จำคุก 3 ปี “เจ๊ป๊อกกี้” คดีม.112 จากการร่วมกิจกรรม #ใครๆก็ใส่ครอปท็อป ที่พารากอน
12 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.1180/2564 ของภวัต หิรัณย์ภณ หรือเจ๊ป๊อกกี้และพวกรวม 5 คน ได้แก่ เพกนวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ จำเลยที่ 1 รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล จำเลยที่ 2 เบนจา อะปัญ จำเลยที่ 3 ภวัต จำเลยที่ 4 ไมค์-ภาณุพงศ์ จาดนอก จำเลยที่ 5 กรณีกิจกรรม #ใครๆก็แต่งครอปท็อป ห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2563 คดีนี้เหลือเพียงภวัต จำเลยที่ 4 มาฟังคำพิพากษา โดยศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา กำลังอยู่ระหว่างการประกันตัว
เวลาประมาณ 8:50 น. ภวัตมาถึงห้องพิจารณาที่ 501 เขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำ มีใบหน้าสดใสแต่งหน้าและสวมวิกสีน้ำตาลอมส้ม จากนั้นหันมากล่าวกับผู้ที่มารอติดตามคำพิพากษาว่า “ขอเจ๊ไปอัดม้าก่อน” หมายถึงขอไปสูบบุหรี่ก่อน เวลาประมาณ 9:10 น. จึงขึ้นมารอที่ห้องพิจารณาคดี ภวัตตอบคำถามกับผู้สังเกตการณ์ของไอลอว์เรื่องการเตรียมตัวสำหรับคำพิพากษาว่า วันนี้เจ๊แต่งหน้ามาเต็ม ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแต่มั่นใจในข้อต่อสู้ของตนเองเรื่องการไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรม
เวลา 9:33 น. ศาลขึ้นนั่งบัลลังก์และเริ่มอ่านคำพิพากษาในเวลา 9:44 น. ก่อนอ่านคำพิพากษา ศาลกล่าวกับภวัตทำนองว่า ศาลจะอ่านในส่วนพิเคราะห์เพื่อให้เข้าใจง่าย คำพิพากษาโดยสรุปว่า
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ศาลพิเคราะห์ว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามคำฟ้อง นักกิจกรรมไปที่สยามพารากอน มีการแต่งกายด้วยชุดครอปท็อปและเขียนข้อความที่ร่างกายเช่น ยกเลิก 112 ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ไอ้บ้ากาม แม้ผมไม่ได้มีชู้ พ่อไม่ได้ชื่อวชิราลงกรณ์ ยืนอยู่ที่หน้าร้าน SIRIVANNAVARI และจำเลยที่ 1 กล่าวว่า อันนี้เป็นร้านของลูกสาวเราและมีการพูดคุยกับประชาชนบริเวณดังกล่าว
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเห็นว่า พยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกัน มีน้ำหนัก ว่าที่ ร.ต.นรินทร์ ศักดิ์เจริญชัยกุล ผู้ร้องทุกข์มาร้องทุกข์หลังเหตุการณ์ไม่กี่วัน ไม่ปรากฏว่า มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้ง 5 คน มีประจักษ์พยานเช่น วีระพงษ์และธีระยุทธ มีปลอด พนักงานรักษาความปลอดภัย และนวพร พึ่งใหญ่ พยานโจทก์บรรยายพฤติกรรมของจำเลยโดยละเอียดว่า ใส่เสื้อครอปท็อปและกล่าวถ้อยคำที่ไม่สมควร วีระพงษ์ แจ้งกับจำเลยที่ `1-3 ว่า ไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรมภายในห้าง และจำเลยมีการพูดคุยกับประชาชนที่อยู่บริเวณดังกล่าว วีระพงษ์อยู่ร่วมกับจำเลยทั้ง 5 เป็นเวลายาวนานหลายชั่วโมง เชื่อว่า พยานโจทก์จดจำใบหน้าของจำเลยทั้ง 5 คนได้อย่างไม่ผิดตัวแน่นอน มีการชี้ตัวบุคคลในภาพถ่ายว่า เป็นจำเลยทั้ง 5 และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองเชื่อว่า ให้การตามความเป็นจริงกับพนักงานสอบสวน รวมทั้งคำเบิกความสอดคล้องกันทั้งในชั้นพิจารณาและในชั้นสอบสวน
กัญจ์บงกช เมฆาประพัฒน์สกุล พยานโจทก์ยืนยันว่า ภวัต จำเลยที่ 4 อยู่ในที่เกิดเหตุ มีการพูดว่า ทรงพระเจริญ พ.ต.ท.นพดล สินศิริ เจ้าหน้าทื่สืบสวนและพยานปากพนักงานรักษาความปลอดภัยให้การว่า ภวัตยืนร่วมให้กำลังใจ ปรบมือและร้องเฮ สอดคล้องกับที่พ.ต.ท.นพดลจัดทำบันทึกรายงานการสืบสวน หมายจ. 34 แผ่นที่ 7 9 12 26 และ 35 ระบุว่า ภวัต ผู้ต้องหาที่ 5 (ลำดับผู้ต้องหาในชั้นตำรวจ) นั่งอยู่ในบริเวณดังกล่าว หมอบกราบผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 และแต่งกายสวมเสื้อสีเทา กางเกงลายทางขาวดำ สวมแมสก์และสะพายกระเป๋าเป้สีเขียว ประกอบกับพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอและภาพนิ่งจากวิดีโอก็เห็นใบหน้าของภวัตชัดเจน
ในชั้นสอบสวนจำเลยไม่ได้ให้การกับพนักงานสอบสวนเรื่องหลักฐานที่อยู่ไว้ในโอกาสแรกที่จะยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง เป็นพิรุธที่ส่อแสดงว่า ยกขึ้นกล่าวอ้างในภายหลัง ที่ระบุว่า จำเลยที่ 4 ในคดีนี้มีอายุ 17 ปี 4 เดือน แต่ภวัตอายุ 36 ปี ทำนองว่า เป็นการฟ้องที่ใส่ความภวัตจากเจ้าหน้าที่รัฐ จากการตรวจสอบข้อมูลของภวัตถูกต้องตามข้อมูลราษฎรท้ายฟ้อง ข้อต่อสู้เรื่องไม่ใช่บุคคลเดียวกับที่ฟ้องนั้นมีเพียงภวัตที่เบิกความลอย ๆ ปราศจากพยานหลักฐานประกอบ ไม่น่าเชื่อถือ ฟังไม่ขึ้น
ข้อเท็จจริงคดีนี้จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 แต่งกายครอปท็อป แขนซ้ายเขียนข้อความว่า ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ แขนข้างขวาเขียนข้อความว่า ยกเลิก 112 ด้านหลังเขียนข้อความว่า ไอ้บ้ากาม และบริเวณท้องเขียนข้อความว่า แม่ผมไม่ได้มีชู้ จำเลยที่ 2 แต่งกายครอปท็อป ที่ท้องเขียนข้อความว่า พ่อหนูมีคนเดียว และด้านหลังเขียนว่า ว่าไงไอ้ชาย จำเลยที่ 3 แต่งกายครอปท็อป ที่ท้องเขียนข้อความ พ่อไม่ได้ชื่อวชิราลงกรณ์และด้านหลังเขียนว่า บ้าหรือป่าวไอ้ชาย จำเลยที่ 4 เดินร่วมกิจกรรมและพูดว่า ทรงพระเจริญ จำเลยที่ 5 ใส่เสื้อเอวลอยและร่วมกิจกรรม นอกจากนี้จำเลยที่ 1 มีการแสดงภาพในโทรศัพท์และพูดว่า ขยะแขยงคนในรูปหรอ ไอ้บ้านี่ชื่อ (พระนามรัชกาลที่ 10)
มาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้
จำเลยที่ 1 แสดงท่าทางด้วยการเดินพูดต่อหน้าประชาชนและแสดงบทบาทว่า เป็นรัชกาลที่ 10 เนื่องจากบอกว่า อันนี้เป็นร้านของลูกสาวเราเองที่หน้าร้าน SIRIVANNAVARI ซึ่งเป็นร้านค้าของพระราชธิดารัชกาลที่ 10 ข้อความที่จำเลยที่ 2 และ 3 เขียนก็ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่า กล่าวถึงรัชกาลที่ 10 เพราะคำว่า วชิราลงกรณ์ เป็นพระปรมาภิไธยของรัชกาลที่ 10 ประกอบกับข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 3 ถือพานทองเดินตาม จำเลยที่ 4 ทำกิจกรรมและกล่าวคำว่า ทรงพระเจริญ ย่อมเข้าใจได้ว่า จำเลยที่ 1 แสดงบทบาทล้อเลียนรัชกาลที่10 จำเลยที่ 2 ล้อเลียนพระราชินี จำเลยที่ 3 ล้อเลียนข้าราชบริพาร จำเลยที่ 4 แสดงบทบาทล้อเลียนเป็นประชาชนที่มาเข้าเฝ้าฝ่าละอองธุลีพระบาท
คำว่า ทรงพระเจริญ เป็นคำถวายพระพรชัยมงคลแสดงความจงรักภักดี ถวายพระพรต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินีและพระบรมวงศานุวงศ์ ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน คำว่า ไอ้ หมายถึง คำประกอบหน้าชื่อผู้ชายที่มีฐานะตํ่ากว่า คำว่า บ้า หมายถึง วิกลจริต สติฟั่นเฟือนหลงใหลหรือมัวเมาในสิ่งนั้น ๆ จนผิดปรกติ คำว่า กาม หมายถึง ความใคร่ ตีความว่า ผู้ชายที่หลงใหลหรือมัวเมาความใคร่จนผิดปกติ แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ระบุชื่อผู้ใดชัดแจ้ง แต่ข้อเท็จจริงหมายถึงรัชกาลที่ 10 และพระนางเจ้าสิริกิติ์ ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด และการที่แสดงภาพในโทรศัพท์พร้อมพูดว่า พี่น่าขยะแขยงหรอ ไอ้บ้านี่ชื่อ (พระนามรัชกาลที่ 10) เป็นการใส่ความ สอดคล้องกับคำให้การของพยานโจทก์ที่ระบุว่า เป็นการล้อเลียนรัชกาลที่ 10 และพระราชินี ซึ่งเป็นการด้อยค่า หมิ่นประมาท ทำให้สถาบันกษัตริย์มัวหมอง
เวลา 10:02 น. ศาลพิพากษาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย จำคุกจำเลยทั้ง 5 คนละ 3 ปี จากนั้นศาลจึงกล่าวว่า ลงโทษ 3 ปี ภวัตตอบว่า อุทธรณ์ต่อค่ะ ศาลจึงกล่าวว่า ศาลจะพูดต่อว่า คำพิพากษานี้ยังไม่ถึงที่สุด จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ต่อได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดคือภายใน 1 เดือน