นบข.เร่งมาตรการชะลอข้าวออกตลาด หนุนเลิกนาปรังหันปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ที่ประชุม นบข.ชงมาตรการดูดซับผลผลิตข้าว ขยายเวลาชดเชยดอกเบี้ยสินเชื่อเก็บสต๊อกข้าว หวังพยุงราคาข้าว เร่งหนุนชาวนาเปลี่ยนข้าวนาปรังหันปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทน สมาคมชาวนาฯจี้รัฐยกระดับพันธุ์ข้าวให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูง ใช้เวลาปลูกสั้นลง บ่นไม่อยากใช้พันธุ์หอมพวงเวียดนาม จับตาจีนซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน ชี้เร่งส่งมอบจะช่วยกระตุ้นตลาด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยมีวาระแจ้งเพื่อทราบ คือ สถานการณ์ข้าวโลก ข้าวไทย ความคืบหน้าผลการดำเนินการมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/2568 และปีการผลิต 2568/2569 และการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังปี 2568 การจัดทำบันทึกความร่วมมือ (Memorandum of Cooperation : MOC) ด้านการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลสาธารณรัฐสิงคโปร์
ส่วนเรื่องเพื่อพิจารณา คือ ทบทวนโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/2569 ขอขยายเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อกปีการผลิต 2566/2567 มาตรการดูดซับผลผลิตข้าวส่วนเกิน ปีการผลิต 2568/2569 และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต เช่น ดูดซับผลผลิตข้าวส่วนเกิน ปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวนาปรังเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สนับสนุนปลูกข้าวคุณภาพสูง นอกจากนี้ยังมีการกำกับดูแลคุณภาพข้าวหอมมะลิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทบทวนกฎระเบียบการนำเข้าข้าวตามพันธกรณีภายใต้ WTO ของไทย และการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ 5 คณะ
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในการประชุม นบข. สมาคมเตรียมเสนอ นบข. ใน 3-4 เรื่องสำคัญ คือ เรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวต้องการให้การพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยให้มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น การลดต้นทุนการเพาะปลูก เช่น ยาฆ่าแมลง ปุ๋ย การพัฒนาแหล่งน้ำให้กับชาวนาที่มีพื้นที่ห่างไกลแหล่งน้ำหรือนอกเขตชลประทาน และมาตรการดูแลราคาข้าวที่ตกต่ำในขณะนี้
“หากที่ประชุมสามารถหาแนวทางเข้ามาดูแล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพันธุ์ข้าวที่มีผลผลิตต่อไร่ที่สูงเทียบเท่าเวียดนาม อย่างเช่น มะลิไทย ผลผลิตต่อไร่ 300-400 กก.ต่อไร่ มีแต่พันธุ์ข้าวเดิม ๆ ต้นทุนปุ๋ย ยาฆ่าแมลงเพิ่ม อาทิ ปุ๋ย ราคากระสอบละ 800-1,000 บาท ยาฆ่าแมลง ลิตรละ 500-600 บาท เป็นต้น ถึงจะขายข้าวในราคาไม่สูง 4,000-6,000 บาทต่อไร่ เราก็อยู่ได้”
ทั้งนี้ พันธุ์ข้าวที่ออกมานั้น ผลผลิตต่อไร่ยังไม่สูง 800-900 กก.ต่อไร่ และชาวนาไทยส่วนใหญ่ตอนนี้ก็ปลูกข้าวเพื่อนบ้าน เช่น หอมพวงของเวียดนาม ซึ่งมีผลผลิตต่อไร่ 1.3-1.4 ตันต่อไร่ ซึ่งชาวนาไทยเองก็ไม่ต้องการที่จะนำพันธุ์ข้าวเพื่อนบ้านมาปลูก และยังพบว่าพันธุ์ข้าวพื้นนุ่มของเวียดนามเอง ก็เริ่มส่งออกที่จะแซงหน้าไทยไปแล้ว โดยข้าวไทยยังติดกับดักเรื่องของพันธุ์ข้าวที่ต้องการให้มีการพัฒนาที่ผลผลิตต่อไร่สูง เพราะหากเทียบเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม พัฒนาพันธุ์ข้าวได้ดีและถูกกว่าอีกด้วย
นายปราโมทย์กล่าวว่า พันธุ์ข้าวไทยที่พอจะแข่งขันในตลาดได้ เช่น กข 79 แต่ก็ยังติดปัญหาเรื่องระยะเวลาการปลูก 120 วันขึ้นไป ซึ่งนานมาก แต่ระยะเวลาปลูกข้าวที่ชาวนาต้องการนั้น ประมาณ 95-100 วัน ทนทานต่อโรค มีผลผลิตต่อไร่ 1 ตันขึ้นไป ขณะที่พันธุ์ข้าวมะลิ อยากได้ที่มีผลผลิตต่อไร่ 800-1,000 กก. เพราะพันธุ์ที่ใช้ในปัจจุบันนั้น มีมาเป็น 10 ปี คือ มะลิ 105 ผลผลิตต่อไร่น้อย และ 1 ปีปลูกได้แค่ครั้งเดียว กข 15 เกณฑ์ก็ใกล้เคียงกับมะลิ แต่หากปลูกนอกพื้นที่ก็กลายเป็นข้าวมะลินอกพื้นที่ ไม่ได้เป็นข้าวมะลิ ขณะที่ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 400-500 กก. ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องจริงจังในเรื่องนี้ให้มากขึ้น เพราะพันธุ์ข้าวไทยเชื่อว่าดี มีคุณภาพ สามารถแข่งขันในต่างประเทศได้
ส่วนการพัฒนาข้าวคาร์บอนต่ำนั้น ในมุมมองของชาวนาเห็นว่าเรื่องนี้น่าจะทำยาก คือเราควบคุมน้ำไม่ได้ โดยเฉพาะพื้นที่นานอกเขตชลประทาน และพื้นที่นาแต่ละแห่งก็ไม่เหมือนกัน 1-2 ไร่ หรือ 50-100 ไร่ เพราะการเพาะปลูกข้าวนั้นต้องทำเปียกสลับแห้ง อย่างไรก็ดี ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สำหรับการส่งออกข้าวไทยในปี 2568 คาดว่าน่าจะเกินเป้าที่ตั้งไว้ 7.5 ล้านตัน เพราะช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) ส่งออกไปแล้ว 6.7 ล้านตัน ดังนั้นอีก 2 เดือน (พ.ย.-ธ.ค.) ถ้าส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 700,000 ตัน จะทำให้การส่งออกข้าวไทยทั้งปีเกินเป้าหมาย ประกอบกับเป็นปกติของต้นฤดูการผลิตที่ข้าวออกใหม่ ทำให้มีลูกค้าเข้ามาสั่งซื้อจำนวนมาก เพื่อสต๊อกไว้ช่วงเทศกาลปีใหม่
ส่วนการส่งออกปี 2569 คาดว่าน่าจะส่งออกได้มาก แต่ราคาก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รวมไปถึงผลผลิตข้าวในหลายประเทศ ซึ่งจะทำให้ปริมาณข้าวโลกสูง การแข่งขันราคาก็จะสูงตาม และผู้ซื้อก็ยังคงรอประเมินตลาด ยังไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามา สำหรับราคาข้าว FOB ข้าวขาว 5% ของไทยอยู่ที่ 340 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เท่ากับข้าวของปากีสถาน ส่วนคู่แข่งอย่างเวียดนาม ราคาอยู่ที่ 360 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และอินเดียราคาอยู่ที่ 350 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
ส่วนกรณีที่จีนจะซื้อข้าวจากไทยปริมาณ 500,000 ตันนั้น ขณะนี้ชาวนาและโรงสีชะลอดูสถานการณ์ เพราะเบื้องต้นยังไม่มีรายละเอียด ทั้งราคา ปริมาณการส่งมอบ และระยะเวลาส่งมอบ เพราะ 500,000 ตัน ถ้าส่งมอบภายใน 1 ปีอาจจะไม่มีผลต่อตลาด แต่ถ้าส่งมอบภายใน 3-5 เดือน จะทำให้ตลาดกระเตื้องขึ้น
“เป็นจิตวิทยาที่ดี เพราะยังไงตอนนี้จีนก็ต้องซื้อข้าวไทยแน่นอน แต่อยู่ที่ระยะเวลาการส่งมอบ ยิ่งส่งมอบระยะเวลาสั้นยิ่งดีต่อตลาด และเป็นจิตวิทยาที่ทำให้ตลาดชะลอการขาย เพราะราคาข้าวเปลือกในประเทศขณะนี้อยู่ที่ตันละ 5,500 บาทยังไม่ดีขึ้น”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นบข.เร่งมาตรการชะลอข้าวออกตลาด หนุนเลิกนาปรังหันปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net