โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

การเดินทางสู่สวรรค์อมตะ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 07 เม.ย. 2567 เวลา 18.54 น. • เผยแพร่ 07 เม.ย. 2567 เวลา 18.54 น. • ลูกบ้านอื่น
เมื่อห่าวซวนถูกผลักตกจากหน้าผา เขาก็ถูกย้ายไปยังอีกโลกหนึ่งที่มีการฝึกฝนหนทางแห่งอมตะ และการผจญภัยของเขาในโลกใหม่ก็เริ่มขึ้น

ข้อมูลเบื้องต้น

ห่าวซวนถูกลอบทำร้าย เมื่อเขาตื่นขึ้นก็พบว่าตัวเองมาอยู่ในโลกที่แตกต่างไปจากเดิม

โลกที่ผู้คนสามารถฝึกฝนได้? แต่เหมือนชะตาจะเล่นตลกหรือไม่ เขาเข้าไปอยู่ในร่างที่ใกล้ตาย

มันควรจะดีหรือเปล่า? แต่เมื่อเขาพยายามจะลุก ก็พบว่าร่างกายไม่มีแรง แม้การหายใจแต่ละครั้งยังต้องใช้ความพยายามอย่างยากลำบาก

ซ้ำร้ายเขายังถูกกลั่นแกล้งจากผู้หญิงคนนั้นอย่างไร้เหตุผล? โดยเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะตอบโต้

เขากรีดร้องในใจ

นี่ฉันไปทำให้เทพองค์ใดขุ่นเคืองหรือไม่!

ทำไมถึงส่งเขามาในสถานที่ราวกับนรกแบบนี้?

แต่ในเมื่อโชคชะตาเล่นตลกกับฉัน ฉันก็เล่นกับมันบ้าง จะเป็นอะไป ฉะนั้น มาสนุกกันเถอะ!

"เปรี้ยง" เสียงฟ้าร้องดังสนั่นตอบรับคำท้าของห่าวซวน

ราวกับจะบอกว่า ถ้าคุณกล้าก็มา!


แนะนำนักเขียนเล็กน้อย -_-

หลังจากไปซุ่มเป็นนักอ่านมานาน ก็เกิดคันมืออยากเขียนนิยายสักหน่อย

และนี่ก็คือเรื่องแรกที่ได้ได้เขียนเป็นเรื่องเป็นราว

ซึ่งทำให้รู้เลยว่ามันยากมากกกก!

ก. ไก่ หนึ่งล้านตัว คูณด้วยน้ำหนักของอิเล็กตรอน (อะไรวะ!)

แต่จะพยายามเขียนให้ดีที่สุด

หากสำนวนผิดพลาดหรือมีอะไรที่ดูแปลก ๆ สามารถติชมกันได้

พร้อมปะทะ!

-_-!

เรื่องนี้การดำเนิดเรื่องจะช้ามาก ไม่รู้ว่าคนอ่านหรือคนเขียนจะเบื่อก่อนกัน

แต่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดนะครับ

[>-<]

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด

ขอบคุณนักอ่าาทุกคนที่พลัดลงเข้ามานะครับ เพียงแค่หนึ่งวิวในความผิดพลาดของคุณก็ถือได้ว่าเป็นกำลังใจให้นักเขียนคนนี้ได้แล้ว

อ่ะล้อเล่น (จะมีใครขำไหม?)

ตราบเท่าที่มีผู้อ่านที่น่ารัก แม้จะมีเพียงน้อยนิดเท่าผมบนหัวของนักเขียนคนนี้ ผมก็จะยังคงเขียนต่อไป

ท้ายสุดแล้วขอขายตัวเองนิดหนึ่ง

คนเขียนยังโสดดดดด! (๐_๐!)

อยากจีบทักได้ใต้คอมเม้น (ไปล่ะ หลบเท้าก่อน)

หญิงสาวแปลกหน้า (rewrite)

บทที่ 1 รีไรท์

ชายหนุ่มร่างกายผอมบางนอนอยู่บนเตียงที่ทรุดโทรม ร่างของเขาถูกคลุมด้วยผ้าผืนบางที่ไม่มีความสามารถป้องกันอากาศที่เย็นจัดในช่วงกลางฤดูหนาว ใบหน้าซูบผอมจนเห็นโครงกระดูกอย่างน่ากลัว ไม่เหลือความประณีตดังก่อน หน้าอกนิ่งสนิทไม่แสดงสัญญาณการหายใจใด ๆ เหมือนร่างนี้ได้เสียชีวิตไปแล้ว

ไม่มีเสียงใด ๆ บรรยากาศโดยรอบดูเย็นเยือกและอ้างว้าง ราวกับว่า สถานที่แห่งนี้ถูกมอบให้กับเขา เพื่อเป็นบ้านหลังสุดท้ายสำหรับการพักผ่อนที่แสนยาวนาน

"เฮือก!"

ทันใดนั้น ร่างที่นอนแน่นิ่งส่งเสียงสูดลมหายใจเข้าอย่างแรง พร้อมกับตัวที่กระตุกอย่างน่ากลัว ห่าวซวนเจ็บปวดไปทั้งร่าง ด้วยการเคลื่อนไหวที่กะทันหัน จนอยากจะกรีดร้องออกมา

แต่…มันไม่มีเสียง

เขาพยายามยกเปลือกตาขึ้น เผยดวงตาที่อยู่ในอาการตกใจ

สิ่งแรกที่เห็นคือฝ้าเพดานไม้สีดำ

ต่อมาคือรู้สึกถึงความเย็นเยือกของสภาพอากาศกลางฤดูหนาว ที่เข้าโจมตี จนร่างกายหนาวสั่น ทำให้เขาต้องพยายามหาสิ่งมาห่อหุ้มร่างกายของเขาตามสัญชาตญาณ แต่แขนของเขากลับยกไม่ขึ้น ห่าวซวนคิ้วขมวด ในเวลานี้เองที่ดวงตาของห่าวซวนเหลือบไปเห็นสภาพแวดล้อมที่ไม่ปกติ

ที่นี่ที่ไหน? เกิดคำถามขึ้นในใจของเขา

ชายหนุ่มพยายามหันหัวของเขาไปรอบ ๆ แต่กลับพบว่าเขาทำไม่ได้ สิ่งเดียวที่สามารถเคลื่อนไหวได้ตอนนี้ คือดวงตาของเขาเท่านั้น

เพื่อหาสิ่งที่ช่วยยืนยันความสงสัยของเขา ห่าวซวนพยายามกลอกตาไปมารอบด้าน ก็พบกับห้องโล่ง มีโต๊ะเครื่องแป้งแบบสมัยโบราณ มันดูทรุดโทรมและมีฝุ่นหนาเตอะตั้งอยู่โดด ๆ ในห้องนี้

สิ่งที่เห็นทำให้ห่าวซวนรู้สึกสับสน

สถานที่ก่อนหน้าของเขาควรเป็นป่าหรือหุบเหวที่เขาร่วงลงไปไม่ใช่หรือ ทำไมเขาจึงมาอยู่บ้านคนเช่นนี้?

หรือเขาจะสลบไปนาน แล้วมีคนแถวนั้นมาช่วยเขาได้ทันเวลาหรือไม่?

ไม่แน่นอน

ชายหนุ่มรีบปัดความคิดนี้ไปอย่างรวดเร็ว เพราะสถานที่ที่เขาไปก่อนหน้านี้มันคือป่าที่ห่างไกลผู้คนเป็นอย่างมาก ไม่มีทางที่จะมีโอกาสที่จะได้พบเจอใครได้อย่างแน่นอน

แล้วเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?

ชายหนุ่มสงสัย แต่แล้วร่างกายของเขาสัมผัสได้ถึงไอเย็นอย่างรุนแรงอีกครั้ง จึงพยายามกระชับผ้าให้แน่นขึ้นตามปฏิกิริยาร่างกาย อย่างไรก็ตาม เขาตระหนักได้ในเวลานี้ว่าแขนของเขาไม่สามารถที่จะยกขึ้นได้

ห่าวซวนขมวดคิ้ว พยายามใส่แรงทั้งหมดไปที่แขน แต่มันยังคงนิ่ง ไม่มีแววจะขยับแม้เพียงเล็กน้อย เหมือนกับว่ามันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของร่างกายของเขาอีกต่อไป

ในที่สุดเขาก็ยอมแพ้

คิดอย่างท้อใจ จากการตกจากที่สูงขนาดนั้น เขาควรตายไปแล้วด้วยซ้ำ ดังนั้นการที่ร่างกายราวกับอัมพาตเช่นนี้ก็ไม่แปลกใจแล้ว

เขาต้องขอบคุณพระเจ้าด้วยซ้ำที่ยอมให้เขามีชีวิตอยู่ ห่าวซวนก็เลิกพยายาม ปล่อยให้ความหนาวเย็นโลมเลียร่างกายของเขาต่อไป แต่แม้จะคิดอย่างนั้น มันก็หนาวเกินจะทน ทำให้ลำตัวของห่าวซวนสั่น

ในเวลานี้ สายตาของเขาเหลือบมองลงเพื่อดูอาการบาดเจ็บของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม เขาเห็นผ้าผืนบางที่ปิดปังร่างเขาไว้ มันดูสกปรกราวกับเศษผ้าที่เก็บได้ตามข้างถนน

มองแขนที่เป็นส่วนเดียวที่ไม่ได้ถูกปิดไว้ มีบาดแผลไปทั่ว ทั้งรอยพกช้ำและรอยขีดข่วน

เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เขาต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ความเจ็บปวดและความผิดหวังก็ประทุขึ้นมาในใจ หวังอย่างลม ๆ แล้ง ๆ ว่าให้มันเป็นเพียงแค่ความฝัน แต่…ความจริงก็เด่นชัดเหลือเกิน ห่าวซวนยังคงจำทุกการกระทำ ทุกคำพูด และสายตาที่คนที่เขาไว้ใจหักหลัง ผลักร่างของเขาซึ่งไม่มีกำลังจะต่อต้านลงจากหน้าผาสูงเทียบกับตึกหลายสิบชั้น หัวใจของเขาก็แหลกสลาย

เขาผิดอะไร? ห่าวซวนทบทวนความคิดของเขา

เขาเคยปฏิบัติต่อคนคนนั้นอย่างร้ายกาจหรือไม่? ไม่เคยแม้แต่สักครั้ง

ตั้งแต่วันแรกที่พบกัน ทุกการกระทำก็ปฏิบัติต่อคนคนนั้นดีเสมอมา

ในตอนนั้น ก่อนที่เขาจะถูกผลักลงไป ได้ถามคำถามเพื่อไขข้อข้องใจในชีวิตของเขา

"คุณทำไปเพื่ออะไร?"

ในตอนนั้นคนคนนั้นยืนอยู่ต่อหน้าเขาอย่างเย่อหยิ่ง ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ บอกเหตุผลของการกระทำของเขาอย่างหน้าไม่อาย

“คุณไม่เคยปฏิบัติต่อฉันอย่างเท่าเทียม คุณมองฉันราวกับว่าเป็นสุนัขตัวหนึ่งที่รอคอยความเมตตาจากเจ้าของ เหมือนกับคุณได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดและมองลงมาที่ฉันด้วยสายตาเวทนา คุณคิดว่าคุณเก่งมากใช่ไหม? ยอดเยี่ยมมากใช่ไหม? ดูสภาพของคุณวันนี้สิ มันเหมือนกับหมาข้างถนน ที่กำลังนอนอยู่ใต้ฝ่าเท้าของฉัน คุณรู้สึกยังไง ต่ำต้อย? ไร้ค่า?”

เขายังจำรอยยิ้มที่เหยียดหยามพร้อมกับคำพูดต่อมาได้ "ฉันจะให้โอกาสคุณ หากคุณเห่าและเลียรองเท้าของฉัน ฉันอาจจะยอมปล่อยคุณไป"

ห่าวซวนหลับตา ตลอดชีวิตของเขา ยากมากที่จะก้มหัวให้ใคร ยกเว้นคนคนนั้นจะมีบุญคุณต่อเขามาก แต่คนตรงหน้านี้ไม่ใช่!

ชายคนนั้นหัวเราะออกมาเสียงดัง "แน่นอน ๆ คุณคือห่าวซวนผู้ยิ่งทนง มีศักดิ์ศรีที่ค้ำคออยู่ เป็นไปได้อย่างไรที่จะยอมก้มหัวตามอย่างที่บอกง่าย ๆ น่าเสียดายที่ศักดิ์ศรีของคุณไม่สามารถช่วยชีวิตของคุณได้ในวันนี้ เอาล่ะ ถึงแล้วเวลาแล้ว"

หลังจากนั้นเขาก็ถูกผลักตกหน้าผา พร้อมกับคำพูดสุดท้ายที่ชายหนุ่มตะโกนออกมา "ไปตายซะ!"

คำพูดประโยคนี้มันยังคงดังสะท้อนในหัวใจของห่าวซวน ราวกับเป็นเทปที่ถูกบันทึกไว้ แล้วเล่นซ้ำ ๆ ในหัวของเขา

เมื่อนึกไปถึงคำพูดตอนนั้น ห่าวซวนคิดถึงการกระทำของเขาในอดีตอีกครั้ง ดูว่ามีอะไรที่ได้ทำพลาดไป จึงส่งผลให้เกิดจิตใจที่ชั่วร้ายในตัวของคนคนนั้น

แต่ไม่ว่าห่าวซวนจะนึกย้อนไปยังไง ก็ไม่เห็นว่าการกระทำของเขาจะเป็นอย่างที่คนคนนั้นบอก

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาพยายามต่อสู้ด้วยตัวเองเสมอมา จนกระทั่งประสบความสำเร็จ คนคนนั้นเป็นเพียงแค่คนที่ผ่านเข้ามา เมื่อเขามีทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ดังนั้น คำตอบเดียวที่เขาคิดได้ตอนนี้คือ คนคนนั้นเพียงแต่อิจฉากับความสำเร็จของเขา แค่เท่านั้น

ห่าวซวนจมลึกอยู่ในความคิดของตัวเองเป็นเวลานาน แม้กระทั่งความเย็นเยือกที่โจมตีร่างกายอยู่ ณ ขณะนี้ ก็เลิกสนใจไปนานแล้ว

ในเมื่อจะตายอยู่แล้ว จะสนใจไปทำไม?

เวลาค่อย ๆ เดินไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางบรรยากาศของความเงียบสงัด จนกระทั่งความสว่างหายไปและความมืดเข้าปกคลุม มันเป็นค่ำคืนที่เงียบสงัดและยาวนาน ล่วงเลยมาถึงเวลาสว่างอีกครั้ง

มีแสงพระอาทิตย์อบอุ่นในยามเช้า แทรกเข้ามาตามรอยแตกของผนังและหลังคา เผยร่างของห่าวซวนที่กำลังหลับใหล

"แกร็ก แกร็ก"

เสียงตะกุกตะกักดังขึ้นมาจากประตูท่ามกลางความเงียบ ทำให้ห่าวซวนตื่น เปลือกตาดำคล้ำ ค่อย ๆ เปิดขึ้น หลังจากนั้น ประตูถูกผลักให้เปิดออก พร้อมกับร่างของคนสามคนที่เดินเข้ามา

มีชายวัยกลางคนเดินนำหน้าพร้อมกับถาดในมือ ด้านหลังมีผู้หญิงที่สวมชุดประดับขนสัตว์อย่างหรูหราราวกับผู้สูงศักดิ์ ข้างเธอมีหญิงสาวที่แต่งตัวธรรมดากว่า เธอประคองมือของหญิงสาวอย่างระมัดระวังตามมา แสดงฐานะว่าเธอคือคนรับใช้

ชายวัยกลางคนถือถาดเข้ามา วางมันไว้ที่โต๊ะเครื่องแป้งอย่างไม่ระวังและส่งเสียงดัง ทำให้ห่าวซวนที่นอนอยู่บนเตียงขมวดคิ้วเล็กน้อย

เขาพยายามหันไปมองคนเหล่านั้น แต่อนิจจาเขาขยับตัวไม่ได้เลยในตอนนี้ จึงใช้หางตาเพื่อหันไปมอง แต่แล้วสายตาที่หงุดหงิดของเขาก็เปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ เกิดคำถามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

ทำไมคนพวกนี้ถึงสวมชุดแบบนี้?

พวกเขาสวมชุดคลุมยาว ตามแบบชุดจีนในยุคโบราณ คล้ายกับหลงเขามาในละครย้อนยุคสักเรื่องหรือว่ามีเทศกาลอะไรที่ทำให้คนเหล่านี้แต่งตัวแบบโบราณหรือเปล่า

อาจจะเป็นไปได้?

ห่าวซวนกำลังคาดเดาถึงความแปลกประหลาดของคนที่เข้ามาอย่างเงียบ ๆ รอให้คนที่เข้ามาใหม่พูดก่อน

หญิงสาวที่สวมชุดอย่างหรูหราเห็นปฏิกิริยาที่นิ่งเฉยของห่าวซวน เธอก็คิดว่ามันผิดปกติมาก เพราะทุกครั้งที่เข้ามา มักจะมีแววตาที่เกลียดชังอย่างลึกซึ้งส่งมาที่เธอเสมอ

เธอกล่าวด้วยเสียงกังวานทำลายความเงียบ “ห่าวซวน”

เสียงเรียกชื่อที่ชัดเจนทำให้ห่าวซวนต้องพยายามใช้สายตาเหลือบมองไปที่หญิงสาวอย่างตั้งใจ

ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงรู้จักชื่อของเขา?

เมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบสนองที่แปลกไปของห่าวซวน ทั้งสายตาที่ดูสับสนนั้นก็ทำให้เธอแปลกใจมากขึ้น เธอไม่คิดว่าคน ๆ นี้ จะยอมมีทัศนคติที่นิ่งเฉยกับเธอได้อย่างแน่นอน

เธอกล่าว “ห่าวซวน ข้าเห็นว่าเจ้าใกล้จะถูกส่งออกไปแล้ว ร่างกายของเจ้าตอนนี้นั้นอ่อนแออย่างมาก หากออกเดินทางในเวลานี้ เกรงว่าร่างกายของเจ้าจะรับไม่ไหว ยังไม่ทันพ้นประตูเมืองก็จะตายเสียก่อน เพื่อให้เจ้าแข็งแรงขึ้นเพียงสักเล็กน้อย วันนี้ข้าจึงนำอาหารมาให้เจ้า”

ทันทีที่หญิงสาวพูด เสี้ยววินาทีต่อมาก็เกิดคำถามมากมายในหัวของห่าวซวน

ทำไมพวกนี้ถึงพูดราวกับคนโบราณ? เขาไปอยู่ในหมู่บ้านชนเผ่าที่ไหนหรือไม่? แล้วเขาจะถูกส่งออกไป? ไปที่ไหน? โรงพยาบาลหรือไม่? แล้วทำไมไม่รีบส่งเขาไปตั้งแต่เนิ่น ๆ ยังต้องรออะไรอีก? หรือสถานที่แห่งนี้มันไกลและลำบากที่จะเดินทางออกไปหรือไม่? เพราะต้องรอให้เขาดีขึ้นก่อน

ห่าวซวนสังเกตหญิงสาวด้วยสายตาวิเคราะห์ เขาพบว่าใบหน้าที่สวยงามประดับไปด้วยรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยน อย่างไรก็ตาม เขาที่พบเจอผู้คนมากหน้าหลายตา ย่อมมองออกว่าหญิงสาวต้องการเยาะเย้ยเขามากกว่าที่จะปลอบโยน

หรือเขาอาจจะเดาผิด เพราะการแสดงออกของผู้หญิงคนนี้แปลกเกินไป ห่าวซวนคิดในใจ

คนที่เจอกันครั้งแรก แต่กลับแสดงสีหน้าราวกับเป็นศัตรูกันมาเป็นสิบชาติเช่นนี้ ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างผิดปกติและเขาอาจจะมองข้ามมันไป ห่าวซวนขมวดคิ้วและพยายามคิดเกี่ยวกับมัน

เมื่อห่าวซวนจมกับความคิดของตัวเอง ท่าทีที่แสดงออกมาก็คล้ายกับการไม่แยแสต่อสิ่งรอบข้าง มันทำให้หญิงสาวที่คอยดูปฏิกิริยาที่เศร้าโศกหรือหวาดกลัวของห่าวซวนต้องผิดหวัง อาจจะเป็นไปได้ว่าคนตรงหน้าเธอจะยอมแพ้ต่อเธอไปแล้ว แต่เธอไม่ยอมแน่นอน เธอต้องการให้เขาทรมานต่อไปเรื่อย ๆ คิดได้ดังนั้น จึงกระตุ้นต่อไป

“ห่าวซวน" หญิงสาวกล่าวเสียงอ่อนโยน แต่เมื่อห่าวซวนได้ยินแล้วถึงกับต้องขนลุก "ดูสิ ข้าให้คนต้มข้าวฟ่างและนำมันมามอบให้เจ้า”

ชายวัยกลางคนผู้รู้หน้าที่ ก็เดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งและหยิบชามข้าวต้มที่ยังดูร้อนออกมา กลิ่นของข้าวฟ่างที่ถูกต้มจนสุก กระตุ้นท้องของห่าวซวนที่ว่างเปล่ามานานอย่างรวดเร็วในทันที

ห่าวซวนหรี่ตาลง หญิงสาวคนนี้มีทัศนคติไม่ดีต่อเขาในตอนแรก แต่ใจดีนำอาหารมาให้ มันไม่ผิดปกติไปหน่อยหรือ? ห่าวซวนไม่คิดว่าเธอจะนำพาสิ่งดี ๆ มาให้เขาแน่นอน

ลางสังหรณ์ของห่าวซวนไม่ผิด

เพราะในวินาทีต่อมา ชายวัยกลางคนก็สาดข้าวต้มมายังเขา ความร้อนที่เหมือนกับพึ่งยกขึ้นมาจากเตาไฟ ลวกร่างกายของห่าวซวนอย่างรุนแรง ทำให้เขาต้องการที่จะสะบัดร่างกายเพื่อให้ข้าวต้มร้อนออกไป

อย่างไรก็ตามร่างกายของเขาไม่มีแรงแม้แต่จะร้องออกมา อย่าไปคิดถึงการขยับตัว จึงต้องเผชิญกับความร้อนนี้อย่างหมดหนทาง

ความเจ็บปวดและโกรธเคืองแสดงออกมาจากสายตาของห่าวซวน ส่งไปที่หญิงสาว ทำให้หญิงสาวที่รอคอยอยู่แล้วพอใจเป็นอย่างมาก เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม แต่คำพูดกลับเชือดเฉือน "ห่าวซวน ข้าแปลกใจมาก ข้านำอาหารมาให้เจ้า ข้าก็ใส่ชามดี ๆ ทำไมเจ้าถึงกินมันอย่างเลอะเทอะราวกับสัตว์เดรัจฉานอย่างนี้"

ผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากโรคจิต! ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของเขา แล้วสาปแช่งหญิงสาวคนนี้ด้วยสายตา ซึ่งมันกลับทำให้เธอพอใจมากยิ่งขึ้น

การตอบสนองเช่นนี้ทำให้ห่าวซวนตกตะลึง ตัดสินใจไปแล้วว่าคนตรงหน้าเขาคงเป็นโรคจิตจริง ๆ

"ทำไม เจ้าไม่พอใจข้าหรือ?" หญิงสาวหัวเราะ กระทั่งคนรับใช้ทั้งสองที่อยู่ด้านข้างก็หัวเราะอย่างเหยียดหยามเช่นกัน

เธอพูดต่อ "ห่าวซวน อย่าลืมสถานะของเจ้าในตอนนี้ เจ้ายังกล้าที่จะมองข้าด้วยสายตาหยาบคายเช่นนี้ เจ้าไม่กลัวว่าจะมีใครไปบอกเรื่องนี้ต่อองค์ชายหก แล้วทำให้องค์ชายโกรธหรือ?"

หญิงสาวหยุดพูด และยิ้มราวกับว่าเป็นแม่พระ

"ธรรมดาข้าไม่ถือสาเอาความ แต่ข้าไม่สามารถห้ามปากบ่าวรับใช้ของข้าได้ แต่ไม่เป็นไร เพื่อป้องกันไว้ก่อน ข้าจะช่วยเจ้า เพื่อช่วยเตือนว่าเจ้าอยู่ในสถานะอะไรในตอนนี้! อาจิ่ง ไปสั่งสอนคนคนนี้ให้จำสถานะของเขาได้ อย่าเบามือ ทำให้แน่ใจว่าเขาจะจดจำบทเรียนในวันนี้ ไปจนตาย"

"ทราบแล้ว พระชายา" หญิงสาวด้านข้างตอบรับ แล้วแส้ก็ปรากฏขึ้นบนมือของเธอราวกับเวทมนตร์ แม้ห่าวซวนที่เจ็บปวดจากความร้อนของข้าวร้อน ๆ ที่ถูกสาดใส่ตัวเขาก่อนหน้า เขาก็ยังแปลกใจกับการปรากฏของแส้เส้นนั้น

แต่เมื่อเห็นลักษณะของมันที่เป็นแส้ยาว มีกิ่งแหลมที่ยื่นออกมาตลอดทั้งเส้น หัวใจของเขากรีดร้องว่าไม่ดี

หญิงสาวเดินเข้ามาพร้อมกับแส้ในมือ เมื่ออยู่ในระยะที่ใกล้มากพอ เธอก็หวดมันเต็มกำลังใส่ร่างของห่าวซวน

"เปรียะ!"

แส้ยาวฟาดเข้ากลางลำตัว มันเจ็บ! ห่าวซวนกรีดร้องในใจอย่างเจ็บปวด แต่เขาไม่สามารถส่งเสียงได้ ทำได้เพียงแสดงสีหน้าที่ทุกข์ระทมออกมา

ในเวลานี้ แม้ห่าวซวนจะไม่เข้าใจต่อการกระทำของหญิงสาว ที่พึ่งได้พบกันครั้งแรก แต่สิ่งที่เขามั่นใจที่สุดคือคนตรงหน้านี้เกลียดเขาแน่นอน ชนิดที่ว่าเจอหน้าก็อยากฆ่าให้ตาย

แต่เหตุผลที่ว่าทำไมเธอถึงเกลียดเขานั้น เขาไม่มีเวลาไปคิดถึงมัน เพราะสติส่วนใหญ่กำลังจมอยู่กับความเจ็บแสบบนผิวหนังของเขา

หลังจากการตีครั้งแรก หญิงสาวไม่หยุด เธอยังคงฟาดแส้ลงมาอย่างไม่ยั้งมืออีกหลายครั้ง แน่นอนว่าห่าวซวนที่มีร่างกายอ่อนแอไม่สามารถยืนหยัดได้ หลังจากถูกตีไปไม่นาน เขาสลบไปเพราะความเจ็บปวด

ความทุกข์ทรมานของห่าวซวนทำให้หญิงสาวมีความสุข แต่มันยังไม่เต็มอิ่ม เมื่อเห็นร่างที่อ่อนแอสลบไป เธอก็หันไปสั่งอย่างไม่พอใจทันที

"ปลุกมันขึ้นมา!"

ชายวัยกลางคนเดินไปเอาถังน้ำมาสาดใสร่างของห่าวซวน น้ำที่เย็นจัดทำให้ชายหนุ่มกลับมามีสติในทันที

หลังจากนั้น การลงโทษก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเหล้า

เมื่อห่าวซวนสลบ เขาก็จะถูกปลุกขึ้นมาด้วยน้ำเย็น และแส้ก็จะฟาดใสตัวเขาโดยไม่มีการยั้งกำลัง

การทรมานที่ยาวนานทำให้มีบาดแผลมากมายเต็มร่างของเขา มีเลือดสีแดงสดไหลออกมาเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าสีดำ สภาพของเขาในตอนนี้ ดูน่าสังเวชเป็นอย่างมาก

ห่าวซวนหายใจรวยริน ได้ยินคำพูดของหญิงสาวที่แว่วเข้ามาในหูเบา ๆ แต่เขาไม่สนใจมันแล้ว

หญิงสาวมองสภาพอนาถของห่าวซวน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงพอใจ “เอาล่ะ ถึงแม้ว่าเจ้าจะหยาบคายต่อข้า แต่ก็ถือได้ว่าเหมาะสมกับสถานะของเจ้าแล้ว ข้าจะไม่โกรธเจ้า หรือให้ว่าตามตรง ข้าไม่อยากจะสนใจเจ้าด้วยซ้ำ”

กล่าวจบเธอก็หันหลังเดินออกไป แต่ขณะที่กำลังจะเดินพ้นประตูเธอก็หยุดแล้วหันมาพูด “ข้าลืมบอกไป เจ้าจะถูกส่งไปในอีกสามวัน น่าเสียดายที่เวลาสั้นนัก แต่ในสามวันนี้ ข้าในฐานะที่เป็นคนคุ้นเคยกับเจ้า เพราะพวกเราเคยมีสามีคนเดียวกัน จะยังช่วยเจ้าให้ได้ทานอาหารดี ๆ และรักษาร่างกายเล็กน้อยในวันที่เหลือ”

กล่าวจบเธอก็หันหลังกลับไปพร้อมกับเสียงหัวเราะที่อ่อนนุ่มราวกับระฆัง

หลังจากคนทั้งหมดออกไป ห่าวซวนที่จมอยู่กับความเจ็บปวด ไม่ได้ยินว่าหญิงสาวพูดอะไรในตอนท้าย คิดเพียงแค่ว่าความทุกข์ทรมานในวันนี้ได้จบลงแล้ว แล้วสติของเขาก็ดับวูบไป

ค้นพบ (rewrite)

เวลาผ่านไปอย่างยาวนาน ห่าวซวนก็ฟื้นขึ้นมา เพราะความหนาวเย็นที่โหดร้ายในตอนกลางคืน เมื่อตื่นขึ้น เขาก็จมอยู่กับความทุกข์ที่ได้รับเมื่อตอนกลางวัน

ทำไมเขาถึงตกมาอยู่ในสถานะแบบนี้ได้? อะไรกระตุ้นให้หญิงสาวทำให้เธอเป็นศัตรูกับเขา? มีคำถามเกิดขึ้นพร้อมกันในหัวของห่าวซวน

ไม่สิ! ทั้งชีวิตเขาไม่เคยเห็นหญิงสาวแปลกหน้าคนนี้มาก่อน เป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะสร้างความบาดหมางให้เธอ ห่าวซวนแทบจะตัดข้อสงสัยทิ้งไปอย่างรวดเร็ว แต่แล้ว เมื่อนึกถึงสิ่งที่เคยเกิดกับเขาก่อนหน้านี้ หัวเขาก็ราวกับถูกน้ำเย็นสาดเขามา

ไม่เสมอไป! เพราะเขาก็เคยทำดีต่อคนคนนั้น แต่ท้ายที่สุดเขาก็ยังถูกทำร้ายด้วยเหตุผลปัญญาอ่อนแบบนั้น

ราวกับได้เปิดมุมมองใหม่ ห่าวซวนจึงเดาว่า ในช่วงชีวิตหนึ่ง เขาอาจจะเผลอไปทำอะไรหญิงสาวเจ็บแค้นโดยไม่รู้ตัว ทำให้เธอโกรธและเกลียดเขาชนิดที่เรียกได้ว่าเขาเคยไปฆ่าพ่อฆ่าแม่ของเธอมาอย่างไรอย่างนั้น

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เขาก็ทำได้แค่ทำใจและก้มหน้ารับมันไป

เพราะด้วยร่างกายของเขาที่นอนเป็นผักเช่นนี้ คงจะไม่สามารถฟื้นได้โดยเร็วหรือเขาอาจจะกลายเป็นคนที่นอนติดเตียงไปตลอดชีวิต การตอบโต้หรือหลบหนีคงเป็นไปได้แค่ความฝัน

ห่าวซวนในเวลานี้ รู้สึกว่าตัวเองมืดแปดด้าน ประตูทางรอดเขาทุกประตูปิดสนิท เมื่อคิดถึงตรงนี้ใบหน้าของเขาที่ดูซีดเซียวอยู่แล้วก็แย่ลงไปอีก อารมณ์ของเขาที่สิ้นหวังอยู่แล้วก็มากขึ้นไปอีก เขาที่เคยอยู่ในจุดที่ตกต่ำมาก่อน เคยไปยืนอยู่ในจุดที่สูงที่สุด แต่ก็กลับร่วงลงมาในจุดที่ต่ำกว่าเดิม มันย่อมเจ็บเจียนตายใช่หรือไม่? คิดแล้วอารมณ์ของห่าวซวนที่ขมุกขมัว ทั้งหมดทั้งมวลกลายเป็นความเกลียดชังที่ปะทุขึ้นในใจของเขา

เขาเกลียดผู้ชายคนนั้นที่ทำให้ร่างเขาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เขาเกลียดผู้หญิงคนนั้นที่เข้ามาซ้ำเติมเขาโดยไร้เหตุผลและเขาไม่สามารถแม้แต่จะตอบโต้ได้เพียงเล็กน้อย เขาเกลียดตัวเองที่โง่เกินไป โง่จนทำให้เขาต้องทนทุกข์อย่างแสนสาหัส

เมื่ออารมณ์จมลงกับความเกลียดชัง โดยไม่สังเกต ทั่วทั้งร่างกายของเขาตอนนี้มีหมอกมืดที่ดูหม่นหมองปกคลุมอยู่ หากมีคนมองมาที่ห่าวซวนในเวลานี้ จะพบบรรยากาศดำมืดรอบตัวเขา ราวกับมีสิ่งชั่วร้าย มันค่อย ๆ ซึมเข้าไปในร่างกายของห่าวซวนโดยที่เขาไม่รู้ตัว

เมื่อมันแทรกซึมเข้าไป ก็เกิดความเย็นจัดที่กัดเซาะถึงกระดูก ห่าวซวนนิ่วหน้าอย่างทรมาน มันทำให้เขาเวียนหัวและสับสน สายตาที่มองไม่ชัดเจนอยู่แล้วก็กลายเป็นภาพขุ่นมัวราวกับคนตาบอด ยิ่งเจ็บปวดมากเท่าไหร่ ความแค้นก็ก่อตัวมากขึ้นในหัวใจของเขามากเท่านั้น

ทำไมเขาต้องมาเผชิญกับความเจ็บปวดเช่นนี้ ทำไมมันต้องเป็นตัวเขาเองด้วย!

ห่าวซวนตัดพ้อในใจกับโชคชะตาชีวิตที่กำลังเผชิญอยู่ ทันใดนั้น ความคิดที่จมอยู่ของห่าวซวนก็มีภาพประหลาดปรากฏขึ้น! ราวกับแสงวาบที่ส่องลงมาท่ามกลางความมืดมิด

จากภาพที่เข้ามา กลายเป็นภาพเคลื่อนไหว และกลายเป็นความทรงจำที่แปลกประหลาดของอีกคนหนึ่ง ที่วิ่งเข้ามาในหัว ราวกับกระแสน้ำป่าที่พรั่งพรู มันรวดเร็วและรุนแรง จนทำให้เขาปวดหัวเป็นอย่างมาก จนกระทั่งเขาทนไม่ไหวและสลบไปอีกครั้ง

เวลาผ่านไปอย่างยาวนานท่ามกลางคืนฤดูหนาวที่เย็นเยือก

ห่าวซวนลืมตา เผยดวงตาที่แสดงออกอย่างหลากหลายอารมณ์ ทั้งความแปลกใจ ตกใจ ความทุกข์และความเศร้า

สิ่งที่เขาได้รับมันมากเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจด้วยทัศนคติของเขา ความทรงจำที่เข้ามากลับกลายเป็นว่าเป็นของอีกคนหนึ่ง

ใช่ ของอีกคนหนึ่ง ใครสักคนที่มีชื่อและหน้าตาเหมือนเขา

มันทำให้เขารู้ว่า เขาข้ามมายังโลกอีกโลกหนึ่ง โลกที่เรียกว่าโลกวิญญาณ เข้ามาอยู่ในร่างกายของชายหนุ่มที่มีชื่อเหมือนกับเขา และเขาก็เข้าใจว่าคนที่หญิงสาวเกลียดนั้นไม่ใช่เขา แต่เป็นเจ้าของร่างนี้ ที่ดวงวิญญาณของเขาบังเอิญได้มาอาศัยอยู่

สิ่งที่ทำให้เขาตกใจจากความทรงจำที่ได้รับคือคนที่โลกนี้มีความสามารถในการดูดพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างกาย โดยพวกเขาถูกเรียกว่าผู้ฝึกฝน

เมื่อมีสิ่งนี้ในหัว ทีแรกห่าวซวนคิดว่าเขามีอาการประสาทหลอนหลังจากการกระทบกระเทือนอย่างแรงหรือเป็นอาการหลอนของคนใกล้ตาย เพราะสิ่งเหล่านี้มันดูเกินจริงไปมาก

เขาคิดว่าความทรงจำที่อยู่ในหัวเขา อาจจะมาจากนวนิยายแฟนตาซีที่เคยอ่านหรือเป็นละครโบราณสักเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งที่เหนือธรรมชาติที่เคยดู และเขาจำสับสน

ด้วยสภาพกึ่งตายของเขา บางทีสมองของเขาอาจจะไม่สามารถแยกได้ระหว่างความเป็นจริงกับเรื่องเท็จออกจากกัน อย่างไรก็ตามความทรงจำที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในหัวของเขา ทำให้เขาสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวที่สัมพันธ์กันได้มากขึ้น และเริ่มเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคือความจริง และสมองไม่ได้กระทบกระเทือนหรือมีความผิดปกติใด ๆ แต่เขาเข้ามายังโลกที่ต่างออกไปจริง ๆ

แม่เจ้า! ห่าวซวนอุทานในใจอย่างเหลือเชื่อ ลืมความทุกข์ไปจนหมดสิ้น

หัวใจของเขาเต้นอย่างรุนแรงเพราะประสบการณ์ชีวิตแปลกใหม่ที่ได้รับ แต่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้าของร่างในช่วงท้ายของชีวิต มันก็เหมือนกับถูกน้ำเย็นสาดมาที่หัวแทบจะในทันที ปลุกเขาให้เผชิญกับโลกความเป็นจริงที่โหดร้าย

แน่นอนว่าการที่เขาจะเข้ามาอยู่ในร่างนี้ได้ เจ้าของร่างเดิมต้องสิ้นชีวิตไปแล้ว และวิญญาณของเขาได้เข้ามาแทนที่

สาเหตุที่เจ้าของร่างต้องตาย เพราะได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส เช่นเดียวกับที่ห่าวซวนได้รับ อย่างไรก็ตาม เจ้าของร่างเดิมนั้นต้องเผชิญกับปัญหาหลายด้านมากเกินไป จนเขาทนไม่ไหว

เพราะก่อนที่เขาจะอยู่ในสภาพปัจจุบัน ชีวิตของเขาก็กล่าวได้ว่าสุขสบาย เพราะเกิดในตระกูลขุนนางตำแหน่งใหญ่ของอาณาจักรเยว่ ที่มีประวัตินานมากกว่าสองพันปี และด้วยต้นตระกูลที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ทำให้เจ้าของร่างร่ำรวยและมีเบื้องหลังที่ทรงพลัง เพราะฉะนั้นทันทีที่เกิดมาย่อมมีความสุขสบายและไร้กังวล แม้เขาจะเกิดมาเป็นคนสองเพศก็ตาม

ใช่! ไม่ผิด ในโลกนี้เพศของผู้คน นอกจากชายและหญิงแล้ว ยังมีเพศที่ไม่ใช่ทั้งหญิงและชายที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก

ตามความเข้าใจของโลกวิญญาณ การเกิดมาเป็นคนสองเพศนั้นไม่ดี เพราะร่างกายนั้นเป็นอุปสรรคต่อการฝึกฝน

อย่างไรก็ตาม เจ้าของร่างเดิมพิเศษกว่า เพราะแม้เขาจะเกิดมาเป็นคนสองเพศแต่ก็มีความสามารถในการฝึกฝนที่ดี และเร็วกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำ ภายในอายุสิบห้า เขาก็สามารถประสบความสำเร็จในการก้าวเข้าสู่ระดับการสร้างรากฐาน ซึ่งปกติ คนทั่วไปจะสามารถก้าวถึงระดับนี้ได้ต้องอายุเกือบห้าสิบปีไปแล้ว

ใช่ จะต้องกลายเป็นคนแก่หงำเหงือกถึงจะสามารถเลื่อนระดับได้สูงขึ้น เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นอัจฉริยะและมีทรัพยากรในการฝึกฝนที่มากเพียงพอ จึงจะสามารถสร้างรากฐานด้วยวัยที่น้อยกว่า

ด้วยพรสวรรค์ที่ดีและเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา เขาจึงถูกขนานนามว่าเป็นไข่มุกพระจันทร์*

เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มทั่วทั้งอาณาจักร ไม่เว้นกระทั่งองค์ชายหกแห่งราชวงศ์เยว่ แต่จุดประสงค์ที่เขาต้องการเจ้าของร่างเดิมแตกต่างจากคนอื่นไปอย่างสิ้นเชิง

องค์ชายหกคนนี้ มีชื่อว่าเยว่เลี่ยง เกิดจากพระสนมที่ไม่เป็นที่โปรดปราน แม้เขาจะมีพรสวรรค์ในการฝึกฝนที่ดี แต่เนื่องจากเบื้องหลังของมารดาที่ไม่ได้ทรงพลังมาก ทำให้เขาไม่ได้รับทรัพยากรฝึกฝนที่มากเพียงพอ แต่เนื่องจากว่าเขามีความทะเยอทะยานอย่างยิ่งยวด จึงไม่เคยพอใจ เพราะการก้าวหน้าที่ช้าเกินไป

เพื่อให้ประสบความสำเร็จต่อเป้าหมายของตนเอง เขาจึงต้องการแต่งงานกับห่าวซวนเพื่อสร้างเบื้องหลังของเขา แต่มันไม่สำเร็จในตอนแรก เพราะตระกูลห่าวไม่เห็นด้วยโดยสิ้นเชิง ด้วยตัวตนของเยว่เลี่ยงที่ไม่คู่ควร

แต่เยว่เลี่ยงเป็นคนมากแผนการ เขาสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อให้เป้าหมายของเขาลุล่วง และด้วยการวางแผนของเขา ทำให้ห่าวซวนซึ่งมุ่งมั่นอยู่กับการฝึกฝนตกหลุมรัก และต้องการแต่งงานกับเยว่เลี่ยงทันที ในตอนนั้นถึงแม้ว่าตระกูลของเขาจะคัดค้านก็ไม่สามารถหยุดความคิดของเจ้าของร่างได้แล้ว

ข่าวนี้แทบจะเป็นข่าวใหญ่ในอาณาจักรเยว่ทันที การแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชายหนุ่มทั้งอาณาจักรล้วนอิจฉาเยว่เลี่ยงที่ได้ครอบครองไข่มุกพระจันทร์เม็ดนี้

เมื่อเจ้าของร่างเข้ามาอยู่ในจวนองค์ชาย ในช่วงแรกชีวิตคู่ของเขาราบรื่น แต่ก็สวนทางกับการฝึกฝนของเขาที่ช้าลงเล็กน้อย เพราะทรัพยากรการฝึกฝนที่องค์ชายได้รับนั้นน้อยเกินไป เพื่อเห็นแก่ครอบครัว เจ้าของร่างจึงสละทรัพยากรส่วนมากที่ได้รับจากตระกูลห่าวให้เยว่เลี่ยง ทำให้ขณะที่การฝึกฝนของห่าวซวนช้าลง แต่การฝึกฝนของเยว่เลี่ยงนั้นสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการสร้างรากฐานก่อนองค์ชายคนอื่น ๆ

สิ่งนี้เรียกสายตาขององค์จักรพรรดิ ทำให้เยว่เลี่ยงได้รับความโปรดปราน และได้รับทรัพยากรฝึกฝนมากขึ้น ด้วยพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว การฝึกฝนของเขาก็พุ่งอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าจรวด แล้วสถานะของเยว่เลี่ยงก็ถูกยกย่องให้สูงขึ้น จนกลบเจ้าของร่างเดิมไปจนหมด

แต่ถึงแม้เยว่เลี่ยงจะอยู่ในสถานการณ์ที่ดี เขายังรับทรัพยากรฝึกฝนส่วนมากมาจากเจ้าของร่างต่อไป สิ่งนี้ทำให้ระยะห่างระหว่างเจ้าของร่างเดิมกับเยว่เลี่ยงมากขึ้น จนกระทั่งองค์ชายไม่พอใจในตัวของห่าวซวนอีกต่อไป สิ่งนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปีด้วยซ้ำ และห่าวซวนพึ่งอายุสิบหก ตอนนั้นเองสีที่แท้จริงของเยว่เลี่ยงก็ถูกเขาเปิดเผย

เยว่เลี่ยงได้สู่ขอบุตรสาวคนโตของตระกูลฮั่ว นามว่าฮั่วอ้ายเริ่น การกระทำนี้ทำให้ห่าวซวนผิดหวังต่อองค์ชายหกเป็นอย่างมาก เพราะตระกูลฮั่วนั้นเป็นคู่แข่งของตระกูลห่าวมาตั้งแต่อดีต และความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูลไม่เคยดี กล่าวได้ว่าเจอหน้าคือต่อสู้ให้ตายไปข้างหนึ่งเท่านั้น

ฮั่วอ้ายเริ่นเองก็เป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์เทียบเท่ากับห่าวซวน ยิ่งไปกว่านั้นเธอเป็นนักปรุงยาที่มีแนวโน้มที่ดี และได้รับการขนานนามว่าเป็นไข่มุกพระจันทร์เม็ดใหม่ ด้วยความสามารถของเธอจึงเข้ามาแทนที่ห่าวซวนที่ถูกลืมไปนานแล้ว อย่างไรก็ตามฮั่วอ้ายเริ่นไม่เคยพอใจกับฉายาที่ได้รับ เพราะในความรู้สึกของเธอ มันตอกย้ำว่าเธอนั้นเป็นที่สองมาตลอด

เมื่อตอนที่ห่าวซวนยังไม่แต่งงานกับเยว่เลี่ยง ฮั่วอ้ายเริ่นมีการฝึกฝนที่ต่ำกว่าเล็กน้อย แต่เมื่อภายหลังการฝึกฝนของห่าวซวนต่ำลง การฝึกฝนของเธอก็เพิ่มขึ้นและแซงหน้าเขาไปในที่สุด เทียบเท่าเยว่เลี่ยงในปัจจุบัน ทำให้องค์ชาย ผู้ซึ่งมองแต่ข้างหน้าเท่านั้นรู้สึกว่าฮั่วอ้ายเริ่นเท่านั้นที่คู่ควรกับเขา

การแต่งงานเกิดขึ้น โดยเยว่เลี่ยงไม่เคยไว้หน้าห่าวซวนหรือตระกูลห่าวเลย เพราะด้วยสถานะของเขาที่ดีวันดีคืน ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาสร้างความวุ่นวายในพิธีมงคลของเขา

งานแต่งใหญ่โต ทั้งคู่เข้าหอ และห่าวซวนก็ถูกส่งออกไปอยู่ในเรือนหลังอื่นทันที

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นไวมาก ทำให้ห่าวซวนผู้ซึ่งเคยได้รับการเลี้ยงดูอย่างไร้กังวลมาโดยตลอด ถึงกับไปไม่เป็น ทุกวันและคืนตกอยู่ในความเศร้าโศก สิ่งนี้ทำให้สถานการณ์ของเขาแย่ลงไปอีก เพราะเมื่อการฝึกฝนของคนอื่น ๆ พุ่งสูงขึ้น การฝึกฝนของเขากลับคงที่ เนื่องจากจิตใจของเขาที่เอาแต่จมอยู่กับความผิดหวัง

แน่นอนว่าความทุกข์ระทมที่เกิดขึ้นต่อเจ้าของร่าง ตระกูลห่าวต้องรับรู้ อย่างไรก็ตาม เยว่เลี่ยงย่อมรู้ว่าเมื่อเขาแต่งงานกับบุตรสาวของตระกูลฮั่วแล้ว ตระกูลห่าวต้องมาสร้างปัญหาให้เขาอย่างแน่นอน แม้ว่าจะไม่สามารถทำต่อหน้า แต่ด้วยความสามารถของตระกูลห่าว เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะหมดหนทาง

แล้วเยว่เลี่ยงผู้เก่งกาจในการวางแผนจะปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นหรือไม่? แน่นอนว่าไม่!

ดังนั้นหลังการแต่งงาน เยว่เลี่ยงได้วางแผนกับตระกูลฮั่วเพื่อสร้างปัญหากับตระกูลห่าว ทำให้พวกเขาไม่มีเวลามาสนใจเอาผิดกับเยว่เลี่ยง และไม่มีเวลามาดูแลห่าวซวนซึ่งเป็นอัจฉริยะที่ภาคภูมิใจของตระกูล

การโต้แย้งระหว่างตระกูลฮั่วกับตระกูลห่าวหนักขึ้น ในขณะเดียวกันฮั่วอ้ายเริ่นก็เริ่มสร้างปัญหาให้กับเจ้าของร่างด้วยเช่นกัน และแน่นอนว่าเจ้าของร่างซึ่งเคยใช้ชีวิตอย่างไร้กังวลมาตลอดชีวิตสิบหกปี ตามไม่ทันกลอุบายและตกลงไปในเกมของศัตรูทันที

ทุกการกระทำของฮั่วอ้ายเริ่นอยู่ในสายตาของเยว่เลี่ยง อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้แสดงทัศนคติใด ๆ ที่จะช่วยเหลือห่าวซวนเลย แม้แต่คนโง่ก็มองเห็นว่าสถานะของเขาตกต่ำลงอย่างมากในสายตาขององค์ชาย ทำให้แม้แต่คนใช้ตัวเล็ก ๆ ยังกล้าที่จะเมินตัวตนของเขาหรือดูถูกเขาได้อย่างเปิดเผยต่อหน้า

เมื่อความหวังสุดท้ายหมดไป พร้อมกับหัวใจที่บอบช้ำอย่างมาก ทำให้เขาถอดใจจากเยว่เลี่ยงอย่างสิ้นเชิง ตัดสินใจที่จะถอยออกมาและกลับไปยังตระกูลห่าว อย่างไรก็ตามในคืนนั้นเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาลก็เกิดขึ้น

ตระกูลห่าวถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ ด้วยหลักฐานที่ตระกูลฮั่วสร้างขึ้น ทำให้ดึงดูดความสนใจของทางการทันที และด้วยการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของตระกูลฮั่วและเยว่เลี่ยง ทำให้ตระกูลห่าวไม่สามารถที่จะแก้ไขตัวเองได้อย่างทันท่วงที

ในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายหัวหน้าตระกูลห่าว เขาได้ใช้วิธีการลับ เพื่อช่วยเหลือคนทั้งตระกูลหลบหนี และในคืนนั้นการมีอยู่ของตระกูลห่าวในเมืองหลวงก็หายไปอย่างสิ้นเชิง

เมื่อเป้าหมายหายไป แน่นอนว่าคนทั้งหมดต้องโกรธ และผู้ที่ได้รับผลของความโกรธคือคนสุดท้ายของตระกูลห่าวที่ยังอยู่ในเมืองหลวง ในคืนนั้น เยว่เลี่ยงและคนอื่น ๆ บุกเข้ามาในห้องของเจ้าของร่างและโดยไม่มีการพูดคุยใด ๆ ก็ยกเลิกการฝึกฝนของเขาทันที

จากนั้นเขาก็ถูกส่งไปที่ห้องทรมาน และคืนนั้นก็เป็นคืนที่สิ้นหวังและทำให้เขาได้พบกับความโหดร้ายของคนที่เขาเคยรักมากที่สุด

เจ้าของร่างถูกทรมานจนร่างกายทนไม่ไหว จนกระทั่งเขาเหลือเพียงลมหายใจเดียว การทรมานเป็นเวลามากกว่าหนึ่งเดือนก็หยุดลง

หลังจากนั้น ห่าวซวนถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมกับการเป็นกบฏเช่นเดียวกับครอบครัวของเขา และบทลงโทษคือการเนรเทศออกไป ในช่วงเวลานี้เองที่ฮั่วอ้ายเริ่นเข้ามาหาเขาและเปิดเผยทุกอย่าง บ่งบอกว่าการล่มสลายของตระกูลห่าวล้วนเกิดมาจากความเอาแต่ใจของเขาทั้งสิ้น แล้วหัวใจและจิตใจของเขาที่บอบบางอยู่แล้ว เมื่อได้รับความสะเทือนใจเช่นนี้ ก็กระอักเลือดและล้มลงไปในทันที

ด้วยความทุกข์จากภายนอกและภายใน ขณะที่ถูกขังอยู่ เขาก็สิ้นใจด้วยความทรมาน

เมื่อนึกถึงตอนจบของความทรงจำ ห่าวซวนก็ถอนใจให้กับชีวิตของเจ้าของร่าง ชะตากรรมของพวกเขาทั้งคู่ช่างคล้ายกัน ด้วยการโดนคนที่เคยไว้ใจหักหลัง มันช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่น่าเศร้าจริง ๆ

ถึงแม้เจ้าของร่างจะมีชีวิตที่หดหู่ แต่ห่าวซวนเศร้ากับชะตากรรมชีวิตของเจ้าของร่างเดิมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะไม่ว่ายังไง เขาตายไปแล้ว ปัจจุบันคนที่อยู่ในร่างนี้ก็เป็นห่าวซวนเอง และเป็นคนที่ยังต้องเผชิญกับความโหดร้ายนี้ต่อไป

เมื่อห่าวซวนตระหนักกับเรื่องนี้เขาก็ได้แต่ถอดถอนใจ แต่นี่คือสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดในเวลานี้ และรอคอยชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นในเช้าที่กำลังจะมาถึง

---

*ไข่มุกพระจันทร์ หรือไข่มุกแห่งเยว่ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคร้องกับชื่อของอาณาจักรเยว่ ที่มีความหมายที่เป็นภาษาไทยว่า พระจันทร์

ถูกเนรเทศ (rewrite)

วันต่อมา

ห่าวซวนตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงดังตรงหน้าประตูตามเวลาเดิม ไม่นานร่างที่คุ้นเคยทั้งสามคนก็เดินเข้ามา เขาเยาะในใจ ตรงเวลาขนาดนี้ ดูเหมือนจะเป็นคนที่ขยันกับเรื่องชั่วช้าจริง ๆ

คราวนี้ห่าวซวนได้เตรียมใจไว้แล้ว เมื่อเห็นหม้อที่ปิดสนิท ที่ชายวัยกลางคนประคองอย่างระวังด้วยมือทั้งสองข้าง ก็เดาว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเขาวันนี้คืออะไร

ทำไมตอนนี้เขาดูสงบนิ่ง? ไม่ตื่นตระหนกกับสิ่งที่ต้องเจอ?

แน่นอนว่าเขากลัว แต่ความกลัวที่มีมันได้หายไปนานแล้ว เพราะเมื่อเขาถูกบังคับให้ตกอยู่ในสภาพจำยอมเช่นนี้ ร่างกายที่ไม่มีแรงแม้แต่จะขยับ จะอ้าปากเพื่อสาปแช่งยังทำไม่ได้ การแสดงความขัดขืนก็คงเป็นไปไม่ได้เช่นกัน มันทำให้เขาคิดตก แล้วจิตใจที่ว้าวุ่นสงบลง

คุณต้องการทรมานฉันหรือไม่? มาสิ เข้ามาเลย ฉันจะยอมรับมันทุกอย่าง เพราะตอนนี้ตัวเขาไม่มีอะไรจะเสียแล้วจริงๆ

ดังนั้นเมื่อฮั่วอ้ายเริ่นเดินเข้ามาจึงเห็นห่าวซวนที่ดูนิ่งสงบ ดวงตาขุ่นมัวมองมาที่เธออย่างเฉยชาไร้อารมณ์ บ่งบอกว่าคนคนนี้ไม่ได้แยแสสักนิดว่าเธอจะทำอะไรเลย เธอคิดไว้แล้วว่ามันต้องเป็นเช่นนี้ เธอจึงได้เตรียมการทรมานเสียยิ่งกว่าตายไว้สำหรับชายหนุ่มแล้ว “ห่าวซวน เมื่อวานข้าเห็นเจ้าดูอ่อนแอเล็กน้อย วันนี้ข้าจึงต้มยามาให้เจ้าเพื่อว่าร่างกายของเจ้าจะดีขึ้น น่าเสียดายที่เจ้าไม่ใช่ผู้ฝึกฝนอีกต่อไปแล้ว ยาที่ข้านำมาจึงเป็นเพียงแค่ยาสำหรับคนธรรมดาเท่านั้น” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หากเป็นคนที่ไม่คุ้นเคยกับเธอหากได้ยินคงจะหลงไปกับเสียงนั้นแล้ว

แต่สำหรับห่าวซวนนั้นไม่ เขารู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้มีจิตที่บิดเบี้ยวมากเพียงใด เขาทำราวกับว่าฮั่วอ้ายเริ่นเป็นแมลงหวี่ ซึ่งไม่จำเป็นต้องให้ความสนใจ

ห่าวซวนก็หลับตา สิ่งหนึ่งที่เจ้าของร่างไม่เคยเข้าใจและเขาก็ไม่เข้าใจเช่นก็คือการทรมานที่เกิดขึ้นนี้ทำไปเพื่อสิ่งใดกันแน่ นอกจากการแข่งขันระหว่างทั้งสองในฐานะบุตรอัจฉริยะของตระกูล เขาเคยไปสร้างความบาดหมางที่แม้แต่การตายก็ไม่สามารถชำระล้างมันได้หรือไม่ เธอจึงขยันหมั่นเพียรกับการทรมานร่างกายนี้ทุกวัน ไม่เหนื่อยกับมันหรือ?

ท่าทีของห่าวซวนที่ไม่หวั่นไหวเมื่อได้ยินฮั่วอ้ายเริ่นทำให้เธอไม่พอใจเล็กน้อย เธอไม่ต้องการเห็นห่าวซวนเป็นเช่นนี้ เธอต้องการเห็นเขาเจ็บปวดเท่านั้น

หญิงสาวส่งสายสายตาให้สาวใช้ด้านข้าง เมื่อได้รับคำสั่งเธอก็เริ่มหน้าที่ ใส่เครื่องมือป้องกัน ซึ่งการกระทำนี้ตกอยู่ในสายตาของห่าวซวนที่พึงลืมตาขึ้นมา

ยารักษาของคนธรรมดานี่ต้องใส่เครื่องมือกันพิษเช่นนี้หรือไม่? ห่าวซวนกล่าวประชดในใจ

เมื่อหญิงสาวเตรียมการเสร็จ เธอก็นำมันมาให้ห่าวซวนทันที พร้อมกันนั้นชายวัยกลางคนก็ใช้มือที่หยาบของเขาบีบปากของห่าวซวนให้อ้าออก ห่าวซวนมองไปยังมีที่หยาบนั้นอย่างรังเกียจ หากเขาทำได้ เขาก็จะเปิดปากของเขาเองแทนที่จะโดนมือนั้นสัมผัสลงบนใบหน้าของเขา

สายตาที่เปลี่ยนแปลงของห่าวซวนชายวัยกลางคนนั้นสังเกตไม่เห็น เพราะตอนนี้เขาสนใจแต่ถ้วยที่หญิงสาวถือมาอย่างระวังเท่านั้น

เมื่อเข้ามาใกล้ สิ่งแรกที่ห่าวซวนสัมผัสได้มันคือกลิ่น ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ยาพิษนี้ได้ขุดมาจากบ่ออาหารเน่าหรือเปล่า? ทำไมกลิ่นมันช่างเหม็นอย่างนี้?

กลิ่นที่ไม่ดีของมันทำให้ห่าวซวนเวียนหัว และด้วยร่างกายที่อ่อนแอ มันทำเขาแทบจะสลบลงไปในเวลานั้น

เมื่อยาถูกกรอกลงไปในปากของห่าวซวนรสชาติที่ขมบาดปากก็ทำให้เขาแทบจะอาเจียนออกในทันที เขาไม่ใช่คนที่กินยาขมไม่ได้ แต่ยานี้มันขมจนเกินทนจริง ๆ คล้ายกับเอาดีหมีหลายสิบอันมาต้มเคี่ยวรวมกันก็ไม่ปาน

ประสิทธิภาพของยานั้นดีอย่างน่าเหลือเชื่อ ทันทีที่เข้าไปในปากของห่าวซวน ก็ซึมซับเข้าไปในร่างกายของเขา วิ่งไปตามเส้นเลือด แล้วความเจ็บปวดก็เริ่มต้นขึ้น โดยมาจากทรวงอกอกก่อน แพร่กระจายไปแขน แล้วไปที่ขา กระทั่งแพร่ไปทั้งร่างกาย

รสชาติของมันคล้ายกับมีมีดขนาดเล็ก ๆ นับหมื่นเล่มค่อย ๆ แหวกว่ายแทรกตัวเข้าไปในเนื้อของเขา แล้วเซาะมันให้แยกจากกระดูกอย่างเชื่องช้า เหมือนคนขายเนื้อที่บรรจงลงมีดไปยังเนื้อของสัตว์ เพื่อให้ได้เนื้อที่มากที่สุด และเหลือเพียงกระดูกที่ขาวโพลน ห่าวซวนรู้สึกเช่นนั้นในเวลานี้ ราวกับเนื้อหนังและกระดูกของเขากำลังแยกออกจากกันอย่างสมบูรณ์ แล้วหลังจากนั้น ความเจ็บจี๊ด ๆ ราวกับเนื้อถูกสับละเอียดเป็นชิ้น ๆ ก็เกิดขึ้นตามมา

สำหรับชายหนุ่ม แม้เขาจะเตรียมใจกับการทรมานครั้งนี้แล้ว แต่มันก็ยังยากลำบากกว่าที่เขาจะสามารถยืนหยัดได้ เป็นไปได้หรือไม่หากเขาสามารถตายได้ในทันที? เพราะอย่างไรเขาก็เคยตายมาแล้ว ตายไปอีกสักรอบคงไม่เป็นไรกระมัง หากโชคดี เขาอาจจะได้ไปอยู่ในร่างใหม่ที่ไม่ต้องทุกข์ทรมานก็ได้

ความคิดนี้เกิดขึ้นมาในหัวของห่าวซวน เมื่อเขารู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถทนต่อความเจ็บปวดที่เกิดจากยาพิษได้

ความทรมานที่ห่าวซวนแสดงออกมาทำให้ฮั่วอ้ายเริ่นพอใจในที่สุด เธอกล่าว “เป็นอย่างไรบ้าง ห่าวซวนกับยากระดูกหลุดที่ข้าปรุงเองกับมือ เพราะข้าคิดว่าร่างกายของเจ้าสกปรกเกินไป โดยเฉพาะภายใน ยากระดูกหลุดจะช่วยให้เจ้าสามารถขับเนื้อเน่าที่อยู่ภายในออกมา”

หญิงสาวหัวเราะอย่างอ่อนโยน แต่เมื่อห่าวซวนได้ยินเขากลับรู้สึกว่าเสียงนั้นคล้ายกับการหัวเราะของปีศาจ มันทำให้หัวของเขาเย็นชืดทันที และหัวใจของเขาก็ไหวสั่น

“เอาล่ะ วันนี้ นอกจากที่ข้าจะนำยามาให้เจ้าแล้ว ข้ายังมีข่าวร้ายเล็กน้อยมาบอกเจ้าด้วย องค์ชายหกไม่ต้องการให้เจ้า ซึ่งเป็นนักโทษกบฏ ต่ออาณาจักรอยู่ในจวนของเขาอีกต่อไป ดังนั้นกำหนดส่งตัวเจ้าออกไปจึงเป็นวันพรุ่งนี้”

หญิงสาวถอดหายใจ “น่าเสียดาย หากเจ้าสามารถอยู่ที่นี่ต่อได้อีกสักวัน มันคงจะดีต่อเจ้ามากกว่า เพราะข้าก็จะช่วยรักษาเจ้าได้อีกหนึ่งวัน ด้วยร่างกายของเจ้าตอนนี้ การเนรเทศเจ้าออกไปก็เทียบเท่ากับการสังหารเจ้าโดยตรง”

มีท่าทีเสียใจจากใบหน้าของฮั่วอ้ายเริ่น แต่ห่าวซวนไม่แม้แต่จะสนใจ เพราะคำพูดของหญิงสาวทำให้ห่าวซวนรู้สึกปวดหัว ในใจของเขาคิดเพียงว่า เขาจะสามารถส่งผู้หญิงคนนี้ออกไปด้วยพละกำลังสุดท้ายในชีวิตเขาได้หรือไม่ เพราะเสียงของเธอมันน่ารำคาญมาก

แต่หญิงสาวจะได้ยินความคิดของห่าวซวนได้อย่างไร

เธอยังคงพูดต่อไป “ห่าวซวน เจ้ารู้หรือไม่ว่านักโทษกบฏนี้ส่วนมากจะถูกส่งไปที่ไหน แน่นอน นักโทษกบฏ จะถูกส่งไปยังหุบเหวไร้ก้น เจ้ารู้จักที่นั่นหรือไม่ มันน่ากลัวมาก แม้กล่าวได้ว่าเป็นการเนรเทศ แต่มันก็เทียบเท่ากับการส่งไปตายเสียมากกว่า ข้าเองเป็นห่วงเจ้ามาก เป็นห่วงว่าเจ้าจะไม่สามารถยืนหยัดไปจนถึงหุบเหวไร้ก้น มันจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย หากเจ้าไม่สามารถใช้หุบเหวนั้นเป็นที่ฝังศพของเจ้าได้ เพราะหากคนของตระกูลห่าวถูกจับได้ พวกเขาก็จะถูกส่งไปที่นั่นเช่นกัน จะได้ใช้มันเพื่อเป็นสุสานของตระกูลห่าวของเจ้า”

ฮั่วอ้ายเริ่นหยุดครู่หนึ่ง เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของห่าวซวน แน่นอนว่าตอนนี้ชายหนุ่มตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ แต่มันก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของเธอ ฮั่วอ้ายเริ่นต้องการเห็นห่าวซวนกรีดร้องอย่างสิ้นหวังหรือกระอักเลือดจากความโกรธ แต่ด้วยร่างกายของห่าวซวนตอนนี้การตอบสนองที่เธอต้องการจึงเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตามเธอก็ยังพูดต่อไป “แต่ไม่ต้องหวงไป หากเจ้าตายไประหว่างทาง ข้าได้กำชับให้เหล่าทหารที่จะไปส่งตัวเจ้าแล้วว่าไม่ต้องฝัง เพียงแค่โยนศพของเจ้าทิ้งข้างทาง เพื่อให้เจ้าทำประโยชน์ครั้งสุดท้าย ให้เป็นอาหารของสัตว์ป่าที่หิวโหย ให้พวกมันแทะเนื้อของเจ้า กลืนกระดูกของเจ้า เป็นเรื่องที่น่ายินดีใช่หรือไม่” หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ

แม้สติของห่าวซวนจะอยู่ที่ความเจ็บปวดทางร่างกายเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังสามารถได้ยินคำพูดของฮั่วอ้ายเริ่น เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนาวสันหลัง ผู้หญิงคนนี้เป็นร่างอวตารของปีศาจหรือไม่? สามารถคิดวิถีทางโหดร้ายกับคนไม่มีทางสู้ได้อย่างยอดเยี่ยม ช่างเป็นพรสวรรค์ที่เขาไม่กล้ามีจริง ๆ

หญิงสาวมองร่างที่เจ็บปวดจากยาพิษ ใบหน้าที่สกปรกบิดเบี้ยวและมีเหงื่อชุ่ม ดวงตาแดงเข้มอย่างน่ากลัว ริมฝีปากที่ดำสนิทอย่างผิดปกติ แม้มันจะไม่ได้เท่าที่เธอต้องการ แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย

"เอาล่ะ วันนี้ข้ามีธุระ องค์ชายหกชวนข้าไปดูอาวุธวิเศษที่พึงส่งมาจากทางเหนือ ไม่มีเวลาให้ความสำราญกับเจ้า เจ้าก็ค่อย ๆ มีความสุขกับยาที่ข้ามอบให้แล้วกัน" หลังจากจบคำพูด เธอก็จากไปพร้อมกับรอยยิ้มที่งดงาม

เมื่อคนจากไปห่าวซวนก็ไม่สนใจ หรือจริง ๆ แล้วเขาไม่สามารถสนใจมันด้วยซ้ำ พิษนี้ทำให้เขาเจ็บปวดยิ่งกว่าตาย และแม้เขาอยากบรรเทามัน เขาก็ทำไม่ได้ สถานการณ์ที่น่าอึดอัดเช่นนี้มันยิ่งทำให้เขาทุกทรมานทั้งภายนอกและภายในอย่างแท้จริง

พิษที่หญิงสาวเตรียมมานั้นใช้สำหรับทรมาน ดังนั้นมันจะไม่ส่งผลให้เสียชีวิต อย่างไรก็ตามมันก็ยังพรากครึ่งหนึ่งของชีวิตไป นอกจากนี้ด้วยปริมาณยาที่ไม่น้อย กับร่างกายที่ทรุดโทรมและพรุนไปทั้งร่าง ห่าวซวนไม่คิดว่าเขาจะยืนหยัดต่อมันได้จริง ๆ

แต่แล้วมันก็เหมือนกับสวรรค์เล่นตลก เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ และไม่รู้ว่าห่าวซวนสลบไปกี่ครั้งต่อกี่ครั้งกับความเจ็บปวดและคิดว่าในที่สุดเขาก็สามารถหลุดพ้น แต่เขาก็ยังตื่นขึ้นมาและสัมผัสกับรศชาติยาพิษอย่างต่อเนื่อง

เวลาผ่านไปทั้งวันและคืน แต่กระทั่งตอนเช้าของอีกวัน ฤทธิ์ของยาพิษก็สงบลงในที่สุด ห่าวซวนรู้สึกราวกับว่าเวลายาวนานราวศตวรรษ ในที่สุดร่างกายที่ไร้แรงของเขาก็ได้หลับตาส่งอย่างสงบ

“ปัง”

เสียงกระแทกประตูเข้ามาอย่างรุนแรง ปลุกสติของชายหนุ่มให้พื้นขึ้น ในใจก็อดสาปแช่งไม่ได้ ช่างมาได้เวลาที่เหมาะเจาะจริง ๆ

ห่าวซวนเปิดเปลือกตาที่อ่อนแรง ก็พบกับกลุ่มผู้ชายหลายคนเดินเข้ามา คราวนี้กลุ่มคนที่มาไม่ใช้ฮั่วอ้ายเริ่น แต่เป็นกลุ่มคนที่สวมชุดเครื่องแบบทหารราชองครักษ์ราชวงศ์เยว่ ข้างหน้าของพวกเขาคือชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลาอย่างแท้จริง สวมชุดคลุมหรูหราอย่าแบบขององค์ชายผู้สูงศักดิ์ของราชวงศ์เยว่

เมื่อห่าวซวนเห็นใบหน้านี้ความทรงจำเขาก็ทราบได้ทันทีว่าคนนี้คือใคร เยว่เลี่ยงหรือองค์ชายหกผู้ทะเยอทะยานและเจ้าเล่ห์นั่นเอง

เขามีใบหน้าที่หล่อเหล่า แต่ในขณะนี้ใบหน้านั้นกลับบูดบึ้งและเย็นชา เมื่อมองไปที่ร่างของชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียง สายตาของเขาก็แสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง เขากล่าวเสียงดัง “ห่าวซวน ตระกูลห่าวได้ก่อกบฏด้วยการซ่องสุมกองกำลังและเลี้ยงดูคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออาณาจักร บัดนี้กลุ่มของตระกูลห่าวหนีไป ดังนั้นเจ้า ในฐานะที่เป็นสายเลือดของพวกเขาต้องได้รับโทษแทน ให้ยกเลิกการฝึกฝนและขับออกจากอาณาจักรเยว่”

กล่าวจบองค์ชายหกก็สั่งทหารเสียงดัง “ทหาร! นำตัวกบฏออกไป”

ทหารก็เดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว นำโซ่ตรวนมาคล้องมือในมือและเท้าของห่าวซวน เห็นดังนั้น เขาก็อยากจะหัวเราะให้ฟันหลุด คนที่ไม่สามารถแม้แต่จะหายใจเองได้ ยังเอาของเช่นนี้มาล่ามไว้ ช่างเป็นคนที่ระมัดระวังและรอบคอบจริง ๆ ห่าวซวนประชดในใจ

หลังจากคล้องโซ่ตรวนเรียบร้อย ทหารก็ชุดร่างของเขาอย่างไรความปรานี ความเจ็บปวดแสดงออกทางสีหน้าชัดเจน อย่างไรก็ตามแม้จะมีคนเห็นแต่ก็ไม่มีใครสนใจ เพราะตอนนี้ ห่าวซวนแทบจะถูกมองว่าเป็นคนตายไปแล้วด้วยซ้ำ ขี้เกียจจะไปสนใจความเจ็บปวดของเขา

จากนั้นเมื่อพ้นประตู ลมเย็นของฤดูหนาวก็ปะทะเข้าร่างกายของเขา แม้ว่าร่างกายของเขาจะเคยชินกับความหนาวเหน็บ เขาก็ยังไม่สามารถทนได้ ห่าวซวนอยากจะกรีดร้องจริง

เมื่อออกมาจากที่คุมขัง เขาเดินไม่ได้ จึงถูกลากไปกับพื้น ขาของเขาเสียดสีไปกับพื้นหิน จนเกิดแผลถลอกอย่างไม่น่าดู มีเลือดซึมออกมา เกิดเป็นรอยเลือดตามทาง

หางตาของเขา เห็นทัศนียภาพโดยรอบที่สวยงาม เขาก็จำได้ว่าตอนนี้เขาอยู่ในจวนองค์จึงยิ้มเยาะในใจกับความระแวดระวังของเขาเป็นอย่างมาก

ใช้เวลาไม่นานห่าวซวนก็ถูกลากไปถึงหน้าประตูใหญ่ ที่หน้าจวนขององค์เยว่เลี่ยง มีรถคุมขังนักโทษ ซึ่งลักษณะคล้ายกรง ที่เมื่อห่าวซวนเห็นเขามันทำให้เขานึกถึงละครแนวย้อนยุคทันที

ไม่นึกไม่ฝันว่าในชีวิตนี้ของเขา เขาจะมีโอกาสได้ใช้มันจริง ๆ เขาควรจะตื่นเต้นดีใจหรือไม่ ที่ได้รับประสบการณ์เช่นนี้ นอกจากรถขังนักโทษ ก็ยังมีผู้คนภายในจวนของเยว่เลี่ยงและคนที่ผ่านไปผ่านมาที่หยุดยืน เพื่อดูความตื่นเต้นที่นี่ด้วย

แน่นอนว่าทุกคนรู้ว่าห่าวซวนเป็นใครและมีความผิดอะไร เมื่อเขาถูกใส่เข้าไปในกรงขัง ทุกคนที่รายล้อมต่างก็ขว้างปาสิ่งของพร้อมกับคำสาปแช่งอย่างดุร้าย

ร่างกายที่ไร้แรงนอนจมอยู่กับพื้นกรงขัง ถูกสิ่งของมากมายกระแทก ทำให้ร่างกายของเขาบอบซ้ำหนักยิ่งขึ้น ในวินาทีนี้ ในหัวของห่าวซวนอยากจะกรีกร้องออกมา และลุกขึ้นไปทุบตีคนเหล่านั้น

แต่เขาทำไม่ได้ จึงทำได้เพียงสาปแช่งคนเหล่านั้น และก่อนที่เขาจะสลบไปเพราะโดนหินก้อนใหญ่กระแทกเข้าที่หัว ห่าวซวนก็สาบานไว้ว่า หากเขาไม่ตาย ในวันข้างหน้า เขาจะจับคนเหล่านี้มาแก้แค้นอย่างสาสมกับความเจ็บปวดที่เขาได้รับในวันนี้อย่างแน่นอน!

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...