6-6-6 Walking เทรนด์การเดินที่เรียบง่าย สุขภาพดีได้ ไม่ต้องหักโหม
หลายคนอาจคิดว่าการออกกำลังกายที่ “ดีพอ” ต้องหนัก แต่ความจริงแล้ว ร่างกายของเราต้องการสิ่งที่เรียบง่ายกว่านั้นมาก บางครั้งแค่ “การเดิน” ก็ช่วยได้มากกว่าที่คิด
.
ช่วงปีที่ผ่านมา เทรนด์ “การเดินแบบญี่ปุ่น” เริ่มเป็นที่สนใจ เพราะช่วยเพิ่มความเข้มข้นให้การเดินโดยไม่ต้องถึงขั้นวิ่ง และตอนนี้ก็มีอีกวิธีที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมาก เหมาะกับคนที่อยากเริ่มต้นดูแลสุขภาพ นั่นคือ การเดินแบบ 6-6-6 หรือ 6-6-6 Walking
.
.
การเดินแบบ 6-6-6 คืออะไร?
.
Christopher Gagliardi เทรนเนอร์ส่วนบุคคลที่ได้รับการรับรองจาก ACE อธิบายว่า การเดินแบบ 6-6-6 คือการเดินออกกำลังกายเป็นเวลา 60 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน ในช่วง 6 โมงเช้า หรือ 6 โมงเย็น
.
ในระยะเวลา 60 นาทีนี้ แนะนำให้เริ่มด้วยการเดินวอร์มอัป 6 นาทีแบบช้าๆ ตามด้วยเดินเร็ว 48 นาที เพื่อกระตุ้นหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด และจบด้วยการเดินคูลดาวน์ 6 นาที เพื่อผ่อนคลายร่างกายหลังออกกำลังกาย
.
วิธีนี้ทำได้ง่ายๆ ทุกที่ ทุกเวลา ขอแค่มีเวลาว่างประมาณ 1 ชั่วโมง โดยการเดินเร็ว 1 ชั่วโมง จะได้ประมาณ 5,500 ก้าว ซึ่งมากกว่าครึ่งของเป้าหมายยอดนิยมอย่าง 10,000 ก้าวต่อวัน
.
.
ทำไมการเดินรูปแบบนี้ถึงสำคัญ?
.
งานวิจัยจากฮังการีในปี 2023 ชี้ว่า การเดินอาจเป็นหนึ่งใน “กลยุทธ์ชะลอวัย” ที่ดี ช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับอายุ เช่น ความดันโลหิตสูง มะเร็ง บรรเทาอาการปวดจากปัญหากล้ามเนื้อและกระดูก ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น เสริมสุขภาพจิต และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกายรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น
.
อีกงานวิจัยยังพบว่า แค่เดินเร็วรวมประมาณ 2.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ก็ช่วยลดความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าได้ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ออกกำลังกายเลย
.
ที่สำคัญแม้การเดินจะดูเป็นกิจกรรมธรรมดา แต่ก็ใช้พลังงานมากกว่าที่คิด ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายจาก Decathlon ระบุว่า การเดินเร็ว 1 ชั่วโมงที่ความเร็วประมาณ 5 ไมล์ต่อชั่วโมง เผาผลาญพลังงานได้ถึง 610 แคลอรี
.
การเดินแบบ 6-6-6 จึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะไม่โหด ไม่ต้องใช้อุปกรณ์แพงๆ แต่ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและทำได้จริง
.
.
วิธีนี้เหมาะกับทุกคนไหม?
.
แม้ 6-6-6 Walking จะเป็นเทรนด์ที่ดี แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนว่ามีข้อควรระวังอยู่เหมือนกัน
.
1) อาจ “เข้มงวดเกินไป” สำหรับบางคน
บางคนทำตามได้ แต่บางคนมีงาน มีลูกเล็ก หรือมีภาระที่ทำให้เดินวันละ 1 ชั่วโมงหรือเดินเวลาเดิมทุกวันไม่ได้ และถ้ากดดันตัวเองมากเกินไป อาจลงเอยด้วยการล้มเลิกไปทั้งหมดเลย
.
2) ไม่ได้ออกแบบมาแบบเฉพาะบุคคล
ไม่มีการปรับตามอายุ ระดับความฟิต หรือภาวะสุขภาพ หากไม่คุ้นกับการออกกำลังกาย ก็อาจเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ เช่น เจ็บหน้าแข้งหรือเป็นรองช้ำ
.
3) ถ้าเริ่มไม่ไหว ให้เริ่มจากเล็กๆ
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ให้เริ่มจาก 20-30 นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มระยะเวลา และที่สำคัญคือให้ “ฟังร่างกายตัวเอง”
.
สำคัญกว่านั้น หากใครมีอาการบาดเจ็บ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มเดินออกกำลังกาย ส่วนคนที่มีโรคหัวใจ ปัญหาข้อต่อ หรือเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ขยับตัวในชีวิตประจำวัน ก็ควรขอคำแนะนำจากแพทย์ก่อนเช่นกัน
.
.
สุดท้าย เทรนด์นี้ชวนให้เรากลับมาคิดใหม่ว่า “การดูแลตัวเอง ไม่จำเป็นต้องยากเสมอไป”
.
สุขภาพที่ดีไม่ได้เริ่มจากความสมบูรณ์แบบ แต่เริ่มจาก “การเริ่มต้นเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน” และบางครั้งสิ่งนั้นก็อาจเป็นแค่ “การเดิน”
.
.
อ้างอิง
- The 6-6-6 Walking Trend Makes Cardio Easier Than Ever : Jeanne Ballion, Vogue - https://bit.ly/4nQx1MZ
- Can the 6-6-6 Challenge Get You Into the Walking Habit? : Erica Sweeney, Everyday Health - https://bit.ly/3LK80Wm
.
.
#health
#walking
#trend
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast