โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“สตังค์ วสุรัตน์” จากเด็กที่โตมากับครัว สู่ Top 3 MasterChef และจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเป็นเชฟ!

Dek-D.com

เผยแพร่ 22 พ.ย. 2566 เวลา 21.08 น. • DEK-D.com
“สตังค์ วสุรัตน์” MasterChef Thailand ที่อายุน้อยที่สุดใน Season ที่ 6 กับจุดเริ่มต้นในการก้าวเข้าสู่วงการแข่งขันทำอาหาร เพื่อพิสูจน์ตัวเองจนเป็นเชฟแบบเต็มตัว

. . . . . . . . .

หลาย ๆ คนที่ได้ติตามรายการ Masterchef Thailand คงจะไม่มีใครไม่รู้จัก สตังค์ วสุรัตน์เด็กหนุ่มมากความสามารถที่อายุน้อยที่สุดในซีซัน 6 ที่ไปได้ไกลถึงรอบ 3 คนสุดท้ายของการแข่งขัน

วันนี้พี่ปอ พี่รวี SparkD จะขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ สตังค์ วสุรัตน์ถึงการเริ่มต้นในการก้าวเข้าสู่วงการแข่งขันทำอาหาร สู่การพิสูจน์ตัวเองจนเป็นเชฟแบบเต็มตัว ตามมาดูกันเลย!

. . . . . . . . .

Come Back.. ที่ไม่ได้มาเล่น ๆ!

พี่ปอ SparkD:จาก MasterChef Junior อะไรทำให้เราตัดสินใจ Come back กลับมาแข่งอีกรอบใน MasterChef ผู้ใหญ่

สตังค์:จริง ๆ ผมห่างหายกับอาหารไปช่วงหนึ่งเลยครับ พอจบการแข่งขัน MasterChef Junior ผมก็แข่งอยู่หลายรายการเหมือนกัน พอแข่งเสร็จมันก็ไม่มีรายการเข้ามา ผมก็ทำอยู่บ้านเล่นไปเรื่อยๆ รอหาแข่งไปเรื่อยๆ ทีนี้พอรู้ว่ามี MasterChef Thailand Season 6 และมันเป็นอาหารไทยซึ่งตอบโจทย์กับทางบ้านผมอยู่แล้ว เลยคิดว่าน่าจะลองเพราะว่าก็หมั่นฝึกมาตั้งนานก็อยากให้แบบรู้ว่าผมยังไม่ได้หายไปนะ ผมยังอยู่ในเส้นทางนี้

พี่รวี SparkD:การที่เราเป็นผู้เข้าแข่งขันที่อายุน้อยที่สุดใน Season ที่ 6 มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขันครั้งนี้อย่างไรบ้าง

สตังค์:ผมว่าข้อดีข้อเสียมันก็มีอยู่เยอะนะครับแต่หลัก ๆ ข้อเสียก็น่าจะเป็นเรื่องของประสบการณ์ เพราะว่าประสบการณ์ของผมอาจจะยังไม่เท่าพี่เขา หรือ ความรู้บางเรื่องมันอาจจะยังไม่เท่าพวกพี่เขา แต่ถ้าข้อได้เปรียบผมรู้สึกว่าเป็นด้านร่างกาย ด้วยวัยของผมมันเป็นวัยแบบกำลังจำ กำลังทำ กำลังพัฒนา ก็จะเรียนรู้ได้มากกว่า

พี่ปอ SparkD:ก่อนที่จะเริ่มแข่งขัน เราตั้งเป้าหมายอย่างไรบ้าง และรู้สึกอย่างไรบ้าง ที่ได้เป็น Top 3 ของรายการ

สตังค์:จริง ๆ เป้าหมายของผมตอนแรกก็คือหวังแชมป์นี่แหละครับ หวังทำให้เต็มที่ไปให้ได้ไกลที่สุดเลยครับไม่ได้กดดันตัวเองมากขนาดนั้น แต่พอเข้ามาเรื่อย ๆ ก็อย่างที่ผมพูดเลยพอเข้ามามันมีคนคาดหวัง จากตอนแรกรอบ 10 คนก็น่าจะโอเค ก็มารอบ 5 คน จนมาถึงรอบ 3 คนสุดท้าย

พอมันมีคนคาดหวังว่าผมจะได้ มีคนคอยเชียร์อยู่ เราจะทำไม่ดีออกไปมันก็ไม่ได้แล้วพอเข้ามาถึง Top 3จริง ๆผมภูมิใจในตัวเองมากนะครับเพราะรู้สึกว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้มันไม่ได้ไม่ได้ง่ายเลย มันเหนื่อยมันต้องซ้อมมันมีหลายอย่างมากกว่าที่คนทั่วไปเห็น

ด้วยความที่ที่บ้านของ สตังค์ ทำร้านอาหารอยู่แล้ว และคุณแม่ของสตังค์ (เชฟตุ๊กตา) ก็เป็นเชฟอยู่แล้วด้วย ทำให้ สตังค์ ผูกพันกับการทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก

เราเห็นมันตั้งแต่เด็ก ได้ทำตั้งแต่เด็ก มันก็เรียกว่าเป็นรสมือก็ว่าได้สมมุติว่าเราทำเมนูนั้นบ่อย ๆ คุ้นชินกับมัน ได้กลิ่น เห็นเขาทำ พอถึงเวลาทำจริง ๆ เราก็สามารถทำได้

หนทางจาก “เด็กในครัว” และ “ความเข้มข้นสายเลือดเชฟ” สู่รายการ MasterChef

พี่ปอ SparkD:ทำไมตอนนั้นถึงตัดสินใจมาแข่ง MasterChef Junior

สตังค์:ด้วยความที่ทำอาหารมาอยู่แล้วด้วย แล้วก็ช่วงนั้นก็เคยมีแพลนที่อยากจะแข่งขันหลายรายการแต่พอเห็นรายการ MasterChef Junior รู้สึกว่ามันตอบโจทย์ผมกว่า ก็อยากลองอยากรู้ว่าฝีมือทำอาหารของเรามันจะไปได้ถึงขนาดไหน

พี่ปอ SparkD:ในตอนที่แข่ง MasterChef Junior เราคาดหวังอะไร แล้วเราได้อะไรจากรายการนี้บ้าง

สตังค์:ถ้าถามความคาดหวังผมรู้สึกว่า ผมคาดหวังการเป็นแชมป์นะครับ แต่ถามว่าตรงตามความคาดหวังไหม ก็ไม่ตรงตามความคาดหวัง แต่ว่ามันได้หลายอย่างมากกว่านั้น ทั้งประสบการณ์ และฝีมือการทำอาหาร แบบมันมีหลายอย่างที่ผมไม่เคยลอง ไม่เคยทำ ก็ได้ลองได้ทำ ได้เจอเพื่อน ๆ มากมาย

พี่ปอ SparkD:ย้อนกลับไปในวัยเด็ก คุณแม่ให้สตังค์ทำอะไรในครัวบ้าง

สตังค์:ตอนเด็ก ๆ เมื่อก่อนร้านอาหารก็จะเป็นร้านแบบบ้าน ๆ ผมจะมีหน้าที่จดบิลใส่กระดาษส่งเข้าครัวผมก็จะแบบส่งบิลก่อน เดินบิลเข้าครัว แล้วก็จะแวะไปตลาด ส่วนใหญ่จะเป็นแวะไปตลาดกับแม่ไปซื้อวัตถุดิบ ก็ซื้อมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วค่อยขยับมาเข้าครัว ช่วงประมาณ ป.3 - ป.4 เริ่มจัดอาหารจานแรก

พี่ปอ SparkD:อะไรคือสิ่งที่ทำให้สตังค์มีความมุ่งมั่นที่อยากจะเป็นเชฟแบบคุณแม่

สตังค์:จริง ๆ ผมคิดว่ามันอาจจะเป็นเพราะสายเลือดอะไรประมาณนั้น ช่วงเด็กๆ ผมก็เคยคิดนะว่าผมก็ไม่ได้ชอบมากขนาดนั้น แต่พอได้ทำมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่เด็ก พอถึงช่วงประมาณ ป.5 - ป.6 มันเริ่มรู้สึกชอบ เริ่มรู้สึกสนุก เลยคิดว่าควรทำมันต่อ

. . . . . . . . .

แหล่งพลังงานสำคัญสำหรับความทะเยอทะยานสู่เส้นทาง “เชฟ” ในวัยเรียน

พี่รวี SparkD:ชีวิตการเรียนของสตังค์ในช่วงประถม มัธยมที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง สามารถอยู่ควบคู่กับการที่เราชอบทำอาหารได้อย่างไรบ้าง

สตังค์:จริง ๆ ช่วงประถมอาจจะยังไม่ได้เด่นเรื่องอาหารขนาดนั้น ก็ทำงานเสาร์อาทิตย์ช่วยแม่มากกว่า แต่ถ้าเกิดเริ่มเข้าสู่ช่วงมัธยมวันเสาร์อาทิตย์ก็จะมีทำงานที่ร้านอาหาร ถ้าเป็นช่วง ม.2 ก็จะเป็นร้านอาหารอิตาลีซึ่งผมไปช่วยเขาทำ เป็นพี่รู้จักกัน ผมก็ได้เรียนรู้ทำการทำสเต็ก แต่ถ้าเกิดว่าที่เหลือก็จะเป็นอาหารไทยเลยครับ ทุกวันเสาร์อาทิตย์ก็จะทำแต่อาหารไทยอยู่ในครัว ช่วยพ่อแม่เตรียมวัตถุดิบ ส่วนเรื่องเรียนก็เหมือนเดิม

พี่รวี SparkD: ในช่วงที่ต้องมาแข่ง MasterChef เราแบ่งเวลามาแข่ง มาฝึกซ้อมยังไง ให้ยังควบคู่ไปกับการเรียนได้

สตังค์: จริง ๆ ตอน MasterChef Junior ผมยังไม่ได้ซ้อมหนักมาก แต่พอมาเป็น MasterChef Season 6 ผมรู้สึกว่าจริงๆ ผมก็แบ่งเวลาไม่ค่อยได้ดีขนาดนั้น เพราะว่ารู้สึกว่ามันก็หนักเหมือนกัน ยิ่งพออยู่ ม. 6 มันก็มีเรื่องสอบเรื่องเรียนเข้ามาด้วย ก็สมมุติว่าผมไปเรียนวันธรรมดาเลิกเรียนปุ๊บปกติผมก็มักจะไปเตะบอลกับเพื่อน ๆ แต่พอเป็นช่วงแข่ง ผมก็ต้องกลับมาบ้านเลย เพื่อฝึกซ้อมจนถึง 4 ทุ่ม แล้วก็อาบน้ำนอน อีกวันนึงก็ไปโรงเรียนตามปกติ แต่พอวันเสาร์อาทิตย์ผมก็เริ่มซ้อมตั้งแต่ 7 โมงถึง 4 ทุ่ม วนอยู่อย่างนี้ก็หลายเดือน

พี่รวี SparkD:แล้วเราแฮปปี้ไหมกับการที่เราต้องทำทั้ง 2 อย่างควบคู่กัน แทนที่เราจะได้มีเวลาพักผ่อน หรือไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน ๆ

สตังค์: มีช่วงนึงแอบคิดเหมือนกันนะ ว่าอยากไปเที่ยวกับเพื่อนเนาะ เสาร์อาทิตย์เพื่อน ๆ ไปเที่ยวกัน แต่ทำไมเราต้องมาซ้อม มาทำงาน แต่ส่วนตัวผมก็รู้สึกว่าการได้เริ่มก่อนคนอื่นมันก็สตาร์ทไปก่อนคนอื่นไงครับ มีก่อนคนอื่นได้ทำก่อนคนอื่น

พี่รวี SparkD: สตังค์ที่กำลังอยู่ในช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การเป็นวัยนักศึกษา วางแพลนไว้ว่าอยากเข้าคณะอะไร มหาวิทยาลัยไหน

สตังค์:ตอนแรกผมสนใจ ม.สวนดุสิต แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นทาง ม.กรุงเทพ มากกว่าครับ เพราะเหมือนว่า ม. กรุงเทพ จะมีคณะที่ผมอยากเรียนเกี่ยวกับการบริหารด้วยอาหารนานาชาติด้วย อะไรแบบนี้ครับ แบบว่ามันครอบคลุมมากกว่าสำหรับคนที่ต้องการเปิดร้านอาหารแบบผมครับ ด้วยความที่ ม.กรุงเทพ เปิดอิสระอยู่แล้ว ผมสามารถมีเวลาไปทำร้านอาหารของผมได้ มีเวลาไปทำงานของผมได้ ส่วนมหาลัยอื่นก็จะเคร่งเครียดกว่านิดนึงครับ แล้วก็ด้วยหลักสูตรที่ผมสนใจ มันครอบคลุม มีฝึกอาหารนานาชาติก็คือเรื่องภาษาเรื่องอาหาร มี Work and Travel ที่ผมอยากไป มีเรียนเรื่องบริหารธุรกิจ มีเรื่องโครงสร้างร้านอาหารเลยครับ มันครบในหลักสูตรเดียวมากกว่า

พี่รวี SparkD:เชฟตุ๊กตา หรือก็คือคุณแม่ของสตังค์ มีส่วนสำคัญอย่างไรบ้างในความสำเร็จต่าง ๆ ของสตังค์

สตังค์:จริง ๆ แม่มีส่วนในทุกความสำเร็จของผมเลยครับ ไม่ว่าการแข่งไหนหรือว่าการทำอะไรที่ไม่ได้เกี่ยวกับอาหารแม่ก็จะอยู่ข้างหลังตลอดยิ่งเป็นสายอาหารแล้วด้วย ก็จะเป็นแม่ที่สอนเองตลอด ตั้งแต่ MasterChef Junior ถึงไม่ได้แข่งแม่ก็ผลักดันมาเรื่อย ๆ ถึงเวลาที่ต้องตื่นมาซ้อม ก็จะมีเสียงแม่เรียกตลอด เวลาแข่งเลยทำให้เวลาได้ยินเสียงแม่แล้วก็มีสะดุ้งนิดนึง

พี่รวี SparkD: ถ้าในวันนี้ สตังค์ไม่ได้เข้า MasterChef ทั้งสองรายการเลย คิดว่าสตังค์ในวันนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

สตังค์:ผมคิดว่าในวันนี้ผมไม่ได้เข้า MasterChef ก็คงจะเรียนปกติ ช่วยที่ร้านบ้างครับ ด้านมหาวิทยาลัยก็อาจจะเป็นด้านอื่น อาจจะโฟกัสกับชีวิตตัวเองมากขึ้นทำ YouTube ไลฟ์สไตล์ รู้สึกว่าชีวิตผมมีคอนเทนต์ตลอดเวลา

ด้วยความที่เราเป็นเด็กสวนสวนอยู่ต่างจังหวัดมาก่อน พอมาอยู่กรุงเทพฯ ที่ย่านพุทธมณฑล สาย 3 มันก็ยังเป็นสวน สภาพแวดล้อมก็จะเป็นนา ด้วยความที่เป็นเด็กวัยรุ่นมันไม่มีอะไรให้ออกไปทำอะไรหลาย ๆ อย่างตอนนั้นก็ยังไม่มีรถ ยังไม่ได้ซ้อม MasterChef ก็จะอยู่กับกลุ่มเพื่อนปั่นจักรยานกันตกปลาบ้าง แต่หนัก ๆ ก็คือขโมยเบ็ดตกปลา ที่แบบเค้าปักเบ็ดไว้ตกปลาช่อนไว้ ด้วยความสงสารไปกับน้องประมาณ ป. 1 ไปกับเพื่อนอีกสามคนทีนี้ก็ไปขโมยเบ็ดใส่ถังปลาช่อนเพราะว่าสงสารปลาช่อนจะเอากลับไปปล่อยบ้านตัวเอง พอโดนจับได้ก็พากันวิ่งหนี โดยที่น้องถือถึงปลาช่อนอยู่ แล้วพอถึงคลองทีนี้ผมก็กระโดดลงน้ำเลย ว่ายข้ามฝั่งกับเพื่อน โดยที่น้อง ป.1 ก็ยืนร้องให้โยนถังปลาช่อนลงพื้น แล้วน้องก็วิ่งหนี ส่วนปลาช่อนก็นอนตายอยู่ตรงนั้น

พี่รวี SparkD:นอกจากอาหารแล้ว สตังค์ยังสนใจในด้านอีกบ้างมั้ย

สตังค์:สนใจเป็นเรื่องดนตรี กับสเก็ตบอร์ดครับ ผมคิดว่าดนตรีกับอาหารมันไปด้วยกันได้ผมคิดว่าผมเป็นคนมีอารมณ์ติสท์ ๆ นิดนึง เวลาคิดอะไรไม่ออกหรือเครียดก็จะเงียบ ๆ ฟังเพลง ไปโรงเรียนก็ใส่หูฟัง ที่ผมสนใจดนตรีเพราะผมอยู่ในกลุ่มพี่ ๆ ที่ทำฮิปฮอปกันอยู่แล้ว อาจจะมีอัดกับเขาบ้างแต่ไม่ได้ลงไปทำดนตรี พี่ ๆ ที่รู้จักก็จะมี 4ourYou และหลาย ๆ คนใน soundcloudครับแต่ผมรักษาเกรดนะครับ จะรักษาให้คงอยู่ที่มาตรฐาน เกรดก็จะอยู่ 3.3 - 3.5 แต่ถ้าวิชาไหนผมไม่เอา ก็จะใส่ฮู้ดและหูฟังนอน ครูที่โรงเรียนเขาก็จะเข้าใจผมครับ จริงๆ ฟุตบอลผมก็ชอบนะ มีพี่ ๆ ที่เค้าดูบอล ผมก็ดูด้วยประมาณนั้นครับ ดูบอล เล่นบอล เล่นกีฬา ครับ

. . . . . . . . .

ผ่านความท้าทายสู่หมุดหมายแห่งใหม่

พี่รวี SparkD:การรักการทำอาหาร อาจไม่เท่ากับการเป็นเชฟ หรือเจ้าของร้านอาหาร ที่ต้องบริหารงานครัว บริหารธุรกิจ แล้วในมุมมองของสตังค์ สตังค์อยากเป็นใคร อยู่ส่วนไหนของวงการอาหาร อยากสานต่อร้านอาหารของคุณแม่ หรือเปิดร้านอาหารใหม่

สตังค์:ผมอยากเอาร้านอาหารของแม่ไปยกระดับอาจจะทำเป็น Fine dining หรือแนวโมเดิร์นผสมผสาน ผมอยากให้มีหลายสาขามากกว่านี้ ระบบการจัดการดีกว่านี้ ในอนาคตผมมองว่าอยากจะเป็นเจ้าของร้านอาหารที่มีสาขาอยู่หลากหลายที่ เรื่องการบริหารเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่น้อยไปกว่าการทำอาหารเลยยกตัวอย่างเช่น ร้านของแม่ผม การบริหารไม่ค่อยดี ผมก็คิดว่าผมไปเรียนทำอาหาร หาประสบการณ์ เรียนทำอาหารมาด้วย ก็จะเอามาพัฒนาร้านต่อไป ผมอยากทำร้านอาหารที่ตัวเองไม่ต้องเป็นเชฟที่ต้องทำงานในครัวทุกวัน ผมมองว่าอยากให้เป็นวิธีการเซ็ตเมนูในแต่ละวันให้ อาจจะเป็นในรูปแบบเซ็ตเป็นคอร์สไป ใน 1 อาทิตย์อาจจะเข้าประมาณ 3-4 วันเพื่อเข้าไปชิมอาหาร ทดลอง อยู่ดูแลร้านที่เหลือก็อาจจะไปงานคุกกิ้งโชว์อะไรแบบนี้มากกว่าครับ ทุกวันนี้ก็จะมีงานเยอะ ว้าวุ่นเลยครับ ก็จะมีงานที่ติดต่อมาเรื่อย ๆ ผ่าน MasterChef ไปถ่ายรายการบ้างแต่ยังพูดไม่ได้ว่ารายการไหน ประมาณ 2 รายการ มีติดต่อให้ไปคุกกิ้งโชว์ มีติดต่อให้ไปเป็นพิธีกรก็มีครับ ผมเลยรู้สึกว่าตอนนี้ผมยังต้องเรียน แล้วพอเจองานที่ยุ่ง ๆ เข้าไป เจอชีวิตคนทำงานจริง ๆ ก็หนักอยู่เหมือนกันครับ

พี่รวี SparkD:ความท้าทายที่สตังค์กำลังเผชิญอยู่ในการที่จะไปถึงจุดหมายนั้นได้ คืออะไร แล้วเราจัดการกับความท้าทายนี้อย่างไร

สตังค์: ความท้าทายมีเยอะเลยครับ หนึ่งเลยเรื่องเรียน ความรู้ด้านอาหารอีก ผมคิดว่ายังไม่ถึงจุดนั้น รวมไปถึงประสบการณ์ ผมคงจะต้องสะสมประสบการณ์มากกว่านี้การที่เราไม่มีประสบการณ์และไปเปิดร้านเลย พนักงานที่ร้านก็คงจะไม่อยู่ในการบริหารงานของเราสักเท่าไหร่

พี่รวี SparkD:สตังค์มองว่าสายงานอาหารในไทย ตอบโจทย์แพชชั่นการทำธุรกิจอาหารของคนรุ่นใหม่แล้วหรือยัง

สตังค์:ผมรู้สึกว่าอยากให้มีการสนับสนุนเกี่ยวกับอาหารให้มากกว่านี้ครับเผื่อบางคนมีความชอบด้านอาหารแต่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน อย่าง MasterChef อาจจะไม่ใช่เวทีแรกของเขาเพราะมันอาจจะยากเกินไป ถ้าออดิชันไม่สำเร็จเขาก็จะไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนผมอยากให้มีการสนับสนุน และการแข่งขันให้มากกว่านี้ครับ ผมรู้สึกว่าถ้าเรียนจบมา มีความชอบ และเชื่อมั่นจริง ๆ ผมรู้สึกว่าลองเปิดได้เลยครับ แต่ผมรู้สึกว่าถ้าจะทำก็คงต้องศึกษาให้ดีก่อน เพราะว่าช่วงนี้ผมเห็นคนที่แพลนมาก็จะเปิดร้านอาหารเลยโดยที่ยังไม่ได้ศึกษาอะไรให้ดีก่อน

. . . . . . . . .

การสืบทอด และปรับใช้วัตถุดิบโบราณในอาหารไทยในสมัยใหม่

พี่รวี SparkD:เมนูอาหารไทยอะไรที่บ่งบอกถึงความเป็นสตังค์มากที่สุด

สตังค์:ผมคิดว่าเป็นเมนูที่ผมเพิ่งแข่งไปเลยครับซึ่งก็คือ “กุ้งพราวเดือน”เป็นเขียวหวานแห้ง คือเมนูโบราณ จากบ้านผมที่มีความเป็นไทยมาอยู่แล้ว มาบวกกับตัวผมที่เป็นเด็กสมัยใหม่ จึงเกิดความผสมผสานระหว่างความเป็นไทย และโมเดิร์น ผมคิดว่าอยากพัฒนาเมนูอาหารไทยให้ไปไกลได้มากกว่านี้ครับ รู้สึกว่าเมนูนี้เป็นการบ่งบอกถึงตัวผมที่ชัดเจนดี เมนูนี้ยังไม่มีขายที่ร้าน แต่ว่าถ้าผมมีแพลนเปิดร้านเป็นของตัวเองก็จะเพิ่มเมนูนี้เข้าไป จริง ๆ ถ้าไปเยี่ยมที่ร้าน “บ้านยี่สาร” แล้วผมอยู่รีเควสเมนูนี้ได้ครับ ต้องโทรไปก่อนครับ”

พี่ปอ SparkD: คิดว่าเสน่ห์ของการทำอาหารสำหรับสตังค์คืออะไร

สตังค์:เสน่ห์ของการทำอาหารสำหรับผม ผมรู้สึกว่าคือ รสชาติ ขั้นตอน และวัตถุดิบครับรสชาติของอาหารไทยมันจะมีเอกลักษณ์ของมัน มีความแปลกใหม่ และจัดจ้าน ส่วนขั้นตอนในอาหารไทยเราจะมีขั้นตอนเฉพาะที่ไม่มีให้เห็นในต่างชาติสักเท่าไหร่ เช่น การตำ หรือการโขลก หรือการใช้น้ำล้างครก เพราะมันจะมีที่มาที่ไป ที่คนโบราณเขาคิดไว้แล้วซึ่งดีมาก ๆ และลงมีความลงตัว ส่วนเรื่องวัตุดิบมีหลาย ๆ อย่างที่หลายคนอาจจะไม่รู้จัก เช่น เม็ดมะแขว่น ของภาคเหนือ การหาวัตุดิบที่มาใช้ มาจากวัตุดิบพื้นถิ่นที่มาจากของไทยโดยแท้

พี่ปอ SparkD: อยากบอกอะไรกับตัวเองใน 10 ปีที่แล้ว และอยากถามอะไรกับตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้า

สตังค์:คำถามนี้ผมคิดยังไงก็คิดไม่ออก จริง ๆ ผมอยากบอกตัวเองใน 10 ปีที่แล้วว่าไม่ต้องคิดเยอะ โฟกัสลงมือทำสิ่งที่อยากทำไปเลย ส่วนสิ่งที่ผมอยากถามตัวเองใน 10 ปีข้างหน้า แค่ถามจริง ๆ ผมอยากถามตัวเองในอนาคตเกี่ยวกับปัญหาครับ 10 ปีระยะทางมันก็ไกล ทั้ง 10 ปีผมว่ามันต้องมีปัญหาเข้ามา ซึ่งตัวผมในตอนนั้นถ้าผ่านไปได้แล้ว ผมอยากรู้ว่ามันมีวิธียังไงถึงก้าวข้ามปัญหาให้ก้าวไปถึงจุดนั้นได้

พี่ปอ SparkD:อยากบอกอะไรกับเพื่อน ๆ ที่สนใจสายงานด้านอาหาร แต่อาจไม่ได้มีที่บ้านซัปพอร์ต

สตังค์:บางคนอาจจะเริ่มเลยแบบผมไม่ได้ แต่อย่างน้อยผมอยากให้ลองศึกษา ลองดู ลองทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ต้องมากเท่ากับผมก็ได้เดี๋ยวสักวันนึงมันจะถึงจุดนั้นเองครับ อาจจะเริ่มจากสลัดซึ่งทำไม่ยาก ให้ลองหัดทำหัดแต่งดูก่อน จริง ๆ ผมอยากจะบอกทุกคนนะครับที่รักในการทำอาหารเหมือนผม ชอบในการทำอาหาร

ต่อให้เค้าจะไม่ซัปพอร์ต เราลองทำออกมาให้เขาเห็น ให้เค้ารู้ว่าเรารักเราชอบมันจริง ๆ ไม่ใช่แค่จะทำเล่น ๆ

พี่ปอ SparkD:ได้ข่าวว่าตอนนี้มาทำ YouTube ด้วย ฝากผลงานกันหน่อย

สตังค์: จริง ๆ YouTube ของก็ผมคือคอนเทนท์สุด ๆ หลาย ๆ คอมเมนต์ก็อาจจะบอกว่าไม่ค่อยมีสาระนะครับ จะไม่ค่อยได้ความรู้เรื่องอาหาร ก็อยากจะบอกเขาว่าผมจะพยายามใส่สาระมากขึ้นครับ แต่ผมพูดเกริ่นไปแล้วว่า YouTube ผมก็จะเป็นเน้นที่ไลฟ์สไตล์ ที่มีอาหารเข้ามาเกี่ยวกับชีวิตของผมในแต่ละวัน ก็อยากจะฝากผลงานนะครับ YouTube “เฮงกะตังค์”ครับ เป็น YouTube เล่น ๆ สนุกสนาน ยังไงลองเข้ามาดูมาติดตามได้ครับ จริง ๆ YouTube ที่ผมทำกับพี่เฮง ต้องย้อนกลับไปตอน MasterChef ด้วยความที่ผมติสท์ ฟังเพลงใส่หูฟัง มันจะมีเกมในไอแพดที่เล่นได้ 4 คน ผมก็นั่งเล่นอยู่คนเดียว เล่นสองฝั่ง พี่เฮงก็มาเล่นด้วย คุยกันถูกคอ ตอนแข่งก็จะคุยกันตลอด ตอนพักบ้าง ชวนไปเที่ยว ยิ่งพี่เฮงเป็นยืนเดี่ยว ยิ่งผมเป็นคนเส้นตื้น พี่เฮงพูด เล่นมุก ผมก็ขำแล้ว ก็เลยสนิทกัน เพราะว่าเป็นคนแนวเดียวกันไม่ค่อยมีสาระ ก็เลยมาทำยูทูปด้วยกัน แล้วก็ผมมีแพลนจะทำร้านอาหารนะครับเร็ว ๆ นี้ จริง ๆ เป็นร้านอาหารกับพี่ ยังไม่ใช่ร้านอาหารของผมเอง ยังไงก็ถ้าเปิดตัวก็ฝากติดตามครับ Instragram ผม deksatxng_ยังไงก็ติดตามข่าวสารผ่านทาง Instragram ครับ

สตังค์เริ่มต้นทำอาหารตั้งแต่เด็ก ๆเข้าครัวในวัยเรียน แม้ว่าต้องจัดการเวลาระหว่างการแข่งขันและการเรียนอย่างลำบากอยู่บ้าง แต่ความมุ่งมั่นและความทุ่มเทในการทำอาหารยังคงเป็นแรงผลักดันสู่ความสำเร็จของสตังค์ สตังค์มองหาวิธีในการปรับใช้แนวคิดในการบริหารร้านแบบใหม่และการทำอาหารไทยโบราณให้ก้าวไกลไปได้มากขึ้น เขาเชื่อในความสำคัญของรสชาติที่มีเอกลักษณ์ของอาหารไทย และความแปลกใหม่ในขั้นตอนการทำอาหารที่ไม่มีในต่างชาติ

. . . . . . . . .

จากบทสัมภาษณ์นี้หลาย ๆ คนต้องได้รับพลังงานที่ดีจากสตังค์ไปไม่มากก็น้อย หวังว่าจะได้ประโยชน์หรือแนวคิดดี ๆ ไปปรับใช้ และเติมเชื้อเพลิงไฟวัยรุ่นให้ลุกโชนกันไปเลย! ถ้าอย่างนั้นก็ได้เวลาลุกไปล่าฝันกันแล้วแหละ วันนี้.. พี่ปอ พี่รวี และพี่พิซซ่า SparkDคงต้องขอตัวลาไปล่าฝันแบบสตังค์บ้างแล้ว ติดตามกันต่อใน EP. หน้า เจอกันวัยรุ่น!

. . . . . . . . .

พี่ปอ พี่รวี SparkD สัมภาษณ์
พี่พิซซ่า SparkD ถ่ายภาพ
พี่เต้ย SparkD กราฟิกดีไซน์
พี่ฟิวส์ พี่แอล SparkD บรรณาธิการ
ขอขอบคุณHeliconia H Group
เอื้อเฟื้อสถานที่สยามสแควร์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...