โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

จับตาคริปโตปีม้า ‘ทาง 2 แพร่ง’ ซูเปอร์วัฏจักรหรือตัวฉุดตลาดทุนดิ่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

จับชีพจรตลาด Bitcoin-คริปโต ปี 2026 หลังจบวัฏจักร 4 ปี กูรูเสียงแตก ฝั่งหนึ่งชี้กำลังเข้าสู่ยุค “ซูเปอร์วัฏจักรใหม่” จากสหรัฐ เร่งสร้างนวัตกรรมการเงิน เปิดเสรีเอกชนปั๊มเงินคริปโตเพิ่ม อีกฝั่งชี้โมเดลกู้เงินมาซื้อ Bitcoin โดยบริษัทเอกชน อาจนำหายนะมาสู่ตลาดทุนทั้งโลก

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมรายงานจากหลายแหล่งที่มา และการพูดคุยกับกูรูในวงการชวนมองทิศทางของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล บิตคอยน์ คริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งอยู่ท่ามกลางการเลือกทิศทางใหม่ เพราะวัฏจักร 4 ปี แบบเดิมอาจใช้คาดการณ์ตลาดไม่ได้อีกต่อไป

เดิมทีในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา ตามวัฏจักรเดิมต้องเป็นขาขึ้นรอบใหญ่รอบสุดท้าย หลังบิตคอยน์ฮาล์ฟวิ่งในปี 2567 แต่ตลาดได้ทิ้งตัวลง มูลค่าสูญไปเฉียดล้านล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดสามเดือนสุดท้ายของปี 2568 โดยเหตุผลสำคัญมาจากการเทขายอย่างหนักหน่วงจากกองทุน และสถาบันการเงินขนาดใหญ่ รวมถึงผู้ถือครองระยะยาวที่เทขายทำกำไร กดดันราคาบิตคอยน์จากจุดสูงสุด 126,000 ดอลลาร์สหรัฐ ร่วงแตะ 86,000 ดอลลาร์สหรัฐ จัดเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในปี 2568 แทนที่จะทำลายสถิติตามวัฏจักรเดิม

แต่เมื่อเปิดปี 2569 ราคา Bitcoin ดีดขึ้นเหนือ 91,000 ดอลลาร์ พบว่า สถาบันกลับมาซื้อเพิ่มเข้ากอง ETF วันเดียวกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่าผู้เล่นรายใหญ่เริ่มกลับเข้ามาอีกครั้ง สะท้อนสภาวะตลาดที่กำลังเลือกทางว่าจะเข้าสู่ตลาดหมี-ฤดูหนาวคริปโต ที่เป็นช่วง “ทยอยสะสม” หรือกำลังจะเข้าสู่ Super Cycle ที่บิตคอยน์จะวิ่งขึ้นยาวไปอีกหลายปี

ซูเปอร์วัฏจักรกำลังมา

ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของ BinanceTH by Gulf Binance ได้เผยมุมมองฝั่งที่เห็นว่า บิตคอยน์-คริปโตจะเข้าสู่ซูเปอร์วัฏจักร โดยฉายภาพว่าในปี 2568 ที่ผ่านมา สิ่งที่เปลี่ยนแปลงวัฏจักรรอบนี้ คือ นักลงทุนสถาบัน ที่มีส่วนทำให้ราคาบิตคอยน์เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดตั้งแต่ต้นปี แต่ก็ขาดพลังซื้อจากรายย่อย ซึ่งเคยทำให้ตลาดบูมถึงขีดสุดในรอบก่อน ๆ

“หรือกล่าวได้ว่า ไม่มีคนมารับของจากรายใหญ่”

แต่กระนั้นสิ่งสำคัญ คือ ในปีที่ผ่านมา มีเทรนด์สำคัญที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง คือ 1.การยอมรับจากสถาบันการเงินและกระแสหลัก เด่นชัดมาก ในปีที่ผ่านมาเราเห็นการเติบโตของ Bitcoin ETF ที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นอย่างทองคำ การที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ เช่น BlackRock, Fidelity หรือธนาคารระดับโลกเริ่มเข้ามาให้บริการดูแลรับฝากหลักทรัพย์ (Custody) และเสนอผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ทำให้โครงสร้างตลาดเปลี่ยนไป จากเดิมที่ขับเคลื่อนโดยนักลงทุนรายย่อยเป็นหลัก กลายเป็นการรวมตัวกันระหว่างการเงินแบบดั้งเดิม (TradFi) และคริปโต

2.ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ กฎหมายทั่วโลกกำลังเริ่มสนับสนุนสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น เช่น สหรัฐอเมริกา การมาของทีมบริหารชุดใหม่ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีท่าทีสนับสนุนคริปโต และการผลักดันกฎหมายต่อต้านการฟอกเงิน และการกำกับดูแลในยุโรป การร่างกฎหมาย MiCA เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม รวมถึงประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่โดดเด่นในการกำกับและขับเคลื่อน เช่น การยกเว้นภาษีคริปโต เพื่อดึงดูดนักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย กำลังพิจารณาหลักเกณฑ์กรอบการใช้งานที่ปลอดภัยมากขึ้น

3.การเติบโตของ Stablecoin และการชำระเงินข้ามพรมแดน เป็น “เทรนด์ใหญ่” ที่จะมาแรงมาก เพราะช่วยลดค่าธรรมเนียมและเพิ่มความเร็วในการโอนเงินระหว่างประเทศ (Cross Border Payment) บริษัทระดับโลกอย่าง PayPal, Visa และ Mastercard ต่างต้องการมี Stablecoin ของตนเอง

4.การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเค็น (Tokenization of Real-World Assets) เทรนด์นี้จะทำให้สินทรัพย์ในโลกจริงเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผ่านการแบ่งสัดส่วนความเป็นเจ้าของ เช่น อสังหาริมทรัพย์ การซื้อคอนโดฯหรือที่ดินในสัดส่วนย่อย ๆ ด้วยเงินจำนวนไม่มาก สินทรัพย์ทางเลือก เช่น นาฬิกาหรู, ไวน์สะสม หรือผลงานศิลปะหายาก หุ้นและตราสารหนี้ ที่สามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องรอเวลาเปิด-ปิดตลาดหุ้น

5.ปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค ในส่วนนี้ยังต้องจับตาทั้งนโยบายการเงินของสหรัฐ ที่อาจเปลี่ยนจากนโยบายดูดเงินกลับ (QT) เป็นการอัดฉีดเงิน (QE) จะส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงคริปโตมากขึ้น

“ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของวงจรตลาด 4 ปี ของ Bitcoin อาจเปลี่ยนไป เพราะการเข้ามาของสถาบันการเงินทำให้ราคาเคลื่อนไหวคล้ายหุ้นมากขึ้น และอาจมีการทำจุดสูงสุดใหม่ หากมีปัจจัยสนับสนุนด้านสภาพคล่อง”

เอกชนพิมพ์คริปโตไม่อั้น

นายภาณุวิชญ์ ไทยานนท์ Senior Investment Consultant บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด กล่าวถึงเทรนด์สำคัญในปี 2569 ที่จะเกี่ยวข้องกับ Stablecoin โดยตรง เพราะเป็นการอัดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดคริปโต และสินทรัพย์ดิจิทัล ที่แม้แต่สินทรัพย์ดั้งเดิมก็จะได้อานิสงส์จากเงินดอลลาร์ที่กลายเป็นคริปโต หรือ Stablecoin เพราะต้นทุนการเคลื่อนย้ายเงินไร้ตัวกลางถูกกว่าเดิม

“Stablecoin ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างระบบการเงินดั้งเดิมกับสินทรัพย์ดิจิทัล ช่วยให้การโอนมูลค่าและการทำธุรกรรมข้ามประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นฐานสำคัญต่อการเติบโตของตลาดในระยะยาว การที่ภาคเอกชนสามารถออก Stablecoin ตามกฎหมาย Genius Act ของสหรัฐ จำเป็นต้องถือครองพันธบัตรระยะสั้นของรัฐบาลสหรัฐ

ดังนั้น การพิมพ์เงินไม่ได้อยู่ในมือของ FED ทั้งหมดอีกแล้ว และในช่วงปีที่ผ่านมามีการสร้าง Stablecoin จำนวนมหาศาล ราว 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ต้องจับตาดูว่าปริมาณเงินเหล่านี้จะไปอยู่ที่ไหน เพราะ Stablecoin เหล่านี้สร้างบนบล็อกเชน ทำให้การเคลื่อนย้ายมีต้นทุนที่ถูกมาก สะดวกในการโยกเงิน”

สำหรับปี 2569 นายภาณุวิชญ์ระบุว่า สภาพคล่องจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาด จากสัญญาณนโยบายการเงินโลกที่เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น ประกอบกับการขยายบทบาทของสถาบันการเงินในระบบออนเชน โดยเฉพาะการนำสินทรัพย์ดั้งเดิม เช่น พันธบัตรหรือกองทุนตลาดเงิน เข้ามาอยู่บนบล็อกเชน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารเงินทุนและเปิดทางให้เม็ดเงินจากโลกการเงินดั้งเดิม ไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตมากขึ้น

ด้านการลงทุน ปี 2569 มีแนวโน้มเห็นการเติบโตของการโทเคไนซ์สินทรัพย์โลกจริง (Real World Assets), การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบกระจายศูนย์ (DePIN), Stablecoin Super Cycle รวมถึง SocialFi และ Creator Economy ที่เปลี่ยนคอนเทนต์และการมีส่วนร่วมให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยตรง พร้อมกับบทบาทของ AI ที่เข้ามาเสริมการทำธุรกรรมและการตัดสินใจบนบล็อกเชนมากขึ้น

จับตาวิกฤต MSTR ฉุดตลาดทุนโลก

ในส่วนของความเสี่ยง ก็เป็นแนวโน้มที่ถูกส่งต่อมาจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนสถาบันเข้ามาจำนวนมาก

ก่อนหน้านี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน ผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์ม FWX.finance สำหรับตราสารอนุพันธ์คริปโต และอาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความเสี่ยงหลังจากตลาดคริปโตจบรอบในวงจรนี้ อาจรุนแรงกว่าที่ผ่านมา เพราะครั้งนี้ “นักลงทุนสถาบัน” เข้ามาเล่นและมีการกู้ลงทุน จากบริษัททั่วไปในตลาดเงินดั้งเดิม อาจส่งผลกระทบถึงตลาดการเงินดั้งเดิม

“บริษัทที่น่ากังวลที่สุด คือ MicroStrategy (MSTR) ที่ใช้วิธีการยืมเงินผ่านการออกหุ้นกู้ (ซึ่งมีดอกเบี้ยสูงกว่า 10%) เพื่อนำมาซื้อบิตคอยน์อย่างต่อเนื่อง ถ้าตอนบิตคอยน์ขึ้น ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าร่วงลง 40-70% เหมือนวัฏจักรที่ผ่านมา เขาจะเอาเงินจากไหนจ่ายเจ้าหนี้”

“สิ่งที่น่ากังวล คือ ผู้ที่ให้ MicroStrategy กู้ยืม คือ กลุ่มบริษัทประกัน บริษัททั่วไป และ Money Market ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของตลาดการเงินดั้งเดิม หากบริษัทเหล่านี้ รวมถึงบริษัทอื่น ๆ ที่เริ่มทำโมเดลเดียวกัน เช่น Meta Planet หรือ Bitmine, รวมถึงบริษัทในไทยบางราย ที่กำลังพิจารณาทำโมเดลคล้ายกัน คือ กู้เงินซื้อสินทรัพย์ดิจิทัล หากประสบปัญหาและ “แตก” จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้ลาก Money Market หรือตลาดตราสารหนี้ลงไปพร้อมกัน และอาจจะพาตลาดหุ้นไปสู่การ Crash ครั้งใหญ่”

“จากวงจรเงินที่บวม ตลาดขาดเพียง ‘ตัวจุดชนวนแรก’ ที่จะทำให้เกิดการระเบิดเท่านั้น การแครชครั้งใหญ่ที่บิตคอยน์เคยลง 70% และเหรียญอื่นลง 99% เมื่อ 4 ปีที่แล้ว รอบนี้จะยิ่งหนักกว่าเดิมเพราะมีสถาบันการเงินเข้ามาเล่นเป็นจำนวนมาก”

หลังจากการพูดคุยกับ ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ MSTR หรือ MicroStrategy ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Strategy ก็เผชิญมรสุม โดย Morgan Stanley Capital International (MSCI) กำลังพิจารณาถอดถอนบริษัทที่ถือครองคริปโตเคอร์เรนซีเป็นสินทรัพย์หลักในงบดุล (Crypto Treasury Firms) ออกจากการคำนวณดัชนี ทั้งนี้ เพราะการถือครองบิตคอยน์ และการทำโมเดลทางการเงินแบบใหม่ อาจทำให้ MSTR ไม่ได้เป็นหุ้น แต่เป็นกองทุน อาจนำไปสู่การถอดถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และเมื่อมีการแห่เทขายหุ้นจำนวนมหาศาล อาจทำให้บริษัทถูกบังคับขายบิตคอยน์

***หมายเหตุ: อัปเดตล่าสุดในวันที่ 7 ม.ค. MSCI ประกาศการทบทวนดัชนีรอบเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ว่าจะยังไม่ตัดสิทธิ์ บริษัทที่มีนโยบายถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลออกจากดัชนี ตามที่เคยมีข้อเสนอออกมาก่อนหน้านี้

ซึ่งปัจจุบัน MSTR ถือครองกว่า 670,000 BTC หากเกิดเหตุตามคาดการณ์ จะเกิดแรงเทขาย Bitcoin ทำให้ราคาดิ่งฉับพลัน และเหล่าผู้ที่ซื้อบิตคอยน์ผ่านการให้ MSTR กู้ยืม ก็จะเผชิญการขาดทุน หรือผิดนัดชำระ ซึ่งการตัดสินของ MSCI มีเส้นตายในวันที่ 15 มกราคม 2569

ความเสี่ยงอีกส่วนสำหรับตลาดบิตคอยน์-คริปโต คือ สภาพคล่องของโลกกำลังถูกท้าทาย แม้คาดการณ์ว่าฝั่งสหรัฐ จะเริ่มอัดฉีดเงินเข้าระบบเพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่ที่น่าห่วงเกิดจากฝั่งญี่ปุ่น ที่ธนาคารกลางเริ่มขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย หลังจากมีอัตราดอกเบี้ยเป็นศูนย์มานานหลายทศวรรษ เงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำจากญี่ปุ่นถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ ทั่วโลก เงินมหาศาลถึงเวลาต้องจ่ายดอกเบี้ย จะทำให้สภาพคล่องโลกเหือดหายไปอีก

นวัตกรรมที่เลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นได้ชัดจากกูรูหลายคน และรายงานหลายแหล่งระบุว่า สิ่งที่ในปี 2026 จะเห็นชัด คือ นวัตกรรมการเปลี่ยนสินทรัพย์จริงเป็น Token ทำให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนง่ายขึ้น และอีกส่วนคือ Stablecoin ที่เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ จำนวนมหาศาลจะเข้าสู่บล็อกเชน และทำให้คนทั้งโลกสามารถใช้เงินเหล่านั้นโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางใด ๆ

ดังนั้นในระยะถัดไป จะไม่ใช่ยุคที่สินทรัพย์ทุกตัวเติบโตพร้อมกัน มีโปรเจ็กต์คริปโตเกิดขึ้นมากกว่าเดิม เงินไม่ไหลลงจาก Bitcoin ไปสู่โครงการอื่น ๆ อีกแล้ว แต่เป็นยุคของการคัดเลือกเชิงคุณภาพ ที่ใช้งานได้จริง โมเดลธุรกิจชัดเจน และสอดคล้องกับทิศทางกติกาโลกที่เปลี่ยนไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับตาคริปโตปีม้า ‘ทาง 2 แพร่ง’ ซูเปอร์วัฏจักรหรือตัวฉุดตลาดทุนดิ่ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ

อ่านคอนเทนต์เพิ่มเติม คลิก!

'เหรียญ' พารวย

ภาครัฐเร่ง “Data Bureau” เชื่อมธุรกรรมไล่เส้นทางเงินสด–คริปโต–ทองคำ ปิดช่องฟอกเงิน

ไทยพับลิก้า

Bitcoin รักษ์โลก! พลังงานสะอาดพุ่งแตะ 56.7% ชูเป็นนวัตกรรมยั่งยืนแห่งศตวรรษ

ทันหุ้น

ราคาบิตคอยน์วันนี้ (9 ม.ค. 69) ปรับขึ้น 0.44%

TNN ช่อง16
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...