โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นบข.เร่งมาตรการชะลอข้าวออกตลาด หนุนเลิกนาปรังหันปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 พ.ย. 2568 เวลา 09.09 น. • เผยแพร่ 19 พ.ย. 2568 เวลา 09.31 น.
ปราโมทย์ เจริญศิลป์

ที่ประชุม นบข.ชงมาตรการดูดซับผลผลิตข้าว ขยายเวลาชดเชยดอกเบี้ยสินเชื่อเก็บสต๊อกข้าว หวังพยุงราคาข้าว เร่งหนุนชาวนาเปลี่ยนข้าวนาปรังหันปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทน สมาคมชาวนาฯจี้รัฐยกระดับพันธุ์ข้าวให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูง ใช้เวลาปลูกสั้นลง บ่นไม่อยากใช้พันธุ์หอมพวงเวียดนาม จับตาจีนซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน ชี้เร่งส่งมอบจะช่วยกระตุ้นตลาด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยมีวาระแจ้งเพื่อทราบ คือ สถานการณ์ข้าวโลก ข้าวไทย ความคืบหน้าผลการดำเนินการมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/2568 และปีการผลิต 2568/2569 และการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังปี 2568 การจัดทำบันทึกความร่วมมือ (Memorandum of Cooperation : MOC) ด้านการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลสาธารณรัฐสิงคโปร์

ส่วนเรื่องเพื่อพิจารณา คือ ทบทวนโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/2569 ขอขยายเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อกปีการผลิต 2566/2567 มาตรการดูดซับผลผลิตข้าวส่วนเกิน ปีการผลิต 2568/2569 และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต เช่น ดูดซับผลผลิตข้าวส่วนเกิน ปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวนาปรังเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สนับสนุนปลูกข้าวคุณภาพสูง นอกจากนี้ยังมีการกำกับดูแลคุณภาพข้าวหอมมะลิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทบทวนกฎระเบียบการนำเข้าข้าวตามพันธกรณีภายใต้ WTO ของไทย และการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ 5 คณะ

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในการประชุม นบข. สมาคมเตรียมเสนอ นบข. ใน 3-4 เรื่องสำคัญ คือ เรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวต้องการให้การพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยให้มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น การลดต้นทุนการเพาะปลูก เช่น ยาฆ่าแมลง ปุ๋ย การพัฒนาแหล่งน้ำให้กับชาวนาที่มีพื้นที่ห่างไกลแหล่งน้ำหรือนอกเขตชลประทาน และมาตรการดูแลราคาข้าวที่ตกต่ำในขณะนี้

“หากที่ประชุมสามารถหาแนวทางเข้ามาดูแล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพันธุ์ข้าวที่มีผลผลิตต่อไร่ที่สูงเทียบเท่าเวียดนาม อย่างเช่น มะลิไทย ผลผลิตต่อไร่ 300-400 กก.ต่อไร่ มีแต่พันธุ์ข้าวเดิม ๆ ต้นทุนปุ๋ย ยาฆ่าแมลงเพิ่ม อาทิ ปุ๋ย ราคากระสอบละ 800-1,000 บาท ยาฆ่าแมลง ลิตรละ 500-600 บาท เป็นต้น ถึงจะขายข้าวในราคาไม่สูง 4,000-6,000 บาทต่อไร่ เราก็อยู่ได้”

ทั้งนี้ พันธุ์ข้าวที่ออกมานั้น ผลผลิตต่อไร่ยังไม่สูง 800-900 กก.ต่อไร่ และชาวนาไทยส่วนใหญ่ตอนนี้ก็ปลูกข้าวเพื่อนบ้าน เช่น หอมพวงของเวียดนาม ซึ่งมีผลผลิตต่อไร่ 1.3-1.4 ตันต่อไร่ ซึ่งชาวนาไทยเองก็ไม่ต้องการที่จะนำพันธุ์ข้าวเพื่อนบ้านมาปลูก และยังพบว่าพันธุ์ข้าวพื้นนุ่มของเวียดนามเอง ก็เริ่มส่งออกที่จะแซงหน้าไทยไปแล้ว โดยข้าวไทยยังติดกับดักเรื่องของพันธุ์ข้าวที่ต้องการให้มีการพัฒนาที่ผลผลิตต่อไร่สูง เพราะหากเทียบเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม พัฒนาพันธุ์ข้าวได้ดีและถูกกว่าอีกด้วย

นายปราโมทย์กล่าวว่า พันธุ์ข้าวไทยที่พอจะแข่งขันในตลาดได้ เช่น กข 79 แต่ก็ยังติดปัญหาเรื่องระยะเวลาการปลูก 120 วันขึ้นไป ซึ่งนานมาก แต่ระยะเวลาปลูกข้าวที่ชาวนาต้องการนั้น ประมาณ 95-100 วัน ทนทานต่อโรค มีผลผลิตต่อไร่ 1 ตันขึ้นไป ขณะที่พันธุ์ข้าวมะลิ อยากได้ที่มีผลผลิตต่อไร่ 800-1,000 กก. เพราะพันธุ์ที่ใช้ในปัจจุบันนั้น มีมาเป็น 10 ปี คือ มะลิ 105 ผลผลิตต่อไร่น้อย และ 1 ปีปลูกได้แค่ครั้งเดียว กข 15 เกณฑ์ก็ใกล้เคียงกับมะลิ แต่หากปลูกนอกพื้นที่ก็กลายเป็นข้าวมะลินอกพื้นที่ ไม่ได้เป็นข้าวมะลิ ขณะที่ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 400-500 กก. ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องจริงจังในเรื่องนี้ให้มากขึ้น เพราะพันธุ์ข้าวไทยเชื่อว่าดี มีคุณภาพ สามารถแข่งขันในต่างประเทศได้

ส่วนการพัฒนาข้าวคาร์บอนต่ำนั้น ในมุมมองของชาวนาเห็นว่าเรื่องนี้น่าจะทำยาก คือเราควบคุมน้ำไม่ได้ โดยเฉพาะพื้นที่นานอกเขตชลประทาน และพื้นที่นาแต่ละแห่งก็ไม่เหมือนกัน 1-2 ไร่ หรือ 50-100 ไร่ เพราะการเพาะปลูกข้าวนั้นต้องทำเปียกสลับแห้ง อย่างไรก็ดี ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สำหรับการส่งออกข้าวไทยในปี 2568 คาดว่าน่าจะเกินเป้าที่ตั้งไว้ 7.5 ล้านตัน เพราะช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) ส่งออกไปแล้ว 6.7 ล้านตัน ดังนั้นอีก 2 เดือน (พ.ย.-ธ.ค.) ถ้าส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 700,000 ตัน จะทำให้การส่งออกข้าวไทยทั้งปีเกินเป้าหมาย ประกอบกับเป็นปกติของต้นฤดูการผลิตที่ข้าวออกใหม่ ทำให้มีลูกค้าเข้ามาสั่งซื้อจำนวนมาก เพื่อสต๊อกไว้ช่วงเทศกาลปีใหม่

ส่วนการส่งออกปี 2569 คาดว่าน่าจะส่งออกได้มาก แต่ราคาก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รวมไปถึงผลผลิตข้าวในหลายประเทศ ซึ่งจะทำให้ปริมาณข้าวโลกสูง การแข่งขันราคาก็จะสูงตาม และผู้ซื้อก็ยังคงรอประเมินตลาด ยังไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามา สำหรับราคาข้าว FOB ข้าวขาว 5% ของไทยอยู่ที่ 340 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เท่ากับข้าวของปากีสถาน ส่วนคู่แข่งอย่างเวียดนาม ราคาอยู่ที่ 360 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และอินเดียราคาอยู่ที่ 350 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

ส่วนกรณีที่จีนจะซื้อข้าวจากไทยปริมาณ 500,000 ตันนั้น ขณะนี้ชาวนาและโรงสีชะลอดูสถานการณ์ เพราะเบื้องต้นยังไม่มีรายละเอียด ทั้งราคา ปริมาณการส่งมอบ และระยะเวลาส่งมอบ เพราะ 500,000 ตัน ถ้าส่งมอบภายใน 1 ปีอาจจะไม่มีผลต่อตลาด แต่ถ้าส่งมอบภายใน 3-5 เดือน จะทำให้ตลาดกระเตื้องขึ้น

“เป็นจิตวิทยาที่ดี เพราะยังไงตอนนี้จีนก็ต้องซื้อข้าวไทยแน่นอน แต่อยู่ที่ระยะเวลาการส่งมอบ ยิ่งส่งมอบระยะเวลาสั้นยิ่งดีต่อตลาด และเป็นจิตวิทยาที่ทำให้ตลาดชะลอการขาย เพราะราคาข้าวเปลือกในประเทศขณะนี้อยู่ที่ตันละ 5,500 บาทยังไม่ดีขึ้น”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นบข.เร่งมาตรการชะลอข้าวออกตลาด หนุนเลิกนาปรังหันปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...