โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เงินทุนต่างชาติไหลกลับ “อาเซียน” อินโดนีเซีย-ไทยโดดเด่น ดันภูมิภาคขึ้นแท่นตลาดน่าจับตาปี 2569

การเงินธนาคาร

อัพเดต 29 ธ.ค. 2568 เวลา 11.00 น. • เผยแพร่ 29 ธ.ค. 2568 เวลา 04.00 น.

เงินทุนต่างชาติไหลกลับ "อาเซียน" แรงจูงใจด้านมูลค่าหุ้นที่ยังไม่แพง-ความต้องการกระจายพอร์ตออกจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ หนุนอินโดนีเซีย-ไทยโดดเด่น ดันภูมิภาคขึ้นแท่นตลาดน่าจับตาปี 2569

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 เวลา 06.30 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า กระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมีนัยสำคัญในเดือนธันวาคม 2568 ทำให้อาเซียนถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ของการลงทุนโลกสำหรับปี 2569 โดยแรงดึงดูดสำคัญมาจากระดับมูลค่าหุ้นที่ยังไม่แพง และความจำเป็นของนักลงทุนในการกระจายพอร์ตออกจากตลาดที่แออัดอย่างสหรัฐและหุ้นเทคโนโลยี

ข้อมูลระบุว่า กองทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ในอาเซียนรวม 337 ล้านดอลลาร์ ในเดือนธันวาคม นับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 โดยตลาดอินโดนีเซียและไทยเป็นผู้นำในการดึงดูดเงินทุน หลังจากที่นักลงทุนขายสุทธิหุ้นในภูมิภาคนี้ถึง 10 จาก 11 เดือนก่อนหน้า แม้ทั้งปี 2568 กระแสเงินทุนสุทธิยังคงไหลออกอยู่ราว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ MSCI Asean Index ให้ผลตอบแทนตามหลังดัชนีเอเชียแปซิฟิกโดยรวมถึงราว 13 จุดเปอร์เซ็นต์ ในปี 2568 ซึ่งมากที่สุดในรอบ 5 ปี คือการขาดแคลนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI)อย่างไรก็ดีนอกจากมูลค่าที่อยู่ในระดับน่าซื้อแล้ว ผู้จัดการกองทุนจำนวนมากยังมองอาเซียนเป็นทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาหุ้นเทคโนโลยี ท่ามกลางความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI

คริสโตเฟอร์ หว่อง นักกลยุทธ์พอร์ตจาก Fidelity International กล่าวว่า อาเซียนน่าจะได้อานิสงส์จากความต้องการของนักลงทุนในการขยายการลงทุนออกจากสหรัฐ และจากธีมที่แออัดอย่าง AI พร้อมชี้ว่า ตลาดอาเซียนมีเครื่องยนต์การเติบโตที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ

บางตลาดอย่างเวียดนามยังถูกมองว่าจะได้ประโยชน์จากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกที่ย้ายฐานการผลิตออกจากจีน รวมถึงความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ นอกจากนี้ หุ้นเวียดนามยังมีปัจจัยบวกจากการที่ FTSE Russell ประกาศยกระดับสถานะตลาดเป็นตลาดเกิดใหม่รองเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

แนวโน้มกำไรของตลาดอย่างอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์เริ่มปรับดีขึ้น จากแผนการใช้จ่ายภาครัฐขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ ควบคู่กับสภาพแวดล้อมด้านนโยบายการเงินที่เอื้อต่อการเติบโตในบางประเทศ

ในเชิงมูลค่า ดัชนีหุ้นหลักของอินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม ซื้อขายที่ระดับ 12–15 เท่า ของกำไรคาดการณ์ล่วงหน้า 1 ปี ขณะที่ฟิลิปปินส์ต่ำกว่า 10 เท่า เทียบกับ S&P 500 Index ซึ่งมีค่า P/E มากกว่า 22 เท่า

อย่างไรก็ตามความเสี่ยงยังคงมีอยู่ โดยสองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของภูมิภาคเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง ภายหลังนายกรัฐมนตรีไทย Anutin Charnvirakul ประกาศยุบสภาและกำหนดเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ขณะที่ในอินโดนีเซีย นักลงทุนยังระมัดระวังต่อนโยบายประชานิยมของประธานาธิบดี Prabowo Subianto นอกจากนี้หากธีม AI ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ตลาดอาเซียนอาจยังยากที่จะหลุดพ้นจากการให้ผลตอบแทนตามหลังภูมิภาคอื่น

นักวิเคราะห์ของ JPMorgan Chase & Co. ระบุเมื่อเดือนก่อนว่า“มูลค่าที่ไม่ตึงตัวกำลังทำให้อาเซียนน่าสนใจมากขึ้นสำหรับนักลงทุนสายคุณค่า โดยเฉพาะหากการเติบโตของกำไรกลับมา” ซึ่งสอดคล้องกับกระแสเงินทุนไหลเข้าในเดือนธันวาคม

หากการถือครองของนักลงทุนต่างชาติกลับสู่ระดับเฉลี่ยในช่วงสามปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจมีโอกาสเห็นเงินทุนไหลเข้าเพิ่มเติมได้สูงถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามการประเมินของนักวิเคราะห์รวมถึง โคย วู ในบันทึกลงวันที่ 28 พฤศจิกายน

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจอาเชียน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...