ทำไม “รูปีอินเดีย” จึงอ่อนค่าหนักสุดในเอเชียปี 2568
ค่าเงิน "รูปีอินเดีย" อ่อนค่ามากสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางแรงกดดันจากภาษีสหรัฐรอบใหม่ นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้น ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลต่อเนื่อง จนกลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่ามากที่สุดในเอเชียปีนี้
วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เวลา 12.53 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าค่า เงินรูปีอินเดีย ถือเป็นสกุลเงินที่ทำผลงานแย่ที่สุดในเอเชียช่วงปี 2568 และยังมีแนวโน้มอ่อนค่ามากที่สุดในรอบปีนับตั้งแต่ปี 2565 ปีที่รัสเซียบุกยูเครนและส่งผลให้ราคาน้ำมันทะยานเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระทบอินเดียอย่างหนักเนื่องจากต้องนำเข้าน้ำมันดิบถึงราว 90%
อย่างไรก็ตามความอ่อนค่าของรูปีในปีนี้เกิดจากภาษีสหรัฐที่สูงขึ้นต่อสินค้าอินเดีย และการเทขายหุ้นอินเดียโดยนักลงทุนต่างชาติ มากกว่าแรงกดดันจากราคาน้ำมัน
และเพื่อพยุงค่าเงิน ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ได้ขายเงินตราต่างประเทศไปมากกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมตามการประเมินของ Bloomberg Economics ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้รูปีทำจุดต่ำสุดครั้งใหม่ในช่วงกลางเดือนตุลาคม
แต่เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา รูปีร่วงลงสู่ 89.4812 ต่อดอลลาร์ สะท้อนว่าธนาคารกลางอาจหยุดการแทรกแซง นักวิเคราะห์คาดว่า RBI ต้องการเก็บเงินสำรองไว้ใช้ หากการเจรจาการค้ากับสหรัฐล่าช้าออกไป
ขณะนี้รูปีกำลังอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ หากความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐ–อินเดียปรับดีขึ้น และสหรัฐลดภาษีลง ความกดดันอาจเบาบางลง แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น RBI อาจต้องกลับมาเข้าตลาดเพื่อพยุงค่าเงินอีกครั้ง
สาเหตุที่รูปีอ่อนค่ารุนแรงในปีนี้
รูปีเริ่มอ่อนในเดือนมกราคม 2568 ก่อนจะดีดกลับเล็กน้อยในเดือนมีนาคมและเมษายน จุดแข็งที่สุดอยู่ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ระดับ 83.7538 ต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นช่วงที่นักลงทุนเชื่อว่าอินเดียจะบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐเป็นประเทศแรก ความหวังเรื่องภาษีสหรัฐที่ลดลงหนุนให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามองหาโอกาสในเอเชียที่ไม่ใช่จีน
ทว่าทิศทางพลิกกลับในเดือนกรกฎาคม เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียในอัตราที่สูงกว่าคาด และขู่ว่าจะลงโทษอินเดียจากการซื้อพลังงานและอาวุธจากรัสเซีย การเก็บภาษีดังกล่าวทำให้รูปีร่วงแรงที่สุดรายเดือนนับตั้งแต่ปี 2565
ในเดือนสิงหาคม สหรัฐกำหนดภาษี 50% ต่อสินค้าส่งออกอินเดียส่วนใหญ่ ซึ่งสูงที่สุดในเอเชีย รวมถึงภาษีทดรอง 25% สำหรับการค้ากับรัสเซีย ทำให้รูปีทำจุดต่ำสุดหลายครั้งทะลุระดับ 88 รูปีต่อดอลลาร์
เดือนกันยายน รูปีอ่อนค่าต่อเนื่องจากรายงานว่าทรัมป์เรียกร้องให้ยุโรปใช้มาตรการภาษีลงโทษอินเดียในประเด็นรัสเซียเช่นกัน อีกทั้งมีแผนจะเพิ่มค่าธรรมเนียมวีซ่าทักษะสูง H-1B จากหลักร้อยดอลลาร์เป็น 100,000 ดอลลาร์ ซึ่งกระทบแรงงานอินเดียโดยตรง
ความกังวลประกอบกับการเทขายหุ้นอินเดียของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากภาษีสหรัฐ ค่า P/E สูง และความกังวลต่อการเติบโตเศรษฐกิจและกำไรบริษัท ช่วยซ้ำเติมแรงอ่อนของรูปี ณ วันที่ 25 พฤศจิกายน นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นอินเดียออกไปรวม 1.63 หมื่นล้านดอลลาร์ ใกล้ทำสถิติสูงสุดในปี 2565
กลยุทธ์แทรกแซงของ RBI เป็นอย่างไร?
RBI ระบุว่าแทรกแซงเฉพาะช่วงที่ต้องการ ลดความผันผวนเกินควร โดยไม่ตั้งเป้าระดับค่าเงินใดเป็นพิเศษ วิธีหลักคือ ขายดอลลาร์จากทุนสำรอง หรือใช้ออปชัน/สัญญาอนุพันธ์นอกชายฝั่งเพื่อควบคุมราคา
แม้ทุนสำรองของอินเดียอยู่ที่ประมาณ 693,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งครอบคลุมการนำเข้าสูงถึง 11 เดือน ถือเป็นระดับสูงสุดระดับโลก อย่างไรก็ตามภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่ซึ่งรับตำแหน่งในธันวาคม 2567 RBI ถูกมองว่ามีแนวโน้มปล่อยให้ค่าเงินเคลื่อนไหวตามตลาดมากขึ้น
ในวันที่ 26 พฤศจิกายน IMF ได้จัดประเภทค่าเงินอินเดียว่าเป็นระบบคลานตัวตามทิศทางเงินเฟ้อ (crawl-like arrangement) หมายถึงมีการปรับค่าเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อสะท้อนส่วนต่างเงินเฟ้อกับประเทศคู่ค้า ต่างจากเดิมที่ IMF จัดให้เป็นกลุ่มที่มีการแทรกแซงมาก
ถึงอย่างนั้นเมื่อรูปีอ่อนใกล้ระดับ 89 รูปีต่อดอลลาร์ในเดือนตุลาคม RBI ก็กลับเข้ามาแทรกแซงทันที และทำให้รูปีทรงตัวอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะอ่อนต่อในปลายเดือนอีกครั้ง Bloomberg Economics ประเมินว่า RBI ใช้เงินไปแล้วกว่า 3.28 หมื่นล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ปลายกรกฎาคม เพื่อพยุงค่าเงินในช่วงเจรจาการค้ากับสหรัฐที่ยังไม่ชัดเจน
ทำไมรูปีอ่อนแอกว่าสกุลเงินอื่นในเอเชีย?
ความอ่อนค่าของรูปีไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะรูปีอ่อนค่าทุกปีตั้งแต่ปี 2561 Sanjay Malhotra ผู้ว่าการธนาคารกลางอินดีย กล่าวเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากช่องว่างเงินเฟ้อระหว่างอินเดียกับประเทศพัฒนาแล้ว
สิ่งที่ทำให้ปีนี้รูปีโดดเด่นในความอ่อนค่า คือ ดอลลาร์สหรัฐเองอ่อนลง แต่หลายสกุลเงินเอเชียกลับแข็งค่า เช่น ดอลลาร์ไต้หวัน ริงกิตมาเลเซีย และบาทไทย โดยสาเหตุสำคัญคือประเทศเหล่านั้น ไม่ได้เผชิญภาษีจากสหรัฐสูงเท่าอินเดีย รวมถึงอินเดียมีดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเรื้อรัง ต้องนำเข้ามากกว่าส่งออก โดยเฉพาะน้ำมัน ส่งผลให้ต้องซื้อดอลลาร์เรื่อย ๆ
ขณะที่ประเทศเอเชียอื่น เช่น ไต้หวัน มาเลเซีย ไทย เกาหลีใต้ ต่างมี ดุลบัญชีเกินดุล ทำให้มีรายได้ดอลลาร์จากการส่งออก นอกจากนี้ภาคส่งออกในเอเชียหลายประเทศเร่งขายดอลลาร์เพื่อแปลงเป็นเงินท้องถิ่น เนื่องจากคาดว่าดอลลาร์จะอ่อนลงจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าและทิศทางดอกเบี้ยเฟด ซึ่งยิ่งทำให้สกุลเงินในภูมิภาคแข็งค่าเมื่อเทียบกับรูปี
อ้างอิง : www.bloomberg.com