โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ชูยุทธศาสตร์สรรพสามิต Diamond of Smart Excise ปฏิรูปรายได้ควบคู่ดูแลสังคม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ธ.ค. 2568 เวลา 13.13 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2568 เวลา 06.13 น.

“ตั้งแต่ที่ได้เข้ามารับตำแหน่ง ผมได้มอบนโยบายว่ากรมสรรพสามิตจะใช้ยุทธศาสตร์ Diamond of Smart Excise โดยมีหลักการทำงานที่เรียกว่า Exercise Excise ซึ่งหมายถึงการแสดงเจตนาที่จะทำงานอย่างจริงจัง และทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพื่อสอดรับกับนโยบายเร่งด่วน หรือ Quick Big Win ของรัฐบาล”

กรมสรรพสามิตเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักในการจัดเก็บรายได้ภาษีที่สำคัญของประเทศ ซึ่งนอกจากภารกิจหลักในการหารายได้เข้ารัฐแล้ว ยังเป็นหน่วยงานที่สามารถใช้กลไกภาษีเพื่อสร้างความเป็นธรรม ความโปร่งใส ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

ดร.พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต รับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า กรมสรรพสามิตเป็นหน่วยงานจัดเก็บรายได้ภาษีที่สำคัญของประเทศ มีภารกิจตามกฎหมายที่สำคัญคือ บริหารการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเพื่อเป็นรายได้ของรัฐ และตรวจสอบ ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดกฎหมายภาษีสรรพสามิต โดยแนวทางการดำเนินนโยบายในช่วงต่อจากนี้ จะขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์หลัก “Diamond of Smart Excise”

“ตั้งแต่ที่ได้เข้ามารับตำแหน่ง ผมได้มอบนโยบายว่า กรมสรรพสามิตจะใช้ยุทธศาสตร์ Diamond of Smart Excise โดยมีหลักการทำงานที่เรียกว่า Exercise Excise ซึ่งหมายถึงการแสดงเจตนาที่จะทำงานอย่างจริงจังและทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพื่อสอดรับกับนโยบายเร่งด่วน หรือ Quick Big Win ของรัฐบาล”

ชู Diamond of Smart Excise

พร้อมรับนโยบาย Quick Big Win

ดร.พรชัยกล่าวว่า ยุทธศาสตร์ Diamond of Smart Excise มีหลักการสำคัญที่มุ่งเน้น 5 ด้านคือ ความผาสุก ความโปร่งใส ความเป็นธรรม ความแม่นยำ และความเรียบง่าย โดยเป็นการต่อยอดจากยุทธศาสตร์ Smart Excise ที่กรมได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย

  • ความผาสุกในสังคม มุ่งเน้นการดำเนินงานเพื่อให้เกิดความผาสุกในสังคมโดยรวม ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการบริหารจัดการภาษีสรรพสามิต ควบคู่ไปกับการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล
  • ความโปร่งใส โดยความโปร่งใสในการทำงานต้องเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่ายคือ ผู้ที่เสียภาษี และกรม ซึ่งเป็นผู้ที่รับชำระภาษี
  • ความเป็นธรรม โดยความเป็นธรรมถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องเกิดขึ้นอย่างชัดเจน และต้องเกิดความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย คือผู้เสียภาษี และกรม ซึ่งเป็นผู้รับชำระภาษี
  • ความแม่นยำ ในการวางแผน วิเคราะห์ และจัดเก็บภาษี โดยใช้เครื่องมือที่มีความแม่นยำสูง
  • ความเรียบง่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคและผู้ประกอบการมีความสบายใจในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกรม

นอกจากนี้ เพื่อตอบสนองนโยบาย Quick Big Win ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาลและรองรับการขับเคลื่อน Diamond of Smart Excise กรมสรรพสามิตจึงได้ยกระดับการทำงาน โดยกำหนดหลักการทำงาน Excise is a Society of EXerCISE หรือ Excise Exercise ขับเคลื่อนทั้งสังคมและองค์กร ด้วยพลังแห่งวินัยและความเป็นมืออาชีพ เพื่อให้บุคลากรทุกระดับในกรมสรรพสามิต ร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรไปในทิศทางที่กำหนดให้บรรลุเป้าหมาย โดยมุ่งเน้น 2 ด้านหลัก ได้แก่

ด้านที่ 1 การร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) มุ่งเน้นการควบคุมการบริโภคสิ่งที่ไม่พึงประสงค์หรือทำลายสุขภาพ และส่งเสริมพฤติกรรมผู้บริโภคให้เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม (ESG)

ด้านที่สอง การร่วมกันด้านการพัฒนาบุคลากรและระบบดิจิทัลของกรมสรรพสามิต โดย

  • ด้านบุคลากร กรมสรรพสามิตเชื่อมั่นว่า บุคลากรคือ พลังขับเคลื่อนแห่งวินัย ความรู้ และความเป็นมืออาชีพ ที่จะนำพาองค์กรสู่ระบบภาษีอัจฉริยะเพื่อสังคมที่โปร่งใสและยั่งยืน โดยมีแนวทางในการพัฒนาบุคลากรเพื่อ

  • Intelligent EXerCISE คือ เป็นบุคลากรที่มีความรอบรู้ มีสติ และปัญญา คิดสร้างสรรค์ พร้อมปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง

  • Physical & Mindset EXerCISE คือ มีสุขภาวะที่ดีรอบด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ส่งเสริมวินัยในตนเอง ความซื่อสัตย์ และการทำงานอย่างมีธรรมาภิบาล เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่ และประโยชน์ของประเทศชาติ

  • ด้านระบบดิจิทัล โดยต้องมีฐานข้อมูลที่มีคุณค่า ซึ่งกระทรวงการคลังได้มอบนโยบายการทำงานในเรื่อง DATA ด้วยการจัดทำและใช้ DATA ในการวางแผนและบริหารการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตด้วย ประกอบด้วย

  • การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการจัดเก็บภาษี เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

    [* การนำระบบงานดิจิทัลและเครื่องมือ Big Data มาใช้ขยายฐานภาษี , * การใช้ DATA Lake เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อเพิ่มศักยภาพในการจัดเก็บให้ครบถ้วน , * ส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการคลัง ]

“กรมสรรพสามิตมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรให้ก้าวสู่องค์กรดิจิทัลที่มีศักยภาพสูง ตามแนวทางยุทธศาสตร์ Diamond of Smart Excise โดยเฉพาะในมิติ Technology and Innovation-Driven เพื่อให้การจัดเก็บภาษีและการให้บริการแก่ประชาชนมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง”

เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างรายได้

ใช้ภาษีดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม

ดร.พรชัยกล่าวว่า กรมสรรพสามิต ได้เริ่มการปรับปรุงโครงสร้างจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล โดยดำเนินการปรับโครงสร้างภาษีให้เหมาะสมกับบริบททางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษามาตรการภาษีที่จะนำมาใช้ในอนาคต ได้แก่

1. การขยายฐานภาษีสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับมาตรการการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2569 สำหรับสหภาพยุโรป และปี พ.ศ.2570 สำหรับสหราชอาณาจักร และที่อยู่ระหว่างการพิจารณาการออกมาตรการที่คล้ายคลึงกันในอีกหลายประเทศ

2. การขยายฐานภาษีสินค้าหรือบริการที่ฟุ่มเฟือย โดยจำกัดการบริโภคสิ่งที่ฟุ่มเฟือย โดยหลักการคือจัดเก็บภาษีเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เหมาะสม สร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี รวมถึงเพิ่มรายได้ให้รัฐ โดยเน้นว่าไม่กระทบต่อผู้มีรายได้น้อย เช่น การจัดเก็บภาษีกับอุตสาหกรรมความงาม หรือการให้บริการบางประเภท เป็นต้น

3. การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในอนาคตจะมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ (Sustainable Aviation Fuel - SAF) ที่ประเทศไทยมีแผนการใช้ SAF ในปริมาณที่สูงขึ้น และเชื้อเพลิงชีวภาพอื่นๆ ที่มีฐานจากชีวภาพ (Bio-based fuels) เป็นต้น โดยในการบริหารการจัดเก็บภาษี กรมฯ จำเป็นต้องมีการกำหนดคุณสมบัติ (Specification) ของสินค้าเพื่อกำหนดพิกัดอัตราภาษีและกระบวนการกำกับดูแลให้รัดกุมและมีประสิทธิภาพ

4. ภาษีความเค็ม กรมอยู่ระหว่างการเสนอแนวทางการจัดเก็บภาษีสินค้าตามปริมาณโซเดียม โดยมีเป้าประสงค์ในการลดปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการบริโภคโซเดียมเกินความจำเป็น เนื่องจากคนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ยในปริมาณที่สูงกว่าที่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) โดยในระยะแรกเป็นการพิจารณาจัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียมจากสินค้าขนบขบเคี้ยว เนื่องจากเป็นสินค้าที่ฟุ่มเฟือยและไม่ได้จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

“การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าที่มีปริมาณโซเดียมสูงถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการในด้านสังคม เป็นการใช้ภาษีสรรพสามิตในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตามเราต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้บริโภคเพื่อให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนให้น้อยที่สุด อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงผลกระทบต่ออุตสาหกรรมให้ระยะเวลาผู้ประกอบได้ปรับตัว”

5. ภาษีแบตเตอรี่ กรมสรรพสามิตได้ยกร่างกฎกระทรวงเพื่อกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตให้กระทรวงพิจารณาเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ โดยเนื้อหาจะเป็นการปรับโครงสร้างภาษีแบตเตอรี่ อันดับแรกจะจำแนกประเภท ปฐมภูมิ (ชาร์จไม่ได้) เช่น ถ่านกระดุม ถ่านรีโมตแอร์ ถ่านไฟฉาย เป็นต้น และทุติยภูมิ (ชาร์จได้) เช่น ถ่านชาร์จต่างๆ แบตเตอรี่มือถือ Power Bank และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสำหรับแบบทุติยภูมิจะมีการจำแนก หรือกำหนดอัตราที่แตกต่างกันตามประสิทธิภาพ เช่น จำนวนรอบการชาร์จ (Life Cycle) และน้ำหนักต่อการให้พลังงาน (Electricity Density)

6. ภาษีบุหรี่ กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ และแนวโน้มผลกระทบ เพื่อให้ได้โครงสร้างภาษีบุหรี่ซิกาแรตที่เหมาะสม ทั้งในอัตราภาษีตามมูลค่าเพื่อสะท้อนถึงหลักฟุ่มเฟือย และอัตราภาษีตามปริมาณเพื่อสะท้อนถึงหลักสุขภาพ ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบอย่างรอบคอบในทุกมิติต่อไป ได้แก่ ด้านสาธารณสุข ด้านรายได้ภาษี ด้านอุตสาหกรรมยาสูบ และด้านการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมาย

“ที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตได้ศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่มาอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่า เรื่องนี้เป็นมหากาพย์ แต่ผมมีความตั้งใจว่าจะปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้จบภายในช่วงเวลาที่ผมดำรงตำแหน่ง โดยจะกำหนดเป็นภาษีแบบอัตราเดียว”

ดร.พรชัยกล่าวว่า สำหรับการจัดเก็บรายได้กรม จะดำเนินการตามนโยบายและแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570-2573 ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เห็นชอบแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570-2573 โดยภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.2-2.2% ค่ากลางร้อยละ 1.7% เศรษฐกิจไทยในปี 2570 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 2.1-3.1% ค่ากลาง 2.6%

สำหรับประมาณการของกรมสรรพสามิต ปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 578,200 ล้านบาท ซึ่งขยายตัวตามสมมติฐานเศรษฐกิจและฐานการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2568 ขณะที่ประมาณการรายได้กรมสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2570 อยู่ที่ 611,220 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการรายได้ปี 2569 จำนวน 33,020 ล้านบาท หรือ 5.7% โดยมีสมมติฐานสำคัญประกอบด้วยการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเพิ่มประสิทธิภาพของกรมสรรพสามิต

“ความท้าทายของกรมคือ การดำเนินการตามนโยบายภาษีใหม่ๆ ที่ต้องสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน และดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคจนเกินไป เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เพราะกรมสรรพสามิตเป็นหน่วยงานที่อยู่ระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภค”

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนธันวาคม 2568 ฉบับที่ 524 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...