการนี้เป็นเสมือน "สเตียรอยด์" ที่จะช่วยฉีดให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยถือเป็น "ของขวัญที่ดีที่สุด" สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและ Micro SME กว่า 600,000 ร้านค้า ที่จะสามารถเข้าถึงโอกาสในการทำธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อสังเกตถึงความท้าทายด้านความเข้าใจในระบบภาษี โดยเฉพาะเรื่องการบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่อาจทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น และเสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการสร้างแรงจูงใจและขยายเพดานรายได้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
ด้านผู้ประกอบการจริงอย่าง นายธนันท์รัท เกื้อหนุน เจ้าของร้านตำยำยั่ว by โบตั๋น ยืนยันว่าโครงการนี้เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ยอดขายของร้านเติบโตขึ้นถึง 2-3 เท่า และยังช่วยบริหารจัดการความแออัดบริเวณหน้าร้านได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน นายคุณาพงศ์ เตชวรประเสริฐ กูรูร้านอาหาร ก็ได้มองว่าโครงการนี้คือ โอกาสทอง สำหรับร้านค้าในการยกระดับธุรกิจสู่ความยั่งยืน โดยแนะนำว่าไม่ควรกังวลเรื่องภาษี แต่ควรใช้โอกาสนี้ในการเข้าสู่ระบบอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งจะเพิ่มความน่าเชื่อถือและเป็นรากฐานสำคัญในการขยายกิจการในอนาคต
สำหรับ LINE MAN มีจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมลงทะเบียนโครงการ “คนละครึ่งพลัส” กับแพลตฟอร์มวันแรกสูงถึงกว่า 32,990 ร้านค้า ในฐานะพาร์ทเนอร์หลักที่สามารถช่วยขยายฐานลูกค้าและสร้างยอดขายในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว อีกทั้งบริษัทได้ทุ่มงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท ในการอัดแคมเปญโปรโมชันครั้งใหญ่ เพื่อดึงผู้ใช้สิทธิ "คนละครึ่ง" เข้าสู่แพลตฟอร์มให้ได้มากที่สุด
นอกจากนี้ ยังได้มอบสิทธิประโยชน์พิเศษเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับร้านค้า ดังนี้:
- อัตราค่าธรรมเนียมพิเศษ (GP): ลดเหลือเพียง 7% สำหรับร้านค้าที่ลงทะเบียนวันแรก (3 พ.ย. 68) และ 9% ตลอดระยะเวลาโครงการ
- ขยายขีดความสามารถการจัดส่ง: ขยายระยะทางส่งฟรีใน 5 กิโลเมตรแรก
- การพัฒนาทักษะ (Up-Skill/Re-Skill): จัดกิจกรรมร่วมกับ Depa เพื่อให้ความรู้ด้านการทำบัญชีและการใช้เทคโนโลยี (POS) เป็นการปูทางให้ร้านค้ามีมาตรฐานและสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น
นครพนม Next Chapter โมเดลแห่งการเติบโตในเมืองรอง
กลยุทธ์ของ LINE MAN Wongnai ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่หัวเมืองใหญ่ แต่ได้ขยายบริการไปยังอำเภอรองและพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด ‘เมืองรองกำลังโต (High Growth City)’ โดยจังหวัดนครพนมเป็นกรณีศึกษาที่โดดเด่นที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ รองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะและรัฐกิจสัมพันธ์ LINE MAN Wongnai ได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าสนใจ โดยระบุว่า ยอดออเดอร์ในนครพนมมีการเติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่อง ข้อมูลภาพรวมการเติบโตแบบปีต่อปี (YoY) ยืนยันความโดดเด่นนี้:
- GMV (มูลค่าธุรกรรมรวม): เติบโตสูงถึง 16% (สูงกว่าเฉลี่ยภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ 14%)
- จำนวนออเดอร์: เติบโต 12% (สูงกว่าเฉลี่ยภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ 10%)
- จำนวนผู้ใช้: เติบโต 11% (สูงกว่าเฉลี่ยภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ 5%)
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในท้องถิ่นที่เปิดรับการใช้บริการดิจิทัลเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ยังพบว่าเมืองรองในภาคอีสานหลายแห่งก็มีการเติบโตที่ดีเช่นกัน โดย Top 5 เมืองรองที่มีการเติบโตสูงสุดบน LINE MAN ได้แก่ สุรินทร์ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และมุกดาหาร
ในด้านพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เมนูยอดนิยมในภาคอีสานยังคงเป็นเมนูพื้นบ้านอย่าง ส้มตำ โดยเฉพาะ ตำป่า และ ตำปูปลาร้า โดยมีช่วงเวลาพีคของการสั่งอาหารคือ 11.00–14.00 น. ส่วนหมวดเครื่องดื่ม เทรนด์ที่มาแรงทั่วประเทศอย่าง อเมริกาโน่ และ มัทฉะ ก็ได้รับความนิยมอย่างสูง
ยกระดับร้านค้าเล็ก สู่การแข่งขันระดับโลก สร้างงานท้องถิ่น
นายอิสริยะ กล่าวต่อว่า LINE MAN Wongnai ยังมุ่งสนับสนุนเศรษฐกิจไทย โดยมองว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเป็น "จุดเชื่อม" หรือ "สะพาน" ที่ช่วยให้ร้านค้าขนาดเล็กสามารถแข่งขันได้เทียบเท่ากับร้านใหญ่ได้ หากมีการใช้งานอย่างถูกวิธี ซึ่งเป็นการยกระดับการแข่งขันของร้านค้าขนาดเล็กไปสู่ระดับที่สูงขึ้น
การสนับสนุนไม่ได้หยุดอยู่แค่การเข้าถึงลูกค้า แต่ยังรวมถึงการพัฒนาคุณภาพ โดย LINE MAN ได้มอบรางวัล User Choice ให้แก่ร้านอาหารที่ได้รับคะแนนรีวิวเฉลี่ยดี ซึ่งในนครพนมมีร้านที่ได้รับรางวัลนี้ถึง 17 ร้าน เพื่อเป็นการการันตีและผลักดันให้ร้านค้ามีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การขยายตัวของแพลตฟอร์มยังส่งผลบวกต่อการสร้างงานในท้องถิ่นอีกด้วย โดยรายได้เฉลี่ยของไรเดอร์ต่อวันอยู่ที่ 480 บาท ซึ่งสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ และไรเดอร์ที่เข้าใจระบบอย่างลึกซึ้งสามารถทำรายได้สูงสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง 3,500 บาทต่อวัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่
“โครงการคนละครึ่งพลัสบนแพลตฟอร์มดิจิทัลได้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ใช่เพียงมาตรการระยะสั้น แต่เป็นโอกาสในการเปลี่ยนลูกค้าจากระยะสั้นให้เป็นลูกค้าระยะยาว โดยผลักดันให้ยอดขายบนเดลิเวอรีเพิ่มขึ้นได้ถึง 300% LINE MAN Wongnai มุ่งมั่นที่จะใช้ศักยภาพทางเทคนิคเพื่อออกแบบประสบการณ์การใช้งานให้ง่ายและเป็นมิตรต่อผู้ใช้และร้านค้ามากที่สุด ควบคู่ไปกับการจัดแคมเปญที่จัดเต็ม เพื่อให้โครงการนี้เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของร้านอาหารและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในจังหวัดนครพนมและทั่วประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง”