โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำเลยไม่ต้องถอดบทเรียน! ส่วนกลางไม่ทิ้งส่วนท้องถิ่น จีน-ฮ่องกงรับมือ"ไฟไหม้ตึกสูง"แบบนี้

The Better

อัพเดต 30 พ.ย. 2568 เวลา 10.13 น. • เผยแพร่ 30 พ.ย. 2568 เวลา 10.30 น. • THE BETTER

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ชอบ "ถอดบทเรียน" และ "ทำเคมเปญเอาหน้า" โดยไม่ได้ลงมือทำจริงๆ จัง

การถอดบทเรียนไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่ถ้าถอดอย่างเดียวแล้วไม่ทำมันจะมีประโยชน์อะไร

อีกเรื่องก็คือ โครงสร้างการเมืองของไทยเป็นตัวขัดขวางความเจริญโดยแท้ ทำให้การลงมือปฏิบัติเป็นได้ยาก ถึงไม่ยากก็ช้า ถึงไม่ช้าก็อาจหยุดกลางคัน ทั้งนี้ เพราะมีการทับซ้อนของการกระจายอำนาจ และผู้มีอำนาจไม่มีความสามารถเฉพาะ (เช่น ไม่เก่งเรื่องผังเมือง ด้านวิศกรรมโยธา และวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ที่จะใช้บริหารเมืองยุคใหม่)

และถึงไม่มีความรู้เฉพาะทางก็ยังไม่ถ่อมตัวเองว่าตัวเองไม่รู้ จึงไม่รู้จักใช้งานผู้มีทักษะวิชาการที่จะช่วยแก้ปัญหาในเขตที่ตนบริหาร (ถารถ่อมตัวและขอคนเก่งมาช่วยงานนั้นเป็นคุณสมบัติของผู้บริหารที่ดี ไม่ต้องย้อนไปดูถึงกรณีเล่าปี่ดั้นด้นไปเชิญขงเบ้งก็ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นทักษะการบริหารทรัพยากรบุคคลของผู้นำชั้นเลิศมาทุกยุคสมัย)

ในจีนนั้น มีแนวโน้มที่ผู้บริหารชั้นหัวกะทิของพรรคคอมมิวนิสต์จะเป็นพวกที่เรียนวิศวกรรมศาสตร์ หรือพวก STEM เป็นอย่างน้อย ดังนั้น การบริหารเมือง "อย่างเป็นวิทยาศาสตร์" จึงบรรลุเป้าหมายได้ง่าย

ยังไม่นับว่า คนเก่งๆ พวกนี้ไม่ใช่ว่ามีดีกรีมาแล้วจะเป็นเทวดาไปซะหมด แต่ต้องผ่านการทำงานในระดับต่างๆ เพื่อพิสูจน์ตัวเองเป็นขั้นๆ ไป ตามรบบ Meritocracy ดังนั้น การบริหารเมืองและเศรษฐกิจของเมืองจึงมีประสิทธิภาพ

ผมพูดมาเยอะแยะแบบนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าจะบอกว่า การเมืองของไทยไม่มีประสิทธิภาพ เพราะ "พูดมากกว่าทำ"

ผมจะยกตัวอย่างกรณีล่าสุด คือ น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่และภาคใต้ตอนล่าง กับเหตุเพลิงไหม้อาคารชุดที่เขตไท่ผู่ของฮ่องกง

รัฐบาลไทยมีปฏิกิริยาที่ช้ายิ่งกว่าเต่าคลาน ยังไม่นับความอีเหละเขละขละของระบบการสั่งการที่มั่วไปหมดเนื่องจากการปกรองระดับต่างๆ มีอำนาจทับซ้อนกันหรือไม่ก็งงตัวเองว่าตนมีอำนาจอะไรบ้าง ผลก็คือ หาดใหญ่เมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้กลายเป็น "ทะเลน้อย" แห่งใหม่ในที่ราบลุ่มทะเลสาบสงขลา

แม้กระทั่งจนถึงเวลาที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ การบริหารจัดการภัยพิบัติก็ยังเป็นภัยพิบัติในตัวมันเอง เพราะโกลาหลไปหมดจนกระทั่งกลายเป็นภาระของปฏิบัติการช่วยเหลือ (ซึ่งทำกันเองด้วยภาคประชาสังคม) ด้วยซ้ำ

นี่สะท้อนถึงโครงสร้างการบริหารที่อลหม่านและการสั่งการที่ไม่ชัดเจน

ก่อนหน้านี้ผมได้วิจารณ์การบริหารส่วนท้องถิ่นไปแล้วที่มีส่วนรับผิดชอบชั้นแรกของวิกฤตน้ำท่วมที่หาดใหญ่ แต่ส่วนกลางก็มีความรับผิดชอบในลำดับต่อมาเช่นกัน แม้ว่าจะไม่ขยับได้เร็วนักในแง่การสั่งการการปฏิบัติการ แต่ส่วนกลางก็ยังสามารถ "ให้กำลังใจ" ส่วนท้องถิ่นได้ในพลัน

"กำลังใจ" ที่ว่านี้ไม่ใช่ว่ามอบคำปลอบประโลมแล้วนั่งเฉยๆ ที่กรุงเทพฯ แต่เป็นถ้อยคำที่รับประกันว่า หากเหลือบ่ากว่าแรง รัฐบาลกลางจะกระโจนเข้าไปช่วยแน่นอน

ผมจะยกตัวอย่างกรณีไฟไหม้ที่ฮ่องกง แม้จะเป็นหน้าที่ของส่วนบริหารฮ่องกงต้องรับผิดชอบ (เช่นเดียวกับส่วนท้องถิ่นหาดใหญ่ต้องรับผิดชอบตัวเองในขั้นต้น) แต่ สีจิ้นผิง ในฐานะประธานาธิบดีจีนได้แสดงท่าทีอย่างฉับไว โดยแถลงการณ์ของห้สำนักงานกิจการฮ่องกงและมาเก๊าของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ระบุว่า "สีจิ้นผิง เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง ได้ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์นี้เป็นอย่างยิ่ง โดยได้สอบถามเกี่ยวกับความพยายามในการดับเพลิงและจำนวนผู้บาดเจ็บทันที"

รัฐบาลท้องถิ่นของฮ่องกงมีหน้าที่โดยตรงที่จะปกป้องประชาชนของตนเองก่อน เว้นว่าไม่สามารถแบกรับได้แล้วจึงค่อยร้องขอไปยังปักกิ่ง ในกรณีนี้ไม่ใช่วิกฤตในวงกงว้าง แต่กระนั้นก็กระทบต่อชีวิตและขวัญกำลังใจประชาชน (เพราะประชาชนฮ่องกงและแผ่นดินใหญ่อาศัยในอาคารสูงเป็นจำนวนมาก) สีจิ้นผิง ในฐานะ "ศูนย์รวมการปกครองของชาติ" จึงต้องแสดงท่าทีอย่างรวดเร็วด้วยการเอาใจใส่ก่อน จากนั้นจึงค่อยชี้นำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นลำดับขึ้นไป

ดังนั้น หลังจากแสดงความห่วงใยหรือให้กำลังใจแล้ว สีจิ้นผิง "ยังขอให้สำนักงานกิจการฮ่องกงและมาเก๊าของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และสำนักงานประสานงานของรัฐบาลประชาชนส่วนกลางประจำฮ่องกง สนับสนุนรัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกงในการพยายามทุกวิถีทางเพื่อดับไฟ ดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อค้นหาและกู้ภัย รักษาผู้บาดเจ็บ และบรรเทาทุกข์หลังเกิดภัยพิบัติ รวมถึงให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลท้องถิ่น เพื่อลดจำนวนผู้บาดเจ็บและการสูญเสียจากเหตุเพลิงไหม้ให้เหลือน้อยที่สุด"

การแสดงท่าทีของ สีจิ้นผิง ไม่ใช่การออกคำสั่งว่าท้องถิ่นฮ่องกงควรทำอย่างไร แต่เป็นไปในลักษณะ "เสียงจากข้างบน" เพื่อกระตุ้นให้หน่วยงานส่วนภูมิภาค (ตัวแทนของส่วนกลาง) ตอบสนองโดยเร็วด้วยการสนับสนุนส่วนท้องถิ่นอย่างกระตือรือร้นและรับประกันว่าส่วนกลางไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ร้อนใจเป็นที่สุด

หลังจากที่ สีจิ้นผิง หรือ"ข้างบน" ให้กำลังใจและแนวทางกับส่วนภูมิภาค (ตัวแทนของส่วนกลางแล้ว) ลำดับต่อมา ส่วนภูมิภาคจะต้องแสดงบทบาทให้ชัดเจนว่า "รับงานจากข้างบนแล้ว" และพร้อมจะสานต่อไปยังส่วนท้องถิ่นต่อไป ดังนั้น สำนักงานกิจการฮ่องกงและมาเก๊าของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงประกาศว่า "ได้ดำเนินการตามเจตนารมณ์ของคำสั่งสำคัญของเลขาธิการ สีจิ้นผิง อย่างแน่วแน่ ติดตามสถานการณ์การกู้ภัยและดับเพลิงอย่างใกล้ชิด รักษาการสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกง และประสานงานกับหน่วยงานและท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือที่จำเป็น โดยสนับสนุนรัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกงอย่างเต็มที่ในการตอบสนองและจัดการกับอุบัติเหตุเพลิงไหม้"

หน้าที่ของส่วนข้างบนแบบนี้ คือการ "ให้แนวทางสำหรับการปฏิบัติงาน" และ "การสนับสนุนด้านจิตใจ" จากนั้นส่วนภูมิภาคก็รับสนองแนวทางไปออกกฎระเบียบโดยเร็วๆ และรีบปฏิบัติงานตามแนวที่กำหนดไว้ นั่นคือ สนับสนุนการทำงานของส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง

แน่นอนว่า ฮ่องกงมีรัฐบาลท้องถิ่นและกฎหมายของตนเอง แต่บางครั้งก็ต้องอาศัย "เสียงจากข้างบน" เพื่อชี้นำเหมือนกันในวันที่ทุกอย่างวุ่นวายไปหมด และเมื่อมีคนกลางคือส่วนภูมิภาค (ในที่นี้คือ สำนักงานกิจการฮ่องกงและมาเก๊าของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน) การทำงานจึงประสานกันราบรื่นราวกับ "ภูษิตฟ้าไร้ตะเข็บ"

หลังจากเกิดไฟไหม้ได้เพียง 3 วัน จีนจึงไม่ได้ทำอย่างไทยที่มีการ "ถอดบทเรียน" กันเต็มอินเทอร์เน็ตไปหมด แต่รัฐบาลจีนได้เริ่มแคมเปญต่อต้านอันตรายจากอัคคีภัยในอาคารสูง "ทันที!"

โดยสถานีโทรทัศน์ CCTV ของรัฐบางจีน รายงานเมื่อวันเสาร์ว่า คณะกรรมการความปลอดภัยในการทำงานของสภาแห่งรัฐจีน ออกประกาศเกี่ยวกับการเปิดตัวแคมเปญตรวจสอบและแก้ไข "เมื่อเร็วๆ นี้" โดยมุ่งเป้าไปที่ความเสี่ยงและอันตรายจากอัคคีภัยที่สำคัญในอาคารสูง

CCTV ระบุว่า ในระหว่างการรณรงค์ อาคารสูงจะถูกตรวจสอบการใช้วัสดุไวไฟหรือวัสดุติดไฟ นอกจากนี้ จะมีการตรวจสอบการใช้วัสดุต่างๆ เช่น นั่งร้านไม้ไผ่ หรือตาข่ายนิรภัยแบบไม่หน่วงไฟ

“ทุกภูมิภาคต้อง… เสริมสร้างความรับผิดชอบ ประสานงานการพัฒนาและความปลอดภัย และให้การสืบสวนและการแก้ไขความเสี่ยงจากอัคคีภัยที่สำคัญในอาคารสูงเป็นภารกิจสำคัญ” สำนักข่าว CCTV กล่าวและย้ำว่า “ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการกำกับดูแลและตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่าได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” (จากรายงานของ AFP)

เว็บไซต์กระทรวงการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินยังระบุว่า "ประกาศดังกล่าวกำหนดให้ทุกภูมิภาคต้องจัดองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตรวจสอบตนเองอย่างครอบคลุม โดยเน้นที่งานสำคัญ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบแบบสุ่มพร้อมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้การตรวจสอบกลายเป็นเพียงพิธีการเท่านั้น"

คีย์เวิร์ดสำคัญก็คือไม่ให้ "เป็นเพียงพิธีการ" หรือ "ทำแบบขอไปที" (走过场) เท่านั้น ซึ่งผมสังเกตว่าคำๆ นี้เป็นคำที่จีนใช้บ่อยในระยะหลังเพื่อป้องกันการทำงานแบบเอาหน้า ซึ่งจะทำให้เกิดความวิบัติตามมาได้

เรื่อง "ลัทธิทำแบบขอไปที" (走过场) ในหน่วยงานภาคต่างๆ ของจีนนั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจควรจะแบ่งออกเป็นอีกตอนหนึ่ง ซึ่งผมควรนำเสนอในบทความต่อๆ ไป

นี่คือ "เสียงจากข้างบน" ในลำดับที่สองหลังจาก สีจิ้นผิง ได้กำชับแล้วในลำดับแรก โปรดสังเกตว่าจีนไม่เสียเวลากับการถอดบทเรียน แต่ออกคำสั่งเป็นแนวทางในทันที จากนั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาลท้องถิ่นต่างๆ จากสนองนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ท้องถิ่นต้องทำตามแนวทางนี้แล้ว

ถ้าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทำเฉยเมยแล้วเกิดเหตุซ้ำซากขึ้นมาอีก โอกาสที่จะหลุดจากตำแหน่งก็มีอยู่พอสมควรตามแต่โทษานุโทษ

ส่วนเมืองไทยเรานั้น เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่รับผิดชอบก็จะโดนเด้ง โดนย้าย หรือถ้าเลือกตั้งเข้ามาก็จะทนอยู่กันจนหมดวาระ น้อยคนที่จะลาออกแสดงความรับผิดชอบ

แต่ไปทำเด็ดขาดแบบจีนไม่ได้หรอกครับ เพราะจีนเป็นระบบพรรคเดียว หากไม่ทำตามคำสั่ง "ข้างบน" ก็ฟันเปรี้ยงลงมาไม่ยาก ส่วนไทยนั้นก็อย่างที่ผมบอกคือ ข้างบนก็ยังมีเหนือกว่าข้างบนซ้อนกันอีก ส่วนข้างล่างก็ยังทับซ้อนกันเป็นทอดๆ โดยทำงานเหมือนเป็นคนละก๊กคนละเหล่า

เป็นประเทศที่สับสนอลหม่านในตัวเองอย่างไร้ความหวังจริงๆ

ผมยกตัวอย่างการบริหารงานปกครองของกรณีไฟไหม้ฮ่องกง ไม่ใช่ว่าต้องการจะให้ไทยเป็นแบบ "พรรคคอมมิวนิสต์จีน" เพราะมันเป็นไปไม่ได้ เช่นกัน ในบทความที่แล้วเรื่องส่วนท้องถิ่นกับกรณีหาดใหญ่ ผมยกตัวอย่างการปกครองส่วนท้องถิ่นของญี่ปุ่นที่มีการกระสานงานอย่างมืออาชีพของระดับการปกครองส่วนต่างๆ นั่นก็ไม่ได้แปลว่าผมอยากท้องถิ่นไทยเหมือนญี่ปุ่น

ที่ยกตัวอย่างทั้งหมดมานี้ ก็เพื่อให้คนไทยเลือกส่วนที่ดีของประเทศนั้นๆ ไปพิจารณา เช่น เราควรจะเลือกพรรคการเมืองเดียวกันที่บริหารทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นแบบจีนหรือไม่? เพื่อการประสานงานแบบไร้รอยต่อ หรือว่าเราควรเลือกผู้บริหารที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านแบบญี่ปุ่นหรือไม่เพื่อรับมือกับสถานการณ์เฉพาะของแต่ละท้องถิ่น

เมื่อเราเห็นตัวอย่าง (ด้านดี) จากที่ต่างๆ ก็จะสามารถตกผลึก "การสร้างการปกครอง" ในแบบของเราเองได้

"การปกครอง" ไม่ได้แปลว่า "ข้างบน" ควบคุม "ข้างล่าง" แต่หมายถึงการบำบัดทุกข์ (เช่น ไฟไหม้และน้ำท่วม) และบำรุงสุข (ฟื้นฟูชีวิตหลังภัยพิบัติให้กลับมาดีดังเดิม)

ในเวลาที่ประชาชนคนไทยช่วยเหลือกันเองมากว่าภาครัฐช่วยเหลือ ผมจึงอยากให้คนไทยหันมาช่วยกันเองอีกครั้งด้วยการมองหาแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับพวกเราในการสร้างระบอบการปกครองที่เหมาะสมต่อชีวิตของพวกเราที่สุดด้วย

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo*- เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเตรียมพร้อมหลังจากเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ลุกลามไปทั่วอาคารอพาร์ตเมนต์หลายหลังที่โครงการที่พักอาศัย Wang Fuk Court ในเขตไทโป ฮ่องกง เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 (Photo by DALE DE LA REY / AFP)*

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...