โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

MUIC เผยตลาดแรงงานใหม่ 90% ต้องการคนมีทักษะ AI

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 ธ.ค. 2568 เวลา 02.09 น. • เผยแพร่ 19 ธ.ค. 2568 เวลา 02.09 น.

โลกการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสิ่งที่นายจ้างต้องการในตัวพนักงานก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย

ผลสำรวจล่าสุดจาก “วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล” หรือ MUIC เผยให้เห็นภาพของความต้องการในตลาดแรงงานปัจจุบัน ที่ไม่ได้มองแค่วุฒิการศึกษาหรือเกรดเฉลี่ยอีกต่อไป แต่กำลังให้ความสำคัญกับทักษะเฉพาะที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงมากขึ้น

การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการภายใต้ชื่อ Annual Graduate Employer Survey 2025 โดยรวบรวมข้อมูลจากสองกลุ่มหลัก ได้แก่ บัณฑิตที่จบการศึกษาในปีนี้จำนวน 412 คน และผู้ประกอบการจาก 63 องค์กรชั้นนำที่ครอบคลุมหลากหลายภาคส่วน ทั้งเอกชน รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงอาจารย์ที่ปรึกษานักศึกษาที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ผลที่ได้สะท้อนภาพความเป็นจริงของตลาดงานในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตอันใกล้

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจุฬธิดา โฉมฉาย คณบดี MUIC เปิดเผยว่า ผลการสำรวจชี้ให้เห็นถึงทักษะหลักสามด้านที่นายจ้างให้ความสำคัญสูงสุด โดยด้านแรก คือ ความสามารถในการสื่อสารระดับนานาชาติ ซึ่งผู้ประกอบการถึง 93% ระบุว่า การสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาที่สอง เป็นทักษะที่จำเป็นที่สุดในการคัดเลือกบุคลากร โดยเฉพาะองค์กรที่ดำเนินธุรกิจข้ามพ้นเขตแดน พวกเขาต้องการคนที่ไม่เพียงแค่พูดภาษาได้ แต่ต้องเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่าง สามารถสื่อสารอย่างมืออาชีพในสถานการณ์การทำงานจริง

ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนองาน การเจรจาต่อรอง หรือการทำงานร่วมกับทีมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ด้านที่สอง คือ ความเข้าใจเทคโนโลยี AI และเครื่องมือดิจิทัล ซึ่งมีนายจ้างถึง 90% ที่คาดหวังให้พนักงานใหม่สามารถใช้เครื่องมือ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลและระบบงานดิจิทัลได้อย่างชำนาญ

ซึ่งทักษะเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการไอทีหรือเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กลายเป็นความจำเป็นพื้นฐานในทุกสายอาชีพ ตั้งแต่การตลาด การบริหารธุรกิจ ไปจนถึงงานบริการ เพราะ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานประจำวัน

“คนที่รู้จักใช้เครื่องมือเหล่านี้จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างคุณค่าให้องค์กรมากกว่า”

ด้านที่สาม คือ ความพร้อมในการทำงานจริงและความสามารถในการปรับตัว ผลสำรวจพบว่านายจ้างมากกว่า 75% มองว่าความสามารถในการลงมือทำงานได้ทันทีในปีแรกมีความสำคัญมากกว่าเกรดเฉลี่ยหรือวุฒิการศึกษา ต้องการผู้สมัครที่มีประสบการณ์จากการฝึกงาน โครงงานจริง หรือการเรียนรู้ผ่านสถานการณ์ในภาคธุรกิจ ซึ่งทำให้เข้าใจลักษณะงานและสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมการทำงานได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้นายจ้างส่วนใหญ่จะพอใจกับคุณธรรมและความสามารถในการทำงานเป็นทีมของบัณฑิตไทย แต่ก็มีจุดอ่อนที่ต้องเร่งพัฒนา

โดยนายจ้างมากกว่า 60% พบว่าผู้จบใหม่ยังขาดความมั่นใจในการสื่อสารและความสามารถในการจัดการอารมณ์เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่มีแรงกดดันสูง ทักษะด้านจิตใจและอารมณ์ หรือที่เรียกว่า Emotional Intelligence นี้กำลังกลายเป็นสิ่งจำเป็นในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

เพราะแม้ทักษะทางเทคนิคจะช่วยให้ได้งาน แต่ความฉลาดทางอารมณ์ต่างหากที่จะทำให้คนเติบโตและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้อย่างยั่งยืน

7 แนวทางปรับตัว

จากผลการสำรวจดังกล่าว MUIC ได้สรุปเป็น 7 แนวทางสำคัญที่สถาบันการศึกษาไทยควรปรับตัวให้ทันกับความต้องการของตลาดแรงงาน

แนวทางแรก คือ การฝังทักษะ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลเข้าไปในทุกหลักสูตร ไม่จำกัดเฉพาะสายไอทีเท่านั้น เพื่อให้นักศึกษาทุกสาขามีความรู้พื้นฐานที่จำเป็นในยุคดิจิทัล

แนวทางที่สอง คือ การผนวกการเรียนรู้เข้ากับการทำงานจริง หรือ Work-Integrated Learning โดยให้นักศึกษาได้ฝึกงานและทำงานกับเคสจริงจากองค์กรต่าง ๆ เพื่อลดช่องว่างระหว่างความรู้ทางทฤษฎีกับการปฏิบัติงานจริง

แนวทางที่สาม เน้นการพัฒนาทักษะการสื่อสารเชิงธุรกิจ โดยไม่ได้สอนแค่ไวยากรณ์หรือเพื่อสอบ แต่เป็นภาษาที่ใช้ในการทำงานจริง ไม่ว่าจะเป็นภาษาสำหรับการนำเสนอ การเจรจา การเขียนอีเมล์ธุรกิจ และการทำงานข้ามวัฒนธรรม

แนวทางที่สี่ คือ การจัดเวิร์กช็อปเพื่อฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์กรณีศึกษา การใช้ Decision Tree และการคิดแบบ Hypothesis-driven เพื่อแก้ปัญหาการตัดสินใจที่ไม่ชัดเจน

แนวทางที่ห้า เน้นการพัฒนาความยืดหยุ่นทางอารมณ์และมารยาทในการทำงานระดับมืออาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสามารถทำงานภายใต้แรงกดดันและรักษาความเป็นมืออาชีพได้

แนวทางที่หก คือ การออกแบบเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนและใบรับรองทักษะเฉพาะทาง หรือ Micro-Credentials ที่นายจ้างสามารถเข้าใจได้ว่าผู้สมัครมีทักษะอะไรบ้าง เช่น ด้านข้อมูลและ AI ความปลอดภัยไซเบอร์ การบริการดิจิทัล เทคโนโลยีสุขภาพ หรือความยั่งยืน

และแนวทางสุดท้าย คือ การปรับการสอนภาษาให้เป็นทักษะเพื่อการทำงาน ไม่ใช่แค่เพื่อสอบ แต่เป็นภาษาที่ใช้สื่อสารในงานจริง การสรุปงาน การเจรจา และการนำเสนอ

5 กลุ่มอาชีพโตแรง

นอกจากนี้ MUIC ยังได้วิเคราะห์และชี้ให้เห็นถึง 5 กลุ่มอาชีพที่จะเติบโตสูงในอีกห้าปีข้างหน้า กลุ่มแรก คือ งานด้านดิจิทัล ข้อมูล และ AI เช่น นักวิเคราะห์ข้อมูล วิศวกรข้อมูล และผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ AI อัตโนมัติ

กลุ่มที่สอง คือ งานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการปฏิบัติตามข้อกำหนดดิจิทัล ซึ่งรวมถึงนักวิเคราะห์ความปลอดภัยและผู้เชี่ยวชาญด้านการกำกับดูแลความเสี่ยงและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

กลุ่มที่สาม คือ ธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการที่ผสานกับเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การตลาดดิจิทัลในธุรกิจโรงแรมและการออกแบบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้า

กลุ่มที่สี่ คือ งานด้านการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีแบบองค์รวม โดยเน้นการป้องกันและใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพรายบุคคลและการสื่อสารด้านสุขภาพเฉพาะกลุ่ม

และกลุ่มสุดท้าย คือ งานด้านการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและความยั่งยืน ซึ่งรวมถึงนักวิเคราะห์และจัดทำรายงาน ESG การจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน

ซึ่งอาชีพเหล่านี้ไม่เพียงจะตอบสนองความต้องการของตลาดเท่านั้น แต่ยังสะท้อนทิศทางของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

MUIC นำร่องปรับ 17 สาขาวิชา

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ MUIC ได้นำร่องปรับหลักสูตรใหม่ทั้งหมด 17 สาขาวิชา ครอบคลุมทั้งสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี บริหารธุรกิจ และศิลปศาสตร์ โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างบัณฑิตที่มีความพร้อมในการทำงานจริงทันทีที่จบการศึกษา

โดยบูรณาการทักษะที่จำเป็นในยุค AI และดิจิทัลเข้าไปในเนื้อหาการเรียน พร้อมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านระบบการเลือกวิชาเสริม หรือ I-Design Elective ที่ให้นักศึกษาสามารถออกแบบการเรียนรู้ของตัวเอง เพื่อสร้างทักษะเฉพาะที่ตรงกับความสนใจและเป้าหมายในอนาคต

ศาสตราจารย์แพทย์หญิงจุฬธิดากล่าวเน้นย้ำว่า การปรับหลักสูตรครั้งนี้เป็นการออกแบบการเรียนการสอนใหม่ทั้งระบบให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของตลาดแรงงาน โดยมุ่งเน้นให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง มีโอกาสฝึกฝนทักษะที่จำเป็น และพัฒนาตนเองอย่างรอบด้านทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ เพื่อให้พร้อมก้าวเข้าสู่โลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความซับซ้อนมากขึ้น

การสำรวจนี้ชี้ให้เห็นว่าโลกการทำงานในปัจจุบันไม่ได้มองแค่ใบปริญญาหรือผลการเรียนอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับความสามารถที่แท้จริงในการสร้างคุณค่าให้กับองค์กร

บัณฑิตที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตต้องมีทั้งทักษะทางเทคนิค ความสามารถในการสื่อสาร และความฉลาดทางอารมณ์ควบคู่กันไป ในขณะที่สถาบันการศึกษาก็ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ โดยออกแบบหลักสูตรที่มากกว่าการถ่ายทอดความรู้ แต่ยังสร้างทักษะและประสบการณ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในโลกการทำงาน

เป็นกุญแจสำคัญในการเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายและโอกาสในอนาคต

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : MUIC เผยตลาดแรงงานใหม่ 90% ต้องการคนมีทักษะ AI

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...