โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(จบแล้ว)เมื่อสาวงามอันดับหนึ่งหมดไฟจึงกลายมาเป็นคนปลูกผัก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 ธ.ค. 2566 เวลา 13.13 น. • เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2566 เวลา 13.13 น. • ซูเมี่ยวหลิง
ตำแหน่งสาวงามอันดับหนึ่งช่างไร้ความหมาย กุ๊กกิ๊กกับไท่จื่อมาตั้งนานแต่สุดท้ายก็ชวดตำแหน่งไท่จื่อเฟยให้กับพี่สาวต่างแม่ ไม่คิดว่าความผิดหวังในครั้งนี้จะเป็นบ่อเกิดของเรื่องอีกมากมาย รวมถึงเรื่องหัวใจ

ข้อมูลเบื้องต้น

###องค์ชายสาม###

###จางฝูหลัน###

จางหลันและจางน่ายซิน คือสตรีที่ข้าเกลียดชังที่สุดในชีวิต

จางหลันคือพี่สาวต่างมารดาของข้า จางน่ายซินเป็นบุตรสาวคนเดียวของท่านลุงสาม

ข้าเกลียดจางหลันเพราะนางมักใช้ตำแหน่งบุตรสาวของฮูหยินเอกมาข่มข้า ดูถูกข้าสารพัด นั่นจึงทำให้ข้าถีบตัวเองขึ้นมาจนได้รับตำแหน่งสาวงามอันดับหนึ่ง

ข้าคิดมาตลอดว่าความสามารถของตนเองเหนือกว่าสตรีทั้งสองมาก จนกระทั่งจางหลันได้แย่งตำแหน่งไท่จื่อเฟยจากข้าไปได้อย่างง่ายๆ เป็นเพราะว่านางคือบุตรสาวของฮูหยินใหญ่ สุดท้ายความสามารถของข้าก็ไม่สามารถเอาชนะ ‘ศักดิ์’ ได้

ยิ่งมารู้ความจริงว่าจางน่ายซินที่ข้าเกลียดชังความงามของนางนักหนากลับเป็นสตรีที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองหลวง เป็นเจ้าของร้านเดียวดายที่ข้าไปอุดหนุนจนแทบไม่มีเงินเหลือเก็บ

ข้าไม่อยากแข่งกับใครแล้ว นั่นเพราะแข่งไปก็มีแต่คำว่า แพ้ แพ้ แพ้ ข้าไม่ชอบตัวเองที่เป็นเช่นนี้

หนีไปปลูกผักดีกว่า!

เรื่องนี้ไม่ถือเป็นภาคต่อจากเรื่อง https://writer.dek-d.com/Pandanus23233/writer/view.php?id=2520277

ฉายาของข้าคือสาวงามผู้ไร้สมอง

ถือว่าเป็นโครงเดิมแต่เปลี่ยนคนเล่าใหม่

ตัวละครจากเรื่องนี้ยังอยู่ครบทุกตัวค่ะ

เสียดายความสามารถของตัวละคร เลยหยิบมาเป็นตัวเอกดีกว่า

ฝากติดตามด้วยนะคะ

จักรวาวลสาวงามมีทั้งหมดสามเรื่อง

ฉายาของข้าคือสาวงามผู้ไร้สมองเมื่อสาวงามอันดับหนึ่งหมดไฟจึงกลายเป็นคนปลูกผักแม่ทัพสาวงามเช่นข้าไม่ง้อแม่สื่อ

ตำแหน่งสาวงามอันดับหนึ่งช่างไร้ความหมาย กุ๊กกิ๊กกับไท่จื่อมาตั้งนานแต่สุดท้ายก็ชวดตำแหน่งไท่จื่อเฟยให้กับพี่สาวต่างแม่ ไม่คิดว่าความผิดหวังในครั้งนี้จะเป็นบ่อเกิดของเรื่องอีกมากมาย รวมถึงเรื่องหัวใจ

จางฝูหลันอายุสิบเจ็ดหนาว

ณ ตำหนักบูรพาขององค์รัชทายาทในงานอภิเษกสุดยิ่งใหญ่อลังการระหว่างบุรุษที่จางฝูหลันเคยคิดว่าจะฝากอนาคตไว้ด้วยกับพี่สาวต่างมารดาจางหลัน

“จางฝูหลันหนอจางฝูหลัน ความสามารถของเจ้านอกจากจะไม่สามารถเอาชนะศักดิ์ได้แล้ว ยังจะทำให้เจ้าแทบกระอักเลือดอีก ให้ตายเจ้าก็ไม่สามารถข้ามผ่านความเป็นลูกเมียรองไปได้สินะ”

มารดาของจางฝูหลันไม่ได้มีพื้นฐานทางตระกูลที่แข็งแกร่ง เป็นเพียงสาวงามของบุตรสาวขุนนางท้องถิ่นธรรมดาเท่านั้น ไม่เหมือนฮูหยินใหญ่ที่เป็นบุตรสาวของขุนนางซึ่งรับราชการมาตั้งแต่สถาปนาแคว้นเหล่ย

“หึๆๆๆ”

นางหัวเราะอย่างนึกสมเพชตนเอง ใบหน้างามแหงนเงยขึ้นเมื่อกลอกสุราดอกท้อเข้าปาก ‘อึกๆ’ ราวกับว่ามันเป็นน้ำเปล่าก็ไม่ปาน ด้วยเหตุนี้นางจึงสำลักสุราจนหน้าแดงตาแดงไปหมด

“แค่กๆ”

ที่จริงฝูหลันไม่ได้ไอเสียงดังมากนัก ทว่าตรงที่นางนั่งอยู่นี้เป็นมุมอับในอุทยานหลวง ทำให้คนที่หลบความวุ่นวายมาอยู่ตรงนี้เช่นกันได้ยินเสียงเข้า

ร่างสูงตัวบางในอาภรณ์สีขาวทั้งตัวเดินหาต้นกำเนิดเสียง ก่อนจะเจอสตรีที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีนั่งอยู่บนก้อนหินหลังภูเขาจำลองขนาดเล็ก

“…คุณหนูสามจาง”

ดวงตาคู่งามดูไม่ยอมใครช้อนขึ้นมองต้นเสียง เมื่อเห็นว่าเป็นองค์ชายสามคังเฉาเหล่ย ฝูหลันก็รีบยืนขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้พยายามห้ามอาการสำลักจนใบหน้าแดงก่ำ นางย่อกายถวายความเคารพบุรุษสูงศักดิ์ตรงหน้า แต่ไม่ได้เอ่ยออกมาเป็นคำพูด

“คุณหนูสามมิจำเป็นต้องกลั้น สามารถไอออกมาตอนนี้ได้เลย”

องค์ชายสามผู้มีใบหน้าหวานคล้ายอิสตรีหลายส่วนยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนสีขาวมาให้ ฝูหลันกลั้นเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไปจึงได้ยื่นมือไปรับผ้าจากมือหนา ก้อนไอซึ่งถูกกักไว้ในลำคอออกมาในตอนที่ผ้าเช็ดหน้าอยู่ตรงปากนางพอดี

“แค่กๆ”

นางไอจนตัวโยนอยู่สองสามครั้ง อาการสำลักสุราถึงได้หายไป ทว่ายังคงความเจ็บปวดไว้ตรงเหนือทรวงอก น้ำตาปริ่มหางตาเฉี่ยวจนต้องใช้ผ้าเช็ดหน้ากลิ่นสะอาดจากการอบสมุนไพรซับตรงหางตา

“เอ่อ…แม้ว่าน้ำตากับน้ำลายจะเป็นของคุณหนูสามเอง แต่เปิ่นหวางอยากแนะนำว่าควรจะใช้ผ้าคนละส่วนกันในการเช็ดสารคัดหลั่งทั้งสอง”

คำพูดของผู้ร่ำเรียนด้านการแพทย์มาทั้งชีวิตทำให้ฝูหลันชะงักไป ใบหน้าแดงก่ำเผือดสี ด้วยอับอายที่ตนเองทำตัวขายหน้าผู้อื่นถึงสองครั้งติด

ไม่สิ! ความจริงวันนี้เป็นวันที่ผู้คนต่างทำให้นางรู้สึกขายหน้า ที่นางหนีมานั่งดื่มสุรามงคลของงานอภิเษกเช่นนี้ก็เพราะเจ็บใจเกินกว่าจะทนอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวในห้องหอระหว่างรอเจ้าบ่าวได้

พอนางหนีไปอยู่กับองค์หญิงห้าก็ถูกพระสหายร่วมเรียนทั้งหลายพูดจากระทบกระทั่ง แม้จะไม่ได้กล่าวว่านางโดยตรงอย่างคนไร้การอบรม ทว่านางที่จิตใจบอบช้ำจากการผิดหวังอยู่แล้วเจ็บลึกจนแทบหายใจไม่ออก วันนี้ไม่ใช่วันของนางจริงๆ

“ขอบพระทัยสำหรับคำแนะนำเพคะ”

ฝูหลันเอ่ยเสียงเบาหวิวพร้อมย่อกายลงขอบคุณร่างสูง ดวงตาคู่งามหลุบลงต่ำกล่าวเสียงเครือ

“คุณหนูสามร้องไห้หรือ เพราะเสด็จพี่ของเปิ่นหวางหรือไม่”

องค์ชายสามผู้ช่างสังเกตเอ่ยถามขึ้นมาอย่างที่ใจคิด คำถามของเขาช่างจี้ใจดำกันเหลือเกิน แผลสดคล้ายถูกซัดด้วยเม็ดข้าวสาร ความอัดอั้นคับใจที่ระบายกับใครไม่ได้แม้กระทั่งมารดาของตนเป็นผลให้นางปล่อยโฮ

“ฮึก ฮือ~”

ร่างระหงสะอื้นจนตัวโยน น้ำตาเม็ดใสไหลอาบหน้า ภาพลักษณ์สาวงามอันดับหนึ่งที่สะสมมานานปีถูกทำลายลงตู้มเดียวด้วยคำถามพาซื่อขององค์ชายสาม

“หม่อมฉันไม่คิดว่าพระองค์จะใจร้ายเพียงนี้ ทรงตรัสถามเช่นนี้ออกมาได้อย่างไรเพคะ”

แม้ในใจจะอยากถามว่า ‘จิตใจทำด้วยอะไร’ แต่เพราะโดยปรกตินางไม่ใช่คนที่พูดจาในสิ่งที่คิดออกมาอยู่แล้ว ประโยคที่เอ่ยออกไปจึงคล้ายกับว่าองค์ชายสามทำร้ายนางโดยตรง มิใช่ไท่จื่อพี่ชายเขาที่เป็นคนหักอกนาง

“เปิ่นหวาง เอ่อ…”

องค์ชายสามเริ่มทำตัวไม่ถูก ปรกติเขาไม่ชอบเห็นสตรีร้องไห้อยู่แล้ว ยิ่งเป็นสตรีตรงหน้าที่ตลอดมาวางตัวเป็นสาวงามผู้เพียบพร้อมเสียอาการไปกับคำพูดของเขา เจ้าตัวก็ไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาปลอบใจนางดี

“ฮือ~ฮึก”

ฝูหลันร้องไห้อยู่พักหนึ่งก็หยุด กำลังจะใช้ผ้าตรงที่เช็ดปากมาซับน้ำตา ทว่าด้วยนึกถึงคำพูดก่อนหน้าขององค์ชายสามได้ นางจึงคลี่ผ้าเช็ดหน้าออกเพื่อหามุมที่ยังไม่ได้ใช้

องค์ชายสามหัวเราะเบาๆ เวลาไม่ถึงครึ่งเค่อเขาไม่คิดว่าตนจะอารมณ์เปลี่ยนไปได้เพียงนี้ ภาพจำของเขาสำหรับคุณหนูตระกูลจาง…

จางยี่หรานเป็นรองแม่ทัพนิสัยเปิดเผยห้าวหาญ

จางหลันผู้เป็นไท่จื่อเฟยอย่างสมบูรณ์แบบมีนิสัยเย่อหยิ่ง ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา

จางฝูหลันสาวงามอันดับหนึ่งที่หน้าตาและความสามารถครบครันสมกับตำแหน่งที่ได้รับมา นิสัยภายนอกดูอ่อนหวาน ทว่าไม่ได้ยอมคน ดวงตาแฝงความดื้อรั้นของนางบอกนิสัยนี้เป็นอย่างดี

คนสุดท้ายคุณหนูสี่จางน่ายซิน ผู้กำลังจะกลายเป็นน้องสะใภ้ของเขา รูปโฉมงามล่มเมือง ทว่ากลับได้รับฉายาว่าเป็นสตรีผู้ไร้สมอง

สรุปเลยก็คือสตรีตระกูลนี้ไม่ใช่ใครจะรับมือได้โดยง่าย เขาต้องเตือนใจตัวเองให้มีสติในการรับมือแล้ว

“องค์ชายไม่ติดใช่หรือไม่หากหม่อมฉันจะขอผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เอาไว้ หม่อมฉันใช้ไปแล้ว อย่างไรเสียพระองค์ก็คงไม่ใช้ต่ออยู่ดี”

องค์ชายสามโดนคำถามนี้เข้าไปก็ยกยิ้มมุมปาก เกิดอารมณ์อยากพูดจาหยอกเย้าขึ้นมา

“หากให้ผ้าเช็ดหน้าแก่คุณหนูสาม เปิ่นหวางก็เสียหายนะสิ”

เอ่ยด้วยคำพูดไม่พอร่างสูงยังเบือนหน้าไปทางอื่นพลางขยับเท้าถอยห่างนางหนึ่งก้าว สางงามอันดับหนึ่งผู้ที่จิตใจไร้อารมณ์ขันในยามนี้น้ำตาไหลลงอาบหน้าอีกครั้ง มือบางขว้างผ้าเช็ดหน้าไปทางเขาพร้อมเอ่ยตัดพ้อ

“ก็ใช่นะสิ หม่อมฉันมันเป็นคนไร้ค่า!”

ผ้าเช็ดหน้าตกลงบนพื้นท่ามกลางสีหน้าตื่นตะลึงขององค์ชายสาม แต่ที่เขาตกใจยิ่งกว่าคือนางวิ่งหนีออกไปจากตรงนี้ด้วยท่าทางร้องไห้ร้องห่ม เขากำลังจะวิ่งตามไปแล้วเชียว หากไม่ได้ยินเสียงเหล่านางกำนัลพูดคุยกันแว่วเข้ามาในหู

ด้วยไม่อยากให้ใครเข้าใจผิดว่าเขาทำนางเสียหายถึงขั้นหลั่งน้ำตา เจ้าตัวจึงได้หลบอยู่หลังภูเขาจำลองตามเดิม ร่างสูงย่อกายลงต่ำหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาพิศดู

“นางใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ไปแล้ว เหตุใดข้าจึงไม่นึกรังเกียจกัน” ตั้งคำถามด้วยใจที่สงสัยใคร่รู้ ดวงตาแว่วหวานมองไปยังทิศทางที่สาวงามวิ่งจากไป ในใจว้าวุ่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว “ทำสาวงามร้องไห้แล้วเรา”

เขาถอนหายใจแล้วพับผ้าเช็ดหน้าเก็บเอาไว้ในอกเสื้ออย่างไม่นึกรังเกียจ จากนั้นก็เดินไปยังทิศทางหนึ่งที่สามารถออกจากตำหนักบูรพาได้ เขาไม่ชอบงานที่มีคนหมู่มากมารวมตัวกัน ดังนั้นจึงฝากนางกำนัลไปบอกลาองค์ไท่จื่อผู้เป็นเจ้าของงานแทน

**********

เล่ม 1 ฉบับอีบุ๊คกำลังจะออกแล้วนะคะ คาดว่าจะในวันนี้พร้อมรอระบบอนุมัติก็อาจจะพรุ่งนี้ มีตัวอย่าง 20 ตอนค่ะ จากทั้งหมด 30 ตอน

เล่ม 2 คาดว่าจะมาไม่เกินวันที่ 15/11/66 นี้ค่ะ

เบื้องหลังสาวงามอันดับหนึ่ง

ณ บ้านรองของจวนตระกูลจางจางฝูหลันซับน้ำตาบนใบหน้าทั้งยังแต่งหน้าเพิ่มไม่ให้ใบหน้าดูเหมือนคนผ่านการร้องไห้มาก่อน นางสูดหายใจเข้าลึกเมื่อได้ยินเสียงสาวใช้คนสนิทรอรับอยู่ด้านนอกรถม้า พยายามปรับอารมณ์ให้แจ่มใส ด้วยไม่อยากเอาอารมณ์แง่ลบไปลงที่ผู้อื่น

มารดาของนางสอนเอาไว้ แม้แต่กับคนสนิทก็ห้ามเผยอารมณ์นึกคิดในจิตใจออกมา การระเบิดอารมณ์ใส่องค์ชายสามเมื่อครู่แม้แต่ตัวฝูหลันเองยังตกใจ เหนืออื่นใดนั้นนางรู้สึกขายหน้ายิ่ง

“คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

อาซูสาวใช้คนสนิทของฝูหลันเข้ามาช่วยนายสาวลงจากรถม้า ใบหน้างดงามส่งยิ้มอ่อนหวานเหมือนเคยให้ ไม่แสดงอารมณ์เศร้าให้สาวใช้เห็นเลยสักนิด

“…ข้าสบายดี ท่านแม่ล่ะ”

พอฝูหลันถามถึงฮูหยินรองเหอ สีหน้าของอาซูก็กระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที

ฮูหยินรองเหอเป็นสตรีลุ่มลึก ไม่เคยตบตีบ่าวไพร่ ไม่เคยด่ากราดหรือขึ้นเสียงใส่ ทว่าหากมีสิ่งใดไม่ได้ดั่งใจก็จะมีวิธีการระบายอารมณ์ตามฉบับของตนเอง

“เราไปหาท่านแม่กันเถิด”

ฝูหลันสูดหายใจเข้าลึก ร่างระหงเดินไปยังเรือนของฮูหยินรอง เวลาเดินผ่านบ่าวไพร่ในเรือนก็จะส่งยิ้มให้พวกนางด้วยท่าทางเป็นมิตร การเดินเหินดูน่ามองไปหมดสมกับที่เป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ผู้ได้รับตำแหน่งสาวงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวง

สองสาวเดินตัดผ่านสวนไปได้ไม่ไกลก็มาถึงเรือนหลังใหญ่ที่ดูสงบเป็นระเบียบ ลานเรือนกว้างซึ่งอยู่หน้าเรือนนอนไม่มีใบไม้หล่นลงมาเลยสักใบ ด้วยผู้เป็นนายรักความเป็นระเบียบมาก ทั้งยังไม่ชอบความเสียงดัง ใครจะไปจะมาต้องเบาฝีเท้าจนถึงขนาดย่องเดิน

มีครั้งหนึ่งคุณหนูผู้เคยคบกันเป็นสหายกับฝูหลันเคยมาเยี่ยมฮูหยินรองเหอ นางยังหลุดหัวเราะที่เห็นบ่าวไพร่แต่ละคนเบาฝีเท้าเวลาเดินจนแทบจะย่อง เรื่องนี้อาจเป็นที่น่าขบขันของผู้อื่น ทว่าสำหรับฝูหลันแล้วมันไม่ต่างกับเป็นกฎประจำตระกูล

เมื่อเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องนอนของฮูหยินรองเหอ ฝูหลันก็ถอดรองเท้าไว้ตรงหน้าเรือน เท้าเล็กยกขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้สาวใช้ดูว่าถุงเท้าของนางติดเศษดินเศษหญ้าหรือไม่ เมื่ออาซูพยักหน้าให้ ฝูหลันถึงได้ก้าวเข้าไปด้านใน

ภายในเรือนเงียบสงบยิ่งนัก ราวกับว่าไม่มีใครอยู่ ทว่าเจ้าของเรือนกลับกำลังนั่งปักผ้าอยู่บนตั่งยาว ใบหน้างามสมวัยก้มลงเล็กน้อย ไหล่ตั้งดูผึ่งผาย แม้อยู่คนเดียวก็ยังอยู่ในท่วงท่านี้เสมอ

“ท่านแม่ ฝูเอ๋อร์กลับมาแล้วเจ้าค่ะ”

ตอนนี้ภายในเรือนมีเพียงสองแม่ลูกเท่านั้น อาซูเดินออกไปนานแล้ว ร่างระหงเดินเข้ามาใกล้สตรีผู้ที่นางถอดแบบหน้าตามากว่าเจ็ดส่วน

ฮูหยินรองเหอย่อมได้ยินเสียงเรียกของบุตรสาว ทว่านางกลับเงียบกริบ ปักผ้าต่อไปราวกับว่าฝูหลันไม่มีตัวตนอยู่ในห้องนี้

ความเงียบกอปรกับท่วงท่าการเย็บปักอันสลับฟันปลาเต็มผ้าฝ้ายผืนบางในมือ บ่งบอกอารมณ์ของผู้เป็นมารดาได้เป็นอย่างดี ดวงตาคู่งามหลุบลงต่ำ อึดอัดใจกับการระบายอารมณ์เช่นนี้ของมารดายิ่ง

เมื่อฮูหยินรองเหอลงเข็มสลับฟันปลาบนผ้าจนถึงมุมสุดแล้วจึงได้เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแฝงความเยือกเย็น

“เห็นข้อเสียของการเป็นเมียรองหรือยัง”

ฝูหลันเม้มปากแน่น รู้สึกกระบอกตาร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง “เจ้าค่ะท่านแม่”

“ในเมื่อเห็นแล้วก็อย่าเดินตามรอยแม่ การร้องไห้ไม่ได้ช่วยอะไร มีแต่จะทำให้ตาของเจ้าบวมเสียเปล่า”

ฝูหลันสูดน้ำมูก เงยหน้าขึ้นไล่น้ำตา สองมือใต้แขนเสื้อกว้างบีบแน่นเมื่อกลืนก้อนสะอื้นลงคอไปแล้วนางถึงได้เอ่ยตอบ

“จะไม่มีเหตุการณ์นี้อีกเจ้าค่ะ”

ซึ่งคำตอบของนางก็เป็นที่น่าพอใจสำหรับฮูหยินรองเหอมาก นางพยักหน้าขึ้นลงเบาๆ

ฮูหยินรองเหอไม่ชอบคำว่า ‘ขออภัย’ ‘ข้าผิดไปแล้ว’ แต่ชอบให้เอ่ยปากว่าต่อไปจะไม่ทำเช่นนี้อีก มีหลายครั้งที่ฝูหลันเคยรับปากแล้วทำไม่ได้ สุดท้ายก็จะถูกลงโทษโดยการให้ฝึกซ้อมดนตรีจนนิ้วมือเป็นแผล

คนอื่นอาจจะคิดว่านางหมั่นเพียรในการฝึกซ้อมดนตรี แต่ในความเป็นจริงแล้ว…นางกำลังถูกลงโทษอยู่!

“อะไรที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไป เจ้าพลาดตำแหน่งไท่จื่อเฟยไปแล้ว แม่ก็ไม่หวังให้เจ้าต้องเป็นชายารองหรือสนมใดทั้งนั้น ขึ้นชื่อว่าเมียรอง ไม่ว่าสามีจะมีฐานะสูงส่งเพียงใด สุดท้ายก็ต้องดูสีหน้าเมียเอกอยู่ดี”

ฮูหยินรองเหอมีปมเรื่องการที่ตนเป็นฮูหยินรอง นางจึงไม่หวังให้บุตรสาวเดินตามรอยตนอีก ฝูหลันเองก็ทราบว่าการที่มารดาเคี่ยวเข็ญเช่นนี้ก็เพื่ออยากให้นางเป็นสาวงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงให้ได้ เพื่อยกระดับฐานะของตนเอง

การแข่งคัดเลือกสาวงามสามปีจะมีหนึ่งครั้ง ซึ่งในระยะเวลาที่นางได้ครองตำแหน่งนี้เพียงพอต่อการเฟ้นหาบุรุษที่ตนจะร่วมหอลงโรงได้

ฐานะตำแหน่งสาวงามอันดับหนึ่งสูงพอจะเป็นฮูหยินเอกของผู้สูงศักดิ์ แต่ในเมื่อตอนนี้นางได้พลาดตำแหน่งไท่จื่อเฟยไปเพราะมีฐานะต่ำกว่าจางหลันอยู่หนึ่งขั้น ทำให้ฝูหลันรู้สึกว่าตำแหน่งสาวงามอันดับหนึ่งช่างไร้ความหมายเหลือเกิน

“พี่สาวเจ้ากำลังมีความสุขอยู่กับตำแหน่งที่เจ้าควรได้ ฉะนั้นเจ้าจะมาทุกข์ใจไม่ได้ ไปวาดภาพคัดอักษรให้สมองโล่งเสีย”

ฮูหยินรองเหอไม่พูดสิ่งใดต่อ ฝูหลันจึงขอตัวออกจากเรือนของมารดา แอบโล่งใจที่มารดาไม่ลงโทษด้วยการไปฝึกดนตรี ปลอบใจตนเองว่าการที่มารดาสั่งสิ่งนี้เพราะท่านกำลังปลอบใจตนอยู่ เพียงแต่วิธีการอาจไม่เหมือนคนทั่วไปก็เท่านั้น

“ฮูหยินว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะคุณหนู”

หลังเดินห่างจากเรือนของฮูหยินรองเหอแล้ว อาซูก็เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ฝูหลันส่งยิ้มอ่อนหวานให้พลางตอบว่าเพียงแค่คัดอักษรเท่านั้น อาซูถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก เดินตามคุณหนูคนงามอย่างเงียบๆ

“ข้าอยากอาบน้ำ ช่วยเตรียมให้ที” สั่งเสียงหวานกับสาวใช้ในเรือน น้ำเสียงของนางทำให้คนฟังสบายใจยิ่งนัก

“เจ้าค่ะคุณหนู” สาวใช้ตอบรับด้วยความนอบน้อมจากนั้นก็เดินจากไปทำตามหน้าที่ของตน

อาซูช่วยเตรียมหมึกเตรียมกระดาษให้ เมื่อฝูหลันอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่เสร็จก็เดินกลับมายังโต๊ะคัดอักษรตรงหน้าต่าง

ผมยาวสลวยถูกปล่อยตัวลงระบั้นเอว เมื่อลมโชยมาจะพัดเส้นผมดำขลับทุกเส้นพลิ้วไสว สำหรับฝูหลันแล้วการได้นั่งตรงหน้าต่างแล้วมองไปยังสวนผักที่นางสั่งให้บ่าวไพร่ปลูกให้เป็นช่วงเวลาที่นางชื่นชอบมากที่สุด

ใบหน้างามฉายรอยยิ้มทั้งปากและตา สองมือหยิบสมุดที่นางทำขึ้นมาเพื่อไว้บันทึกการเจริญเติบโตของพืช สวนตรงหน้านางมีผักหลากหลายชนิด ตั้งแต่ที่ลงแปลงวันแรกจนถึงวันนี้ นางจะทำการวาดภาพทั้งยังบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของผักทุกชนิด

นางชอบที่ได้เห็นการเจริญเติบโตของผัก และเศร้าทุกครั้งที่ต้องหยุดบันทึก เพราะนั่นหมายความว่าผักทั้งหลายหมดอายุขัยแล้วตายไปจากสายตาของนางแล้ว เหลือไว้เพียงบันทึกให้ดูต่างหน้าเท่านั้น

“เย็นนี้ไม่ต้องให้คนรดน้ำผักนะ”

ดวงตาคู่งามมองไปยังท้องฟ้า จากการที่นางบันทึกก้อนเมฆเอาไว้ตั้งแต่วัย 10 หนาว ทำให้นางรู้ว่าการที่เมฆตั้งเค้าแบบนี้หมายความฝนต้องจะตกช่วงใกล้ค่ำ

“เจ้าค่ะคุณหนู แล้วผักแปลงที่กำลังหมดอายุขัยให้ถอนทิ้งเลยหรือไม่เจ้าคะ แล้วแปลงที่ว่างอยู่จะให้ลงผักชนิดใดดี”

ฝูหลันนิ่งคิดเพียงครู่ก่อนเอ่ยสั่ง “ยังไม่ต้องลงแปลงใหม่ อันที่กำลังหมดอายุขัยให้ให้ถอนทิ้งได้เลย ส่วนผักกาดขาว…” นางนิ่งไปครู่หนึ่งเพื่อเปิดสมุดดูการบันทึก “ให้คนตัดแล้วส่งไปยังครัวกลางก็แล้วกัน”

“ให้ตัดทั้งแปลงเลยหรือเจ้าคะ”

“อืม อุตส่าห์ได้เกิดมามาทั้งที ปล่อยให้มันได้สร้างประโยชน์เถิด”

ว่าแล้วก็ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะก้มหน้าลงบันทึกเรื่องราวของผักกาดขาวไว้หน้าสุดท้ายในรูปลักษณ์อาหารปรุงสุก พร้อมมีไอร้อนพวยพุ่งขึ้นมาจากชามใหญ่

“คิกๆ”

ไม่พอนางยังวาดรูปสตรีตัวเล็กกำลังทานอาหารชามนี้ด้วยท่าทางมีความสุข ในภาพวาดนั้นสตรีตัวเล็กตาโตปาดลิ้นบนริมฝีปาก ยื่นแขนเล็กป้อมคีบอาหารในชาม น่ารักมากเสียจนอาซูที่ยื่นหน้าเข้ามาดูยังหัวเราะตาม

“…เมื่อไรข้าจะได้ปลูกผักเองกับมือบ้างนะ” เพิ่งหัวเราะไปอยู่หยกๆ ครู่ต่อมาฝูหลันก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเศร้าซึม

ความฝันที่นางไม่เคยบอกให้ใครรู้คือการเป็น ‘ชาวสวน’

คงจะเริ่มจากตอนนั้นที่กลับไปเยี่ยมท่านตาในวัยสี่หนาว ท่านตาสอนนางปลูกผักเพาะพันธ์ุต้นไม้ ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่นางมีความสุขที่สุดในชีวิต

ท่านตาของฝูหลันได้จากโลกนี้ไปหลายปีแล้ว ยามนางมองต้นผักทีไรมักจะเห็นเป็นภาพท่านตาถือผักกาดขาวหัวใหญ่มองมาด้วยรอยยิ้ม สองตาหลานจะเอาผักกาดไปให้ท่านยายทำอาหาร แล้วดื่มด่ำไปกับมื้อสุดอร่อยท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบของบ้านสวน

ท่านยายของฝูหลันเป็นภรรยาเพียงคนเดียวของท่านตา ทั้งยังมีมารดาของนางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว พอท่านตาจากไปได้ไม่นาน ท่านยายของนางก็ไปบวชชีอยู่สำนักชีใกล้บ้าน

ฮูหยินรองเหอและฝูหลันไม่ค่อยได้ไปเยี่ยมฮูหยินผู้เฒ่านัก เพราะจางว่านไม่อยากให้ฮูหยินรองของตนออกนอกเมือง กอปรกับเมื่อฝูหลันได้ตำแหน่งสาวงามอันดับหนึ่งของเมือหลวง นางมักจะได้รับเชิญให้ไปร่วมงานต่างๆบ่อยครั้ง ความฝันอย่างการปลูกผักจึงยิ่งห่างไกลออกไปทุกที

ดังนั้นฝูหลันจึงให้บ่าวรับใช้เป็นผู้ปลูกผักให้!

แม้เสนาบดีกรมพระคลังจะไม่โปรดปรานนัก อยากให้ลงดอกไม้มากกว่า แต่สุดท้ายฮูหยินรองก็ขอให้ ด้วยคิดถึงบิดาของตนเองด้วยเช่นกัน

“ไม่สนแล้ว อย่างไรข้าจะต้องได้ปลูกผักเองกับมือ!”

ฝูหลันปาพู่กันลงโต๊ะแล้วผุดกายลุกขึ้น ที่ผ่านมานางไม่เคยได้ปลูกผักเองกับมือเพราะฮูหยินรองเหอกลัวว่ามือของนางจะด้าน เพื่อให้ได้ตำแหน่งสาวงามอันดับหนึ่งแล้วนางจะต้องเพียบพร้อมทุกอย่าง

ทว่าตอนนี้ก็เห็นได้ชัดว่าตำแหน่งสาวงามไม่ได้ช่วยอะไรนางเลย สานสัมพันธ์กับไท่จื่อมาตั้งหลายเดือน แต่สุดท้ายก็ถูกปาดหน้าไปเช่นนี้ อีกทั้งสตรีผู้นั้นยังไม่ต้องทุ่มเทอะไรมาก แค่เป็นบุตรสาวของฮูหยินเอกก็ชนะนางแล้ว

“คุณหนูจะปลูกผักเองหรือเจ้าคะ แต่ว่า…”

อาซูคิดจะพูดคำว่า ‘ฮูหยินไม่อนุญาต’ ทว่าเมื่อเห็นความมุ่งมั่นของคุณหนูตนแล้วนางก็ไม่อยากตัดกำลังใจ

“ถ้าบอกก็ไม่ได้ทำสิ”

“คุณหนูจะลักลอบ!”

“ชู่!” อาซูพูดเสียงดังจนฝูหลันต้องยกนิ้วชี้ขึ้นมาอังริมฝีปาก “เบาๆสิ กลัวคนอื่นไม่ได้ยินหรืออย่างไร”

อาซูเบาเสียงลงก่อนจะส่ายหน้าไปมาช้าๆ “ไม่ได้นะเจ้าคะคุณหนู หากนายท่านรองรู้บ่าวโดนเฆี่ยนหลังลายแน่เจ้าค่ะ”

“เจ้าไม่พูด ข้าไม่พูดก็ไม่มีใครรู้หรอก เดี๋ยวข้าหาวิธีก่อน เราจะไม่ทำอะไรโดยไร้แผนการ”

********

เล่ม 1 ฉบับอีบุ๊คออกแล้วนะคะ มีตัวอย่าง 20 ตอนค่ะ จากทั้งหมด 30 ตอน

แนะนำให้โหลดแบบ Epub ค่าา

เล่ม 2 คาดว่าจะมาไม่เกินวันที่ 15/11/66 นี้ค่ะ

ช่องทางหาเงินทำสวน

สองเดือนต่อมาฝูหลันคิดหาวิธีหนีไปปลูกผักได้แล้ว ทว่าวิธีของนางต้องใช้เงินจำนวนมาก นั่นเพราะนางจะปลูกในพื้นที่ซึ่งห่างไกลจากจวนตระกูลจาง อยู่ให้ห่างสายตาของพ่อแม่

ในขณะที่นางกำลังนั่งวาดแบบสวนในฝันอยู่นั้น อาซูก็วิ่งเข้ามาพร้อมเรียกเสียงร้อนใจ

“คุณหนูเจ้าค่ะๆ บ่าวได้ยินมาว่าองค์ชายสี่มาเฝ้าหน้าห้องเจ้าสาวด้วยพระองค์เองเลยเจ้าค่ะ ตอนนี้นายท่านสามไปรับหน้าอยู่ มีการจิบชาพูดคุยกันด้วยนะเจ้าคะ บ่าวเห็นฮูหยินผู้เฒ่าปลื้มใจนัก ยิ้มไม่หุบเลย”

ฝูหลันให้อาซูไปสืบข่าวเกี่ยวกับความเป็นไปในจวน ด้วยช่วงนี้น้องหญิงสี่ของนางหรือก็คือจางน่ายซินกำลังจะเข้าพิธีอภิเษกกับองค์ชายสี่ บุรุษที่เฝ้าเกี้ยวพาราสีนางตั้งแต่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่น ใครในเมืองหลวงไม่รู้บ้างว่าองค์ชายสี่หลงน้องหญิงสี่ของนางมากแค่ไหน

ฉะนั้นการที่อีกฝ่ายจะมาเฝ้าหน้าห้องเจ้าสาวด้วยตนเองจึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายของนางนัก

“อ้อ”

“คุณหนูร้อง ‘อ้อ’ เพียงคำเดียวเท่านั้นหรือเจ้าคะ” อาซูถามอย่างข้องใจกับท่าทางไม่เดือดเนื้อร้อนใจของฝูหลัน

นางไม่ชอบจางน่ายซิน เพราะอีกฝ่ายได้รับอภิสิทธิ์ทุกอย่างที่คุณหนูของนางไม่เคยได้ ยามนี้เห็นอีกฝ่ายได้ดีกำลังจะได้เป็นพระชายาเอกขององค์ชายสี่ ในใจของนางจึงร้อนรุ่มไปด้วยความอิจฉาแทนคุณหนูของตน

ทว่าเจ้าตัวกลับรับเพียง ‘อ้อ’ อย่างไม่อนาทรร้อนใจ เหมือนเป็นนางที่ดิ้นพล่านอยู่ฝ่ายเดียว

“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร คนเขารักกันผูกพันหมายมั่น ต่อให้ข้ากลายเป็นควันก็เข้าไปแทรกกลางมิได้ จะไม่ให้ร้อง ‘อ้อ’ แล้วจะให้ทำอย่างไร”

อาซูนิ่งคิดก่อนจะเสนอ “ไปทำลายชุดแต่งงานดีหรือไม่เจ้าคะคุณหนู บ่าวเห็นชุดแต่งงานแล้ว งามนักเจ้าค่ะ ร้านเดียวดายตัดเย็บให้เองเลยนะเจ้าคะ”

“ร้านเดียวดายรึ” ฝูหลันมีท่าทางสนใจมากขึ้นจนคนเป็นบ่าวรู้สึกตื่นเต้น “พรุ่งนี้เราไปดูชุดแต่งงานของน่ายซินกัน”

“ได้เจ้าค่ะ ประเดี๋ยวบ่าวจะเตรียมกรรไกรไปด้วย”

ฝูหลันขมวดคิ้ว “เตรียมไปทำไม”

“เอา! เราไม่ได้จะไปทำลายชุดแต่งงานของคุณหนูสี่กันหรือเจ้าคะ บ่าวก็คิดว่า…เอ่อ มิใช่สินะเจ้าคะ”

พอเห็นสีหน้าของฝูหลัน อาซูจึงได้รู้ว่าเป็นนางที่คิดไปเอง เมื่อนายสาวถอนหายใจนางก็ใจเสีย

“วิธีการแบบตัวร้ายเช่นนั้นพวกเราอย่าได้ริอ่านเลย ได้ไม่คุ้มเสียหรอก ล้างสมองตัวเองบัดเดี๋ยวนี้!”

“เจ้าค่ะคุณหนู” อาซูหน้าจ๋อยพร้อมก้มหน้าลงต่ำ เมื่อรู้ตัวว่าวิธีการที่ตนนำเสนอไปนั้นช่างไม่เข้าท่าเอาเสียเลย

“ไปพักเถิด ข้าก็จะนอนแล้วเช่นกัน”

“เจ้าค่ะ”

เมื่ออาซูเดินออกจากห้องไปแล้ว ฝูหลันก็ยกสมุดขึ้นมาเพื่อดูว่าสวนผักที่ตนออกแบบไว้มีปัญหาหรือไม่ ยังขาดตกบกพร่องที่ใดอีก

“การทำตามความฝันต้องใช้เงินสินะ ก่อนอื่นเลยต้องมีเงินซื้อที่ดิน”

เมื่อคิดได้ว่าตนเองไม่มีเงินเป็นของตนเองเลยก็ถอนหายใจยาว พับสมุดที่หน้าปกเขียนไว้ว่า ‘แบบตัวอักษร’ เข้าหากัน จากนั้นก็เก็บสมุดเอาไว้รวมกับตำราเรียนทั่วไป เพื่อที่จะได้ไม่ให้มารดาผิดสังเกตจนรู้แผนการในใจของนาง

“ท่านแม่ไม่มีส่วนรู้เห็นจะดีที่สุด เผื่อความแตกขึ้นมาข้าจะได้หลังลายเพียงผู้เดียว!”

เช้าวันต่อมาฝูหลันมาหาน่ายซินหลังรับมื้อเช้าเสร็จ ด้วยอยากเห็นชุดแต่งงานจากร้านเดียวดาย นางเป็นลูกค้าของร้านนี้มานาน หมดเงินไปกับสินค้าต่างๆก็เยอะ เมื่อรู้ว่าชุดแต่งงานของน้องสาวมาจากร้านที่คุณหนูของเหล่าเมืองหลวงชื่นชอบ จึงเอ่ยขอดูกับผู้เป็นเจ้าสาวตามตรง

“งามนัก น้องหญิงสี่คงจ่ายไปไม่น้อยเลยใช่หรือไม่”

นิ้วเรียวสัมผัสชุดแต่งงานปักลายปีกหงส์ ฝีเข็มละเอียดยิบตั้งแต่ส่วนอกเสื้อไปยังส่วนปลายหางของกระโปรง อีกทั้งมงกุฎเจ้าสาวก็ดูงดงามมากเสียจนนางไปกล้าแตะต้อง อัญมณีสีขาววิบวับดูสูงค่ายิ่งนัก

“จ่ายค่าช่างมากอยู่เจ้าค่ะ อย่างไรเสียก็เป็นชุดสั่งทำ มงกุฎเจ้าสาวนี่ก็ใช่นะเจ้าคะ”

ฝูหลันมองใบหน้างดงามเป็นเอกของญาติผู้น้องก่อนจะขยับเข้าไปดูมงกุฎเจ้าสาวที่วางอยู่บนโต๊ะประทินโฉม

“จับได้เจ้าค่ะ ข้าไม่ได้หวง”

ฝูหลันมองไปทางสาวใช้ของตนเอง นางแอบหลุดขำเล็กน้อยที่เดาสีหน้าของอีกฝ่่ายออกว่า ‘ทำเป็นหลุดมือเลยเจ้าค่ะ’ ใบหน้าเรียวส่ายไปมาช้าๆ พร้อมเอ่ยปฏิเสธน่ายซิน

“ไม่ดีกว่า หากมือลื่นทำของน้องหญิงสี่แตกหักขึ้นมา พี่หญิงสามไม่มีเงินซื้อคืนให้หรอกหนา”

น่ายซินยิ้มทั้งปากและตา “ก็ถือเสียว่าเจ๊ากันอย่างไรเล่าเจ้าคะ ข้าเองก็เคยทำหมึกหกใส่ภาพวาดราคาแพงของพี่หญิงสาม”

ฝูหลันอยากจะถลึงตาใส่อีกฝ่ายในความอวดรวยนัก “ภาพวาดธรรมดาจะไปสูงค่าเท่าอัญมณีของน้องหญิงสี่ได้อย่างไร…ทำมาจากอะไรหรือ สีขาววิววับตรงนั้น”

“เรียกสิ่งนี้ว่าเพชรเจ้าค่ะ”

น่ายซินหยิบมงกุฎเจ้าสาวยื่นให้ฝูหลันเองกับมือ ฝูหลันอดใจไม่ได้จนสุดท้ายก็ยื่นมือออกไปรับมาดู น้ำหนักของมันไม่เบาเลย สวมใส่ครั้งหนึ่งคงจะกดทับศีรษะไม่น้อย

“หนักมากหรือไม่”

“เอาการเจ้าค่ะ แต่คิดจะใส่มงกฎก็ต้องยอมรับน้ำหนักของมันให้ได้ ใจข้าสู้เจ้าค่ะ”

ฝูหลันพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับคำพูดนี้

นั่นสินะ! เช่นเดียวกับการทำความฝันของเรา หากอยากทำอาชีพที่บิดามารดาไม่เห็นด้วย ก็ต้องจ่ายในราคาที่แพงหน่อย ไม่ว่าจะด้วยเงินหรือด้วยสิ่งใดก็ตาม

“งามมาก ชีวิตนี้พี่หญิงสามคงจะไม่มีวันได้สวมใส่หรอก”

ว่าแล้วก็ยื่นมงกุฎไปให้อีกฝ่าย ผินหน้าไปมองทางอื่นเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็นอารมณ์ในแววตา ที่ผ่านมานางมักจะวางตัวอ่อนหวานดูแสนดีต่อหน้าอีกฝ่ายเสมอ ทว่าไม่เคยลดความเย่อหยิ่งถือดีเลยสักนิด มีเพียงเมื่อครู่นี้ที่เผลอหลุดคำพูดแสดงความในใจออกไป

“พี่หญิงสามกล่าวอันใดเช่นนั้นกันเจ้าคะ แล้วอีกอย่างภาพวาดของพี่หญิงสามก็สร้างมูลค่าได้ อย่าดูถูกพรสรรค์ของตนเองสิ”

ฝูหลันหันหน้ามาสบตากับใบหน้างามที่นางเกลียดชัง ก่อนจะเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังยิ้มอย่างจริงใจให้ตนอยู่ อีกทั้งคำพูดของนางยังสร้างความสนใจให้ตนเป็นอย่างมาก

“ได้เท่าไรหรือ”

น่ายซินนิ่งคิดในหัวกำลังตีมูลค่าภาพวาดทิวทัศน์ที่เคยเห็นอีกฝ่ายวาด

“ภาพล่าสุดที่พี่หญิงสามถวายองค์หญิงห้าก็ไม่ต่ำกว่า 50 ตำลึงเงินเจ้าค่ะ คนทั่วไปอาจจะมองว่าก็แค่ภาพวาดทิวทัศน์ธรรมดา แต่สำหรับคุณหนูในห้องหอที่ไม่เคยเห็นทิวทัศน์จริงมาก่อนยอมจ่ายแน่นอน”

ฝูหลันตาลุกวาวกับราคาที่ได้ยิน เดือนหนึ่งนางได้เงินไว้ใช้ส่วนตัวจากท่านพ่ออยู่ที่ 10 ตำลึงเงิน หากอยากซื้อจ่ายมากกว่านั้นท่านแม่จะขอท่านพ่อให้ เสื้อผ้าออกงานและเครื่องประดับส่วนมากฮูหยินผู้เฒ่าจะเป็นผู้ตระเตรียมไว้พร้อม นางย่อมไม่เคยจับเงินจำนวน 50 ตำลึงเงินในครั้งเดียวกันมา

“นั่นมันเงินห้าเดือนของพี่หญิงสามเลยนะ แต่มันมีมูลค่าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”

น่ายซินพยักหน้ายืนยัน “กระดาษที่พี่หญิงสามใช้เป็นวัสดุชั้นดี เคลือบน้ำมันกันสีหลุดเข้าไปอีกก็เก็บรักษาได้อีกหลายสิบปีเลย ราคาเท่านี้ถือว่าไม่ได้แพงหรอกเจ้าค่ะ”

เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ตนวาดเล่นเพื่อฝึกฝีมือเท่านั้นสามารถสร้างมูลค่าได้มากเพียงนี้ ใจที่หม่นหมองเพราะขาดเงินในการทำความฝันพลันมีแสงสว่างเจิดจ้าตรงกลางใจอีกครั้ง

“แล้วพี่หญิงสามจะขายภาพวาดนี้ได้อย่างไร ที่ไหนจะรับซื้อได้บ้าง”

น่ายซินดีใจที่เห็นอีกฝ่ายกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จึงตั้งใจบอกความลับของนางให้อีกฝ่ายฟัง ร่างงามเดินเข้าใกล้ฝูหลันมากขึ้นแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้หูของฝูหลัน

“รู้แล้วห้ามบอกใครนะเจ้าคะ ที่จริงแล้วข้าคือ…”

น่ายซินกระซิบข้างหูฝูหลันเบาๆ ทว่าคำพูดที่นางได้ยินดั่งเป็นการตะโกนจนแก้วหูสั่น ตอนฝูหลันเดินกลับเรือน นางคล้ายได้ยินคำพูดของน่ายซินก้องอยู่ในหูไม่คลาย ความลับของน่ายซินนี้สร้างความตกใจให้นางได้มากจริงๆ

“คุณหนูสี่กล่าวอันใดกับคุณหนูหรือเจ้าคะ”

อาซูทนความสงสัยไม่ไหวอีกต่อไปจนสุดท้ายก็เอ่ยถามขึ้นมา ตั้งแต่ที่เดินออกมาจากเรือนคุณหนูสี่ ฝูหลันดูเหม่อลอยมาก ทำเอานางเป็นห่วงว่าอีกฝ่ายจะกล่าวคำพูดแรงๆ ให้คุณหนูของตนชอกช้ำใจ

ฝูหลันชะงักเท้า ‘กึก’ ก่อนจะค่อยๆ ผินใบหน้ากลับมามองสาวใช้คนสนิท

“เดี๋ยวสักวันเจ้าจะรู้เอง แต่ตอนนี้ยังเป็นความลับ ข้าบอกเจ้าไม่ได้หรอก!”

******

เล่ม 1 ฉบับอีบุ๊คออกแล้วนะคะ สามารถไปโหลดตัวอย่างอ่านกันได้ค่ะ มีตัวอย่าง 20 ตอนค่ะ จากทั้งหมด 30 ตอน

แนะนำให้โหลดแบบ Epub ค่าา

เล่ม 2 คาดว่าจะมาไม่เกินวันที่ 15/11/66 นี้ค่ะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...