โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดคู่มือบริหารภาษีด้วยประกัน ฉบับมนุษย์เงินเดือน-ฟรีแลนซ์-ผู้ประกอบการ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 พ.ย. 2568 เวลา 11.25 น. • เผยแพร่ 17 พ.ย. 2568 เวลา 04.25 น.

คอลัมน์ Insurance : วารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนพฤศจิกายน 2568 (ฉบับที่ 523)

บริษัทประกันชีวิต เปิดเทคนิคบริหารภาษีโค้งสุดท้ายปลายปี ส่งแบบประกันสะสมทรัพย์ ตลอดชีพ-บำนาญ-สุขภาพ เจาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ ผู้ประกอบการ เลือกวางแผนภาษีอย่างคุ้มค่ามั่นคงในระยะยาว

การวางแผนบริหารภาษี คือ การจัดการและวางแผนการเงินเพื่อให้สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้อย่างเต็มที่และถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการลงทุน การออม หรือ ประกันชีวิต ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้งหลายล้วนเป็นประโยชน์กับแต่ละบุคคลในอนาคต แต่สิ่งที่มักจะถูกมองข้ามคือเหตุการณ์ไม่คาดหวังที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเองในอนาคตและส่งผลต่อการดำเนินต่อของชีวิต ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่จะต้องจัดการวางแผนเพื่อลดผลกระทบ

ที่สำคัญ มูลค่าของประกันชีวิตจะเป็นไปที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ตลอดอายุสัญญา ต่างกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นที่สามารถลดหย่อนภาษี แต่มีความเสี่ยงที่มูลค่าการลงทุนอาจลดลงได้ตามสภาวะตลาด ดังนั้น ประกันชีวิต ประกันภัย จึงเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งเรื่อง การบริหารภาษีและการบริหารความเสี่ยงไปพร้อมๆ กันในผลิตภัณฑ์เดียวเพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำหรับการวางแผนบริหารภาษีไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ประกอบการ

3 ขั้นตอนวางแผนภาษีเป็นระบบ

[caption id="attachment_209078" align="aligncenter" width="1000"]

นายกรณ์ ชินสวนานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แรบบิท ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)[/caption]

นายกรณ์ ชินสวนานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แรบบิท ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การตัดสินใจเลือกทำประกันชีวิตสำหรับมนุษย์เงินเดือนนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเป็นการสร้างความมั่นคงและบริหารความเสี่ยงให้กับชีวิตและครอบครัว อาทิ สร้างหลักประกัน โดยประกันชีวิตทำหน้าที่บรรเทาความเสี่ยง โดยการโอนย้ายภาระทางการเงิน หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น การเสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือการเจ็บป่วยรุนแรง เงินสินไหมทดแทนจากประกันชีวิตจะช่วยครอบคลุมและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้

ทั้งนี้ การสร้างวินัยทางการเงินและการออมระยะยาว จากการชำระเบี้ยประกันอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเสริมสร้างวินัยในการออมเงินอย่างสม่ำเสมอ เป็นการเก็บออมที่มีผลลัพธ์ชัดเจน และมีหลักประกันคุ้มครองควบคู่กันไป พร้อมรับประโยชน์ที่ได้รับเพิ่มเติม คือ “การลดหย่อนภาษี” ซึ่งการเลือกทำประกันชีวิตเป็นวิธีที่ช่วยลดภาระภาษีได้ โดยเบี้ยประกันที่จ่ายไปสามารถนำมาหักเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร ดังนี้

  • ประกันชีวิตแบบทั่วไป (ระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป) : ลดหย่อนได้ตามเบี้ยประกันที่จ่ายจริงสูงสุด 100,000 บาท
    • ประกันสุขภาพตนเอง : ลดหย่อนได้ตามเบี้ยประกันที่จ่ายจริง สูงสุด 25,000 บาท
    • ประกันชีวิตแบบบำนาญ : ลดหย่อนได้ตามเบี้ยประกันที่จ่ายจริงสูงสุด 200,000 บาท

“การทำประกันชีวิตเพื่อวางแผนภาษีจึงไม่ใช่แค่การซื้อ “ค่าลดหย่อน” แต่เป็นการ “ลงทุนในความมั่นคง” ควบคู่ไปกับการ “บริหารสภาพคล่องทางการเงิน” เพื่อเป็นการเปลี่ยนรายจ่ายที่ต้องเสียภาษีไปเป็นเงินออมที่มีความคุ้มครองและสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต”

นายกรณ์แนะนำว่า สำหรับมนุษย์เงินเดือนนั้น การวางแผนบริหารภาษี หรือ Tax Planning คือ สิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่งคงทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ มี 3 ขั้นตอนที่ชัดเจน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การประเมินสถานะและฐานภาษี เพื่อให้รู้ว่าภาระภาษีที่แท้จริงคือเท่าไหร่ และสามารถวางแผนล่วงหน้าในการบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการประเมินและรวมเงินได้พึงประเมินตลอดทั้งปี (เงินเดือน, โบนัส, รายได้อื่นๆ) จากนั้นคำนวณเบื้องต้น เพื่อหาว่าเงินได้สุทธิจะตกอยู่ในอัตราภาษีขั้นใด เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนการใช้สิทธิลดหย่อนที่เหมาะสม

ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาและบริหารสิทธิลดหย่อน ซึ่งควรศึกษาและทบทวนรายการค่าลดหย่อนทั้งหมดที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างละเอียด เพราะยิ่งมีค่าลดหย่อนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยลดภาระภาษีได้มากขึ้นเท่านั้น

ขั้นตอนที่ 3 การวางแผนการออมและการลงทุนอย่างเหมาะสม โดยคำนวณจำนวนเงินที่เหมาะสมในการใช้สิทธิลดหย่อนผ่านผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ประกันชีวิต, กองทุน RMF ประกันบำนาญ หรือประกันสุขภาพ โดยต้องรักษาสมดุลทางการเงิน ไม่นำเงินไปออมหรือลงทุนมากเกินไป จนกระทบต่อสภาพคล่องของตนเอง สิ่งสำคัญคือ การสร้างวินัยทางการเงินด้วยการทยอยลงทุนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

“การทำตามขั้นตอนเหล่านี้อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้มนุษย์เงินเดือนทุกคนสามารถบริหารจัดการภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็น “เครื่องมือ” ในการสร้างความมั่งคงได้อย่างยั่งยืน”

อย่างไรก็ตาม การวางแผนภาษีแท้จริงแล้วขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล เพราะเงินได้ของแต่ละคน หรือค่าลดหย่อนต่างๆ ไม่เท่ากัน ดังนั้น หากพูดถึงการวางแผนภาษีด้วยประกันแบบทั่วไป ขอแนะนำ ดังนี้

  • เพิ่มความมั่นคงให้ชีวิต โดยการจัดพอร์ตควรเริ่มต้นจากการสร้างความมั่นคงทางการเงินเป็นอันดับแรก ซึ่งทำได้ด้วยการใช้สิทธิลดหย่อนในส่วนแรกที่รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท โดยควรต้องมีการทำประกันสุขภาพเพราะสิ่งที่จำเป็นที่สุด เนื่องจากการทำประกันสุขภาพจะเป็นการโอนย้ายความเสี่ยงจากภาระค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ การจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพ สามารถนำเบี้ยประกันที่ชำระไปแล้วใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุด 25,000 บาท เพื่อเป็นการป้องกันเงินออมทั้งหมดไม่ให้ถูกกระทบจากค่ารักษาพยาบาล
  • การทำประกันชีวิต วัตถุประสงค์เพื่อเติมสิทธิลดหย่อนที่เหลือให้ครบ 100,000 บาท โดยควรเลือกประกันชีวิตที่เหมาะกับตัวเองตามความสามารถในการชำระเบี้ย ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยสร้างหลักประกันทางการเงินให้แก่ครอบครัว และเป็นการสร้างวินัยการออมที่มีผลตอบแทนชัดเจนควบคู่กันไป
  • กรณีที่มนุษย์เงินเดือนต้องการวางแผนเกษียณนั้น หากเป็นกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่มีภาระภาษีในอัตราสูง ตั้งแต่ 15% ขึ้นไป แบบประกันชีวิตแบบบำนาญ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดหย่อนภาษีในส่วนที่สอง โดยสามารถลดหย่อนได้สูงสุด 200,000 บาท

“ทั้งนี้ การวางแผนภาษีด้วยประกันที่เหมาะสม คือการให้ความสำคัญกับ ความคุ้มครอง และสุขภาพก่อน จากนั้นจึงจัดสรรเงินทุนไปสู่ การออมและการเกษียณ ผ่านประกันชีวิตทั่วไปและประกันบำนาญตามลำดับความจำเป็น ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการประหยัดภาษีด้วยประกัน โดยที่มีความมั่นคงทางการเงินในชีวิตครบทุกด้าน”

มนุษย์เงินเดือนลดหย่อนภาษีได้คุ้มค่า

ด้าน บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ FWD ประกันชีวิต เปิดเผยว่า การทำประกันชีวิต เป็นเครื่องมือทางการเงินที่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งเรื่องการบริหารภาษีและการบริหารความเสี่ยงไปพร้อมๆ กันในผลิตภัณฑ์เดียว เนื่องจากเบี้ยประกันที่จ่ายสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่กฎหมายกำหนด สูงสุด 300,000 บาท สำหรับประกันบำนาญรวมกับประกันชีวิตทั่วไป

โดยประกันชีวิตและประกันสุขภาพ เปรียบเสมือนเกราะป้องกันทางการเงินที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยร้ายแรงหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และการชำระเบี้ยประกันรายปีอย่างสม่ำเสมอ เป็นการสร้างวินัยการออมระยะยาวโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการวางแผนเกษียณอายุหรือสร้างเงินทุนสำหรับเป้าหมายในอนาคตได้

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ต้องการวางแผนภาษีอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจฐานภาษีและเป้าหมายในชีวิต คือ การคำนวณรายได้และค่าลดหย่อนพื้นฐานเพื่อทราบว่าตนเองอยู่ในฐานภาษีเท่าไหร่ และควรใช้สิทธิ์ลดหย่อนเพิ่มเติมอีกเท่าไหร่จึงจะคุ้มค่าที่สุด จากนั้นต้องกำหนดเป้าหมายของชีวิต คือ ความต้องการหลักของตนเอง เช่น ต้องการความคุ้มครองสุขภาพมากน้อยแค่ไหน ต้องการออมเงินเพื่อเป้าหมายระยะสั้น-กลาง หรือต้องการวางแผนเกษียณอย่างมั่นคง หรือต้องการลงทุนเพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง

ตัวอย่างเช่น สาย Wealth Builder ที่ต้องการสร้างความมั่งคั่งให้เงินในกระเป๋า ออมก่อน สบายทีหลัง แนะนำให้ทำประกันสะสมทรัพย์ ซึ่งเป็นการออมแบบมีเป้าหมาย เสริมความมั่นคงให้ชีวิตเพื่อใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท และสามารถวางแผนความคุ้มครองด้านสุขภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการรักษาพยาบาลในอนาคต เพื่อใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้สูงสุด 25,000 บาท (ในกรณีที่มีเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปรวมประกันสุขภาพ ลดหย่อนได้รวมสูงสุด 100,000 บาท)

สาย Retirement Planner ควรวางแผนเกษียณอย่างมั่นใจด้วยประกันบำนาญ (ใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้รวมสูงสุด 300,000 บาท) การวางแผนเกษียณ คือ การมอบของขวัญให้ตัวเองในอนาคต เพื่อให้มีรายได้ประจำหลังอายุ 60 ปี และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเงิน (*เบี้ยประกันบำนาญสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท แยกต่างหากจากสิทธิ์ลดหย่อนประกันชีวิตและสุขภาพ 100,000 บาทแรก แต่เมื่อรวมกับสิทธิ์ลดหย่อนประกันชีวิตและประกันสุขภาพทั่วไปแล้ว ต้องไม่เกิน 300,000 บาท เช่น หากจ่ายเบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไป 50,000 บาท และจ่ายเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญอีก 250,000 บาท เราสามารถนำเบี้ยรวม 300,000 บาท มาลดหย่อนได้ทั้งหมด)

สาย Smart Investor แนะนำประกันชีวิตควบการลงทุน Unit Linked (ลดหย่อนเฉพาะค่าใช้จ่ายในการดําเนินการประกันภัย ค่าการประกันภัย และค่าธรรมเนียมการบริหารกรมธรรม์) สำหรับนักลงทุนที่ต้องการผสานความคุ้มครองชีวิตเข้ากับโอกาสในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว ประกันแบบ Unit Linked คือทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงและการเติบโตทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม สำหรับการจัดพอร์ตแบบประกันเพื่อลดหย่อนภาษีไม่ได้มีสูตรตายตัว แต่ควรยึดหลักการจัดสรรตามความจำเป็นด้านความคุ้มครอง และเป้าหมายทางการเงินเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่ต้องการลดหย่อนภาษี FWD ประกันชีวิต แนะนำให้จัดสรรพอร์ตโดยเน้น 3 ส่วนหลัก ดังนี้

“สัดส่วนนี้จะช่วยให้มนุษย์เงินเดือนสามารถใช้สิทธิ์ได้เต็มที่ โดยเน้นไปที่ส่วนลดหย่อนสูงสุด (บำนาญ) ควบคู่ไปกับการป้องกันความเสี่ยง (สุขภาพ) และการสร้างความมั่งคั่ง (ออม/ลงทุน) ซึ่งเป็นการวางรากฐานชีวิตอย่างรอบด้าน”

ตัวอย่าง สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ 300,000-500,000 บาทต่อปี ซึ่งอยู่ในฐานภาษีที่เสียภาษี 5-10% ดังนั้น การลดหย่อนภาษีมีความสำคัญมาก แนะนำให้เน้นการวางแผนให้สมดุล ระหว่างการสร้างความมั่นคงและการออม รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล โดยพยายามใช้สิทธิ์ลดหย่อนให้ได้เต็มที่ 100,000 บาท

ตัวอย่าง สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ 500,000-1,000,000 บาทต่อปีซึ่งต้องเสียภาษี 15- 20% และมีกำลังในการออมสูงขึ้น การวางแผนต้องเน้นการใช้สิทธิ์ลดหย่อนให้เต็มที่มากที่สุด โดยควรเน้นการทำประกันบำนาญ เพื่อให้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้รวมสูงสุด 300,000 บาท เมื่อรวมกับประกันชีวิตทั่วไป นอกจากนี้ Unit Linked ยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับสาย Smart Investor ที่ต้องการความยืดหยุ่นและการสร้างผลตอบแทนระยะยาว

บันได 4 ขั้นบริหารภาษีฟรีแลนซ์

[caption id="attachment_209079" align="aligncenter" width="476"]

นางสาวอุมาพันธุ์ เจริญยิ่ง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)[/caption]

นางสาวอุมาพันธุ์ เจริญยิ่ง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) แนะนำว่า ปัจจุบันหลายคนเลือกที่จะทำงานฟรีแลนซ์เนื่องจากข้อดีคือ การบริหารเวลา และการเลือกทำอาชีพอิสระตามใจฝัน อย่างไรก็ดี อาชีพฟรีแลนซ์ก็จะมีความไม่แน่นอน และแตกต่างจากมนุษย์เงินเดือนทั้งในรูปแบบของรายได้ที่ไม่ประจำ อาจได้ก้อนใหญ่กว่าหรือน้อยกว่าก็ได้ในแต่ละเดือน นอกจากนี้ยังแตกต่างในเรื่องสวัสดิการรักษาพยาบาล การออมเพื่อการเกษียณ ไปจนถึงภาระภาษีจ่ายที่อาจสูงจนน่าตกใจถ้าไม่ได้จดบันทึกรายรับไว้ แล้วรอมาคำนวณภาษีปลายปี

ดังนั้น อาชีพฟรีแลนซ์จึงควรเลือกประกันชีวิตเป็นเครื่องมือในการวางแผนภาษี เพราะได้รับประโยชน์สองเด้ง จาก “เด้งแรก” ได้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 300,000 บาทต่อปี เมื่อรวมทั้งประกันชีวิตที่คุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป ประกันชีวิตแบบบำนาญ และประกันสุขภาพ “เด้งที่สอง” ยังได้บริหารความเสี่ยงทั้งชีวิตและสุขภาพ รวมถึงวางแผนเกษีนณอีกด้วย หากเกิดเหตุไม่คาดฝันก็มีทุนชีวิตไว้ไปปิดภาระหนี้สิน หรือให้เงินก้อนเป็นทุนไว้กับคนที่เรารัก ในขณะที่เจ็บป่วยก็มีทุนสุขภาพให้อุ่นใจ แก่ตัวไปก็มีบำนาญไว้ใช้ในยามเกษียณ

นางสาวอุมาพันธุ์แนะนำว่า เพื่อให้การบริหารภาษีของกลุ่มฟรีแลนซ์กับบันได 4 ขั้น ดังนี้

  • บันไดขั้นที่ 1 รวบรวมรายได้ ที่ได้รับทั้งหมดตั้งแต่ต้นปี รวมถึงประมาณการรายได้ที่จะได้รับในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี ขั้นตอนนี้สำคัญ เพราะนอกจากจะเก็บหลักฐานรายได้ที่ได้รับว่า มีจำนวนเท่าไรแล้ว ฟรีแลนซ์ควรสำรวจว่า มีหลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยหรือไม่ ถ้ามี จำนวนเท่าไร เพื่อที่จะเป็นตัวช่วยในการคำนวณภาษีว่า ได้มีการจ่ายไปบางส่วนก่อนหน้าแล้ว
    • บันไดขั้นที่ 2 รวบรวมค่าลดหย่อนทั้งในรูปของการออมผ่านกองทุนและประกัน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนการออมแห่งชาติ การลงทุนในกองทุนรวมประหยัดภาษี การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต รวมถึงค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่ภาครัฐให้ เช่น ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมซื้อบ้าน เงินบริจาค เงินซื้อสินค้าในมาตรการลดหย่อนภาษี โดยรวบรวมตั้งแต่ต้นปี จนถึงปัจจุบันว่ามีจำนวนเท่าไร ใช้สิทธิไปแล้วเท่าไร และเหลือสิทธิเท่าไร
    • บันไดขั้นที่ 3 คำนวณภาษีที่ต้องชำระ และสำรวจว่า มีวงเงินให้ซื้อผลิตภัณฑ์ลดหย่อนภาษีได้เพิ่มหรือไม่
    • บันไดขั้นที่ 4 เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่ตอบโจทย์ความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ โดยพิจารณาจากความคุ้มครองที่ต้องการ ทุนประกัน และความสามารถในการจ่ายเบี้ย

โดยในการบริหารภาษีผ่านประกันของกลุ่มฟรีแลนซ์นั้น สามารถสร้างพอร์ตประกันอย่างมีประสิทธิภาพออกเป็น 5 ส่วนประกอบ คือ 1. ทุนคุ้มครองชีวิต 2. ทุนคุ้มครองสุขภาพ 3. ทุนเพื่อการเกษียณ 4. ทุนชดเชยรายได้ และ 5. ทุนประกันอุบัติเหตุ ซึ่งไม่แตกต่างอาชีพอื่น

อย่างไรก็ดี ในการกำหนดสัดส่วนมากน้อยเพียงใด จะขึ้นอยู่กับความต้องการและความจำเป็นของแต่ละคนเป็นหลัก เช่น ถ้ามีภาระหนี้สิน ความคุ้มครองชีวิตก็ควรให้เพียงพอกับหนี้สินที่มี และสามารถดูแลครอบครัวให้ไปต่อได้ในวันที่เราไม่อยู่ ทุนสุขภาพให้มีเพียงพอกับค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลที่ใช้ประจำ และควรมีความคุ้มครองโรคร้ายแรงไม่ต่ำกว่า 2-3 ล้านบาท

ส่วนทุนเพื่อการเกษียณถือว่าจำเป็นเพราะไม่อยู่ในระบบการออมที่มีนายจ้างช่วยออมให้ ก็ควรแบ่งเงินออมให้อยู่ในรูปของประกันแบบบำนาญ ถ้าฟรีแลนซ์ทำงานที่ต้องเดินทางมาก ประกันอุบัติเหตุย่อมจะมีสัดส่วนสูงกว่าฟรีแลนซ์ที่เขียนงาน ไลฟ์งานหรือออกแบบงานอยู่ที่บ้าน เป็นต้น

ตัวอย่าง สำหรับฟรีแลนซ์ที่มีรายได้ 600,000-1,000,000 บาทต่อปี แนะนำทุนประกันชีวิตและสุขภาพเป็นตัวแรก เพราะฟรีแลนซ์ไม่มีสวัสดิการรักษาพยาบาลแบบมนุษย์เงินเดือน โดยแนะนำทุนประกันชีวิตขั้นต่ำที่ 1.0 ล้านบาท แนบกับสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพ โดยแบบประกันที่แนะนำคือ เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น 99/20 แนบกับแบบ D Health Plus ความคุ้มครองเหมาจ่าย 1.0 ล้านบาทต่อปี ถ้าฟรีแลนซ์เพศชายอายุ 35 ปี จะมีเบี้ยรวมประมาณ 57,000 บาทต่อปี หรือประมาณ 10% ของรายได้ต่อปี

“จุดเด่นของแบบประกัน เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น 99/20 ก็คือเป็นแบบประกันชีวิตตลอดชีพ ซึ่งในช่วงต้นจะให้ความคุ้มครองชีวิต และเมื่ออายุครบ 65 ปี สามารถปรับทุนประกันชีวิตเป็นวงเงินสุขภาพได้ในวัยเกษียณ โดยสามารถใช้สิทธิได้ทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ถือเป็นประกันชีวิตตลอดชีพแบบ 2 in 1 คนซื้อได้ใช้ในยามเกษียณ และช่วยผ่อนหนักเป็นเบากับภาระค่ารักษาพยาบาลในอนาคต”

ตัวอย่าง สำหรับฟรีแลนซ์ที่มีรายได้ 1,000,000 บาทต่อปีขึ้นไป แนะนำทุนประกันเริ่มต้น 5-10 เท่าของรายได้ โดยอาจเลือกวางแผนประกันพร้อมลดหย่อนภาษีที่ เมืองไทยเฟล็กซี่ โพรเทคชั่น 99/20 ทุน 10 ล้านบาท เพื่อสร้างหลักประกันให้ครอบครัว และเปลี่ยนเป็นวงเงินสุขภาพได้ถึง 10 ล้านบาทในวัยเกษียณ ส่วนแบบบำนาญ แนะนำ เฟล็กซี่ รีไทร์ 90/5 (แบบลดหย่อนได้) เพื่อสร้างบำนาญได้ด้วยตนเอง พร้อมแนบสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพ D Health Plus และโอพีดี เพื่อสร้างสวัสดิการรักษาพยาบาลผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกได้ด้วยตนเอง

โดยแบบประกัน เฟล็กซี่ รีไทร์ 90/5 จะมีจุดเด่นที่เลือกอายุรับบำนาญได้ ตั้งแต่อายุ 55, 60 หรือ 65 ปี และบำนาญที่จะได้รับจะเริ่มต้นจาก 12% ของทุนประกัน ขยับเพิ่มขึ้นให้ตามช่วงอายุ เมื่ออายุเพิ่ม เพื่อสอดรับกับค่าใช้จ่ายที่ปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต จนสูงสุดอยู่ที่ 24% ของทุนประกันในช่วงอายุ 86-90 ปี

เสริมภูมิคุ้มกันธุรกิจ

[caption id="attachment_209080" align="aligncenter" width="536"]

นายจัน เฮา ชอง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ และ Chief Risk Officer บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)[/caption]

นายจัน เฮา ชอง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ และ Chief Risk Officer บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า การทำประกันชีวิตหรือประกันภัยถือเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเบี้ยประกันบางประเภทสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่กรมสรรพากรกำหนด ส่วนเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท และประกันชีวิตแบบบำนาญ สามารถลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติมอีก 200,000 บาท

นอกเหนือจากประโยชน์ทางด้านภาษีแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่เจ้าของกิจการและครอบครัว สร้างวินัยทางการออม อีกทั้งยังเป็นการวางแผนบริหารความเสี่ยงในระยะยาว ทั้งในด้านสุขภาพ การเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง การสูญเสียรายได้ หรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน รวมถึงการจัดการมรดกในอนาคตได้อีกด้วย

สำหรับเทคนิคง่ายๆ สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการการวางแผนบริหารภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ ควรเริ่มจากการประเมินรายได้และค่าใช้จ่ายของกิจการ เพื่อคำนวณภาระภาษีที่แท้จริง จากนั้นควรวางแผนการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างครบถ้วน เช่น การลงทุนในกองทุนต่างๆ รวมถึงการซื้อประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพที่สามารถหักลดหย่อนได้ โดยมีขั้นตอน ดังนี้

  • ประเมินสถานะทางการเงินของกิจการและเจ้าของกิจการ
  • ศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาษีนิติบุคคลที่เกี่ยวกับธุรกิจ
  • จัดสรรงบประมาณสำหรับเบี้ยประกันหรือเครื่องมือการลงทุน
  • ปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินหรือที่ปรึกษาประกันชีวิต เพื่อออกแบบแผนให้สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตและธุรกิจ

ทั้งนี้ แนะนำว่า ผู้ประกอบการควรมีการติดตามข่าวสารและการเปลี่ยนแปลงด้านภาษีอย่างต่อเนื่อง เพื่ออัพเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ไม่พลาดเรื่องสำคัญต่างๆ ด้านภาษีที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรง

นายจัน เฮา ชอง แนะนำว่า เพื่อให้การวางแผนประหยัดภาษีสำหรับผู้ประกอบการอย่างเหมาะสม ประกอบด้วย แบบประกันชีวิตระยะยาวเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี อันดับแรกควรทำประกันแบบตลอดชีพ ประกันแบบสะสมทรัพย์ หรือประกันแบบบำนาญ เพื่อสร้างความมั่นคงระยะยาวและรับสิทธิลดหย่อนภาษี โดยควรเป็นสัดส่วนที่มากที่สุด

รองลงมาคือ แบบประกันสุขภาพหรือโรคร้ายแรง เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี และแบบประกันชีวิตควบการลงทุน สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว มีความยืดหยุ่นสูง ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ธุรกิจ โดยเป็นสัดส่วนที่น้อยที่สุด

“จะเห็นได้ว่า โครงสร้างและสัดส่วนการจัดพอร์ตลักษณะนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับทั้งความคุ้มครอง ความมั่นคง และผลประโยชน์ทางภาษีอย่างครบถ้วน ทั้งนี้ สัดส่วนอาจปรับได้ตามรายได้ ความสามารถในการชำระเบี้ย และเป้าหมายทางการเงินของแต่ละธุรกิจ”

ตัวอย่าง สำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้ 500,000-1,000,000 บาทต่อปี แนะนำให้ผู้ประกอบการเริ่มวางแผนภาษีด้วยเบี้ยประกันประมาณ 10-15% ของรายได้ต่อปี หรือราว 50,000-150,000 บาทต่อปี ซึ่งแบบประกันที่เหมาะสม ได้แก่ ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ หรือแบบสะสมทรัพย์ระยะยาว เพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษีและมีเงินคืนระหว่างสัญญา ซึ่งสัดส่วนที่แนะนำ คือ มากกว่า 50% ของเบี้ยประกันต่อปีที่แนะนำ, ประกันสุขภาพ เพื่อคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลที่ไม่คาดคิด ขึ้นอยู่กับการพิจารณาแต่ละบุคคลตามความเหมาะสมกับความคุ้มครองที่มีอยู่

ส่วนผู้ประกอบการที่มีรายได้ 1,000,000 บาทต่อปีขึ้นไป แนะนำให้ผู้ประกอบการเริ่มวางแผนภาษีและจัดงบประมาณสำหรับเบี้ยประกันประมาณ 10-20% ของรายได้ต่อปี โดยเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการลดหย่อนภาษีและการวางแผนมรดก แบบประกันที่เหมาะสม ได้แก่ ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ หรือแบบสะสมทรัพย์ระยะยาว หรือแบบบำนาญ เพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษีและสร้างรายได้ต่อเนื่องในวัยเกษียณ โดยสัดส่วนที่แนะนำคือ มากกว่า 50% ของเบี้ยประกันต่อปีที่แนะนำ, แบบประกันสุขภาพหรือโรคร้ายแรง สำหรับบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาแต่ละบุคคลตามความเหมาะสมกับความคุ้มครองที่มีอยู่

“จากการวางแผนดังกล่าว ผู้ประกอบการจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 300,000 บาทต่อปี ซึ่งแนวทางนี้นอกเหนือจากได้รับความคุ้มครองในทุกช่วงวัยแล้ว ยังเป็นการวางแผนทางภาษีที่คุ้มค่าและยั่งยืนไปพร้อมกัน”

บริหารความเสี่ยงอย่างมั่นคง

บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า ผู้ประกอบการหรือ Keyman คือบุคคลสำคัญที่ขับเคลื่อนธุรกิจและดูแลความมั่นคงของคนในองค์กร ซึ่งในบทบาทนี้ ไม่ใช่แค่ต้องมีวิสัยทัศน์ แต่ยังต้องมีทักษะในการบริหารความเสี่ยง-เพราะธุรกิจต้องเดินต่อ แม้ในวันที่คนสำคัญอาจหยุดพัก ดังนั้น การใช้ “ประกันชีวิต” จึงเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการบริหารความเสี่ยงและการวางแผนภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ เพราะนอกจากช่วยลดภาระภาษีตามสิทธิ์ที่กฎหมายให้ ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทีมงาน คู่ค้า และครอบครัว ว่าธุรกิจมีแผนรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นจริง เพราะในโลกของผู้ประกอบการ ความไม่แน่นอนคือเรื่องแน่นอน การวางแผนล่วงหน้าผ่านประกันชีวิตจึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการรับผิดชอบต่ออนาคตของธุรกิจและคนที่อยู่เบื้องหลัง

สำหรับผู้ประกอบการ หากต้องการวางแผนภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ แนะนำว่า ควรจะพิจารณาวางแผนตามขั้นตอน ดังนี้

  • วิเคราะห์รายได้และค่าใช้จ่าย เพื่อประเมินภาษีที่แท้จริง
  • ศึกษาสิทธิลดหย่อนภาษี เช่น ประกันชีวิต, RMF, SSF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • เลือกเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมและตอบโจทย์ จัดพอร์ตผลิตภัณฑ์ให้สมดุล ครอบคลุมทั้ง ความคุ้มครอง จากประกันชีวิตแบบตลอดชีพ การวางแผนเกษียณ ด้วยแบบสะสมทรัพย์ หรือแบบบำนาญ

สำหรับการวางแผนจัดพอร์ตประกันชีวิตของผู้ประกอบการ ไม่เพียงช่วยสร้างหลักประกันด้านชีวิตและการเงินเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เป็นแผนสำรองทางธุรกิจในกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน และเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิต ซึ่งสามารถลดหย่อนได้สูงสุดถึง 300,000 บาทต่อปี (รวมทั้งประกันชีวิตทั่วไปและประกันแบบบำนาญ) โดยสามารถกำหนดสัดส่วนของพอร์ตประกันชีวิต ดังนี้

ตัวอย่าง สำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้ 500,000-1,000,000 บาท ต้องเสียภาษี 10-20% ของรายได้สุทธิ ตามอัตราภาษีแบบขั้นบันได อ้างอิงการหักลดหย่อนส่วนตัวและประกันสังคม และเหลือรายได้สุทธิที่จะนำมาคำนวณภาษีจะอยู่ที่ประมาณ 380,000-880,000 บาท เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับทั้งความคุ้มครองที่ครอบคลุม และใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เต็มที่ คำนวณจากรายได้ต่อปี 750,000 บาท ฐานภาษี 15% เบี้ยจ่ายประมาณ 10% ของรายได้ ที่ 75,000 บาท

ตัวอย่าง สำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้ 1,000,000 บาท หรือมากกว่า ต้องเสียภาษี 20% ของรายได้สุทธิ ตามอัตราภาษีแบบขั้นบันไดขึ้นไป อ้างอิงการหักลดหย่อนส่วนตัวและประกันสังคม และเหลือรายได้สุทธิที่จะนำมาคำนวณภาษีจะอยู่ที่ประมาณ 831,000 บาท เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับทั้งความคุ้มครองที่ครอบคลุม และใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เต็มที่ คำนวณจากรายได้ต่อปี 1,000,000 บาท ฐานภาษี 20% เบี้ยจ่ายประมาณ 10% ของรายได้ ที่ 100,000 บาท

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนพฤศจิกายน 2568 ฉบับที่ 523 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...