โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ชุนหนี ฮู้เกินโคลนฤดูใบไม้ผลิคุ้มราก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 13 ธ.ค. 2568 เวลา 08.04 น. • เผยแพร่ 30 ก.ย 2568 เวลา 03.27 น. • เฟยเทียน
ชีวิตเก่าสิ้นสุดดุจบุปผาร่วงหล่นวิญญาณนักวิทยาศาสตร์สาวจากศตวรรษที่ 21จึงต้องเริ่มต้นใหม่ในโลกที่ไม่รู้จักเธอจะยอมเป็นโคลนดินใช้ความรู้จากอนาคตค้ำจุนรากเหง้าแห่งครอบครัวใหม่ให้เติบโตงอกงามได้หรือไม่

ข้อมูลเบื้องต้น

ชี้แจง

นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน ชื่อสถานที่ รวมถึงตัวบุคคลและเรื่องราวภายในเล่มล้วนเป็นเรื่องสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น ดังนั้นหากมีข้อผิดพลาดประการใดผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะคะ

ด้วยรักและขอบคุณ

เฟยเทียน

ก่อนเข้าเรื่องหลัก

"บุปผาที่ร่วงหล่นมิใช่สิ่งไร้หัวใจ หากแต่ยอมแปรเปลี่ยนเป็นโคลนดินแห่งวสันตฤดู เพื่อค้ำจุนมวลบุปผาให้งดงามยิ่งขึ้นไป" จากบทกวีจี่ไห่จ๋าซือ ของกงจื้อเจินกวีเอกแห่งปลายราชวงศ์ชิง… แปลได้ว่าการสิ้นสุดของสิ่งหนึ่ง อาจไม่ใช่โศกนาฏกรรม หากแต่คือการเสียสละเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตใหม่ให้ถือกำเนิด

ในชีวิตคนเรา อาจมีสักครั้งที่ต้องเผชิญกับการร่วงหล่น… เมื่อตัวตนที่เคยภาคภูมิใจกลับกลายเป็นเพียงอดีต เมื่อความฝันและความหวังทั้งมวลพังทลายลงต่อหน้า

ณ จุดที่แสงสว่างดับสิ้น เราจะเลือกสลายไปอย่างว่างเปล่า หรือจะยอมแปรเปลี่ยนเป็นผืนดินอันต่ำต้อย เพื่อให้รากเหง้าแห่งชีวิตใหม่ได้มีที่หยั่งยืน?

นี่คือเรื่องราวของชีวิตหนึ่งที่จบสิ้น… ดุจบุปผาที่ถูกพายุพัดให้ร่วงหล่นจากกิ่งก้าน แต่วิญญาณนั้นกลับไม่ได้สูญสลาย หากแต่เดินทางข้ามกาลเวลา มาสู่ภพชาติใหม่ที่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์… ในโลกที่ไม่รู้จัก

เพื่อค้ำจุน ปกป้อง และหล่อเลี้ยงรากเหง้าใหม่ของตัวเอง… ในเรื่องราวที่ชื่อว่า…

ชุนหนี ฮู้เกิน (โคลนฤดูใบไม้ผลิคุ้มราก) ชื่อเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากบทกวีข้างต้น หวังว่านักอ่านจะพร้อมผจญภัยไปกับตัวเอกของเราที่เป็นนักวิทยาศาสตร์มาจากศตวรรษที่ 21 นะคะ

บุปผาร่วงหล่น

เสียงประกาศสถานีต่อไปแว่วมาจากลำโพงที่ติดตั้งอยู่เหนือศีรษะ ปลุกให้หลินเวยละสายตาจากทิวทัศน์ทุ่งนาสีเขียวชอุ่มที่วิ่งผ่านอยู่นอกหน้าต่างรถไฟความเร็วสูง เธอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูอีกสิบห้านาทีก็จะถึงจุดหมายปลายทาง

นี่เป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่เธออนุญาตให้ตัวเองว่างอย่างแท้จริงโดยที่ไม่มีภาพของกราฟข้อมูล สมการเคมีและภาพจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนมากวนใจหลังจากที่โครงการวิจัยไกอา-7ที่เธอเป็นหัวหน้าทีมนั้นประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

ข้าวสาลีสายพันธุ์ใหม่ที่ทนทานต่อความแห้งแล้งกำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าการเกษตรในพื้นที่ทุรกันดาร ทุกคนเฉลิมฉลอง แต่สำหรับเธอผู้เป็นหัวเรือใหญ่ของมันกลับทิ้งไว้เพียงความเหนื่อยล้าที่กัดกินลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ

ในตอนนั้นเธอเริ่มเบื่อเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าและแสงสี ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดอากาศหายใจ ดังนั้นหลินเวยจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ผัดผ่อนมาเนิ่นนาน… นั่นก็คือการเดินทางกลับไปยังบ้านเก่าของคุณย่าผู้ล่วงลับ

บ้านไม้หลังเล็กในเมืองต่างจังหวัดที่เงียบสงบสถานที่… ที่เวลาดูเหมือนจะเดินช้าลง และเป็นที่เดียวที่เธอรู้สึกว่าสามารถทิ้งตำแหน่งดร.หลินและกลับไปเป็นเพียงเวยเวยเด็กหญิงตัวน้อยของย่าได้อีกครั้ง

เมื่อรถแท็กซี่จากสถานีรถไฟจอดลงที่หน้าซอยคุ้นตาและขับจากไป ทิ้งให้เธออยู่กับกระเป๋าเดินทางเพียงใบเดียว ความเงียบก็เข้าโอบล้อมรอบตัว เสียงจอแจของเมืองหลวงถูกแทนที่ด้วยเสียงหรีดหริ่งเรไรและเสียงลมที่พัดผ่านใบไม้

หลินเวยยืนสูดอากาศที่เจือด้วยกลิ่นดินและกลิ่นดอกไม้จางเข้าเต็มปอด ก่อนจะเดินลากกระเป๋าไปยังบ้านหลังท้ายสุด… สุดซอยบ้านที่รอคอยการกลับมาของเธออย่างเงียบงัน

กุญแจดอกเก่าในมือฝืดเล็กน้อยเมื่อไขเข้าไปในรูกุญแจที่ไม่ได้ใช้งานมานาน บานประตูไม้ส่งเสียงครืดคราดราวกับกำลังบ่นอุบในความเงียบว่าทำไมเธอถึงเพิ่งกลับมา

และวินาทีที่หลินเวยก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ก็ลอยมาปะทะจมูก… กลิ่นฝุ่นที่ผสมกับกลิ่นไม้การบูรและกลิ่นกระดาษเก่า มันคือกลิ่นของอดีต คือกลิ่นของความทรงจำ

เธอวางกระเป๋าลงและเริ่มลงมือสะสางอดีตอย่างไม่เร่งรีบ โดยเริ่มจากการปัดฝุ่นชั้นหนังสือ การเปิดดูอัลบั้มรูปถ่ายสมัยเก่า ทำให้ความเหนื่อยล้าจากหน้าที่การงานค่อย ๆ จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ที่อบอุ่น

ขณะที่หลินเวยกำลังจัดเก็บข้าวของ ภายในห้องที่แม้จะมีการจ้างคนมาทำความสะอาดทุกสัปดาห์ แต่ฝุ่นละอองก็ยังคงจับให้เห็นอยู่ทั่วไปนั้นเอง…

สายตาของเธอก็สะดุดเข้ากับ หีบไม้การบูรใบเล็กซึ่งถูกเก็บซ่อนและลืมเลือนไว้ใต้เตียงนอนของย่า และเมื่อเธอเปิดออกก็พบกับสิ่งที่ไม่คาดคิดสิ่งนั้นคือพู่หยกชิ้นหนึ่ง ที่กำลังนอนสงบอยู่บนกองผ้าไหมเก่าเก็บ ราวกับรอคอยการค้นพบมาเนิ่นนาน

ซึ่งมันเป็นของตกทอดจากบรรพบุรุษที่ไม่มีใครในยุคของเธอเคยใส่ใจจะค้นหาที่มาอีกแล้ว หลินเวยได้หยิบมันขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ตัวหยกแกะสลักอย่างเรียบง่ายเป็นรูปหน่อไม้อ่อนที่ม้วนตัวอย่างน่าเอ็นดู

แต่สีของเนื้อหยกกลับดูธรรมดาอย่างยิ่ง เนื้อของมันเป็นสีเขียวจางขุ่นมัว ไร้ประกายราวกับหยกคุณภาพต่ำที่หาได้ดาษดื่นตามท้องตลาดทั่วไป

ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เธอมองมันเป็นเพียงวัตถุโบราณชิ้นหนึ่งเท่านั้น อาจจะเป็นหยกเนไฟรต์ธรรมดา ๆ ที่มีตำหนิภายในเยอะจนแสงไม่อาจส่องผ่านได้

แต่ด้วยความรู้สึกผูกพันบางอย่างที่ยากจะอธิบาย เธอกลับกำมันไว้ในมือแน่น ขณะที่ใช้มืออีกข้างพยายามจะงัดฝากล่องไม้เก่า ๆ อีกใบที่อยู่ข้างกัน และนั่นคือจุดเปลี่ยนของทุกสิ่งแม้แต่ชีวิตของเธอด้วยอย่างไม่รู้ตัว

เมื่อเสี้ยนไม้ได้บาดเข้าที่ปลายนิ้วของเธอเข้าอย่างจัง ความเจ็บแปลบแล่นปราดขึ้นมาพร้อมกับหยดเลือดสีแดงสดที่ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ด้วยความตกใจเธอจึงสะบัดมือและเผลอกำพู่หยกแน่นขึ้น เลือดหยดนั้นจึงร่วงหล่นลงบนเนื้อหยกอย่างแม่นยำราวจับวาง

และในทันทีทันใดนั้นเอง ปาฏิหาริย์ที่เธอไม่เคยเชื่อมาก่อนในชีวิตนอกจากเรื่องของวิทยาศาสตร์… ก็ได้บังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา

หยกสีเขียวจางที่เคยขุ่นมัวพลันดูดซับหยดเลือดของเธอเข้าไปจนหมดสิ้นราวกับฟองน้ำที่กระหาย ในชั่วพริบตาแสงสีเขียวอ่อนจางก็สว่างวาบขึ้นจากภายในเนื้อหยก ขับไล่ความขุ่นมัวทั้งหมดออกไป

พู่หยกในมือของเธอแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกตผ่องใส งดงามราวกับมีน้ำทิพย์แห่งวสันตฤดูหล่อเลี้ยงอยู่ภายใน เธอมองเห็นเส้นใยสีทองละเอียดราวกับเส้นเลือดวิ่งวนอยู่ในเนื้อหยกอย่างน่าอัศจรรย์ ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านจากฝ่ามือขึ้นไล้มาตามท่อนแขนอย่างอ่อนโยน

ยังไม่ทันที่สมองนักวิทยาศาสตร์ของเธอจะเริ่มวิเคราะห์ปรากฏการณ์ตรงหน้า ในห้วงมโนสำนึกของหลินเวยก็ปรากฏภาพของหน่อไม้อ่อนที่อยู่ใจกลางเนื้อหยก ค่อย ๆ คลายตัวออกอย่างเนิบช้า เผยให้เห็นใบเลี้ยงขนาดเล็กคู่หนึ่ง พร้อมกับเสียงหัวเราะสดใสเหมือนกระดิ่งลมที่ดังก้องขึ้นในจิตวิญญาณของเธอ…

‘ในที่สุดเราก็เจอกันแล้ว… นายท่านของข้า…’

สิ้นเสียงนั้น พลังงานมหาศาลก็พลันระเบิดออกจากพู่หยก แสงสีเขียวเจิดจ้าสาดส่องไปทั่วทั้งห้องจนทุกอย่างกลายเป็นสีขาวโพลน ร่างของหลินเวยชาวาบ ความรู้สึกเหมือนถูกดึงออกจากร่างกายอย่างรุนแรงคือสัมผัสสุดท้ายที่เธอรับรู้ ก่อนที่โลกทั้งใบของเธอจะหมุนคว้างและสลายไปพร้อมกับแสงสีเขียวอันไร้ที่สิ้นสุด…

และในตอนนี้เอง ชีวิตในฐานะนักวิทยาศาสตร์ของหลินเวยได้จบสิ้นลงแล้ว… ดุจบุปผาที่ร่วงหล่นจากกิ่งก้าน สู่การเดินทางครั้งใหม่ที่ไม่อาจหยั่งรู้…

ราชวงศ์ต้าเฉิง ปีรัชศกจิ่งไท่ที่สิบห้าที่ไม่มีอยู่จริงในหน้าประวัติศาสตร์ ซึ่งกำลังเป็นฤดูร้อน ภายในจวนตระกูลเสิ่น อำเภอซีซานเสียงจักจั่นกำลังร้องระงมก้องไปทั่วบริเวณ ไอร้อนลอยขึ้นมาจากพื้นหินจนภาพเบื้องหน้าดูบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย

ที่ริมสระบัวซึ่งบานสะพรั่งรับแสงตะวัน เด็กชายสามคนกำลังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอย่างสนุกสนานขณะใช้สวิงไล่ต้อนฝูงปลาหลีฮื้อ… ห่างออกไปเล็กน้อยใต้ร่มหลิวได้มีเด็กหญิงร่างเล็กผอมบางในชุดสีชมพูอ่อนกำลังนั่งกอดเข่ามองดูพี่ชายด้วยดวงตาที่เริ่มปรือลง

ก่อนที่ภาพตรงหน้าของนางจะหมุนคว้าง รวมถึงเสียงจักจั่นที่เคยดังหนวกหูกลับค่อย ๆ แผ่วลง ตุบ! ในเสี้ยวลมหายใจต่อมา ร่างเล็กนั้นก็ได้ร่วงผล็อยลงไปนอนกองกับพื้นหญ้าอย่างไร้สติ

“น้องเล็ก!” เสิ่นจวินหลี่ เด็กชายวัยหกขวบที่อยู่ใกล้ที่สุดร้องตะโกนเสียงหลง เขาทิ้งสวิงแล้วถลาเข้าไปหาน้องสาวเป็นคนแรก

ก่อนจะตามมาด้วยเสิ่นจวินโม่ พี่ชายคนรองวัยแปดปี เด็กชายย่อตัวลงอังจมูกน้องสาวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตะโกนบอกพี่ใหญ่ที่กำลังวิ่งหน้าตื่นมาทางนี้

“พี่ใหญ่ นางยังหายใจอยู่!” คำพูดของน้องชายคนที่สองหาได้ทำให้เสิ่นจวินสือพี่ชายคนโตวัยสิบปีรู้สึกเบาใจแต่อย่างใด

เด็กชายรีบช้อนตัวน้องสาวที่เบาหวิวขึ้นมาอุ้มแนบอกแล้วออกวิ่งทันที ความสนุกสนานเมื่อครู่สลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความตื่นตระหนกที่ฉายชัดบนใบหน้าของเด็กน้อยทั้งสามคนที่กำลังเป็นห่วงน้องน้อยจับใจ

ภายในห้วงมโนสำนึกของหลินเวย หลังจากที่จิตวิญญาณของเธอราวกับถูกกระชากเข้ามาในร่างนี้ท่ามกลางความโกลาหลนั้นเอง ความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอมากมายก็ได้หลั่งไหลเข้ามาปะปนกับเสียงกระซิบของภูตน้อย… ‘นายท่าน… บ้านใหม่…’

ยังไม่ทันที่หลินเวยจะได้ประมวลผลให้กระจ่างแจ้ง เสียงร้อนใจของใครคนหนึ่งก็ได้ดังเข้าหัวของเธอขึ้นเสียก่อน “เวยเวย! เวยเวยของแม่!”

เสียงร้องไห้ด้วยความตกใจของหลิวซูซินดังขึ้นทันทีที่บุตรชายคนโตอุ้มร่างไร้สติของบุตรสาวเข้ามาในเรือน ก่อนที่นางจะรีบเข้ามารับร่างนั้นไปวางบนเตียงอย่างนุ่มนวล มือไม้สั่นด้วยความกลัว

ไม่นานนักทั้งนายอำเภอเสิ่นอี้หานผู้เป็นพ่อและหลินเยว่เอ๋อผู้เป็นย่าของเด็กทั้งสี่ก็ได้มารวมตัวกันที่ห้องนอนของเด็กหญิงด้วยความร้อนใจ ก่อนจะตามมาด้วยร่างของท่านหมอจาง ชายชราผมขาวที่บ่าวในเรือนแทบจะอุ้มเข้ามา

หมอชราตรวจชีพจรของผู้ที่ยังนอนสลบอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลูบเคราแล้วกล่าวกับทุกคนตามที่วินิจฉัยได้

“เป็นเพียงอาการเมาแดดบวกกับร่างกายที่คุณหนูเล็กอ่อนแอแต่กำเนิดเท่านั้นขอรับ ให้นางพักผ่อนมาก ๆ ดื่มยาบำรุงสักสองสามเทียบก็หายดีแล้ว” คำกล่าวของเขาได้ทำให้ทุกคนภายในบ้านถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าแท้จริงแล้วหลินเวยคนเดิมนั้นจิตวิญญาณของนางได้หลอมรวมอย่างสมบูรณ์แล้วกับหลินเวยผู้มาจากอนาคต

รากเหง้าใหม่

เมื่อคนในครอบครัวรู้ว่าเด็กหญิงปลอดภัย ผู้เป็นแม่ก็อาสาอยู่ดูแลบุตรสาวด้วยตัวเองร่วมกับบ่าวรับใช้ตัวน้อยซึ่งเป็นเด็กในหมู่บ้านนามเสี่ยวชิง เด็กคนนี้มีอายุราวแปดปี รูปร่างผอมบางแต่มีดวงตาที่สดใสและขยันขันแข็ง

นางเป็นบุตรสาวของชาวนาที่ครอบครัวเสิ่นเคยให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นด้วยความที่ครอบครัวนี้อยากตอบแทนพวกเขาจึงได้ส่งลูกสาวเพียงคนเดียวท่ามกลางลูกชายห้าคนมาทำงานในจวน… เพื่อแบ่งเบาภาระทางบ้านและคอยเป็นเพื่อนเล่นให้คุณหนูเล็ก

ภายในห้องนอนที่เงียบสงบ บัดนี้เหลือเพียงหลิวซูซินที่นั่งอยู่ข้างเตียงของบุตรสาว และเสี่ยวชิงที่ยืนรอรับใช้อยู่ไม่ห่าง แสงแดดยามบ่ายเริ่มอ่อนแรงลง

ทิ้งไว้เพียงเงาทอดยาวที่เคลื่อนคล้อยไปอย่างเชื่องช้า มีเพียงเสียงพัดในมือของหญิงสาวผู้เป็นแม่ของร่างเล็กบนเตียงที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เพื่อขับไล่ความร้อนอบอ้าวให้แก่เด็กหญิงที่ยังคงหลับใหล

หลิวซูซินมองใบหน้าที่ซีดเซียวของบุตรสาวแล้วถอนหายใจอย่างแผ่วเบา นางใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นที่เสี่ยวชิงนำมาเปลี่ยนให้เป็นระยะเช็ดซับตามกรอบหน้าและลำคอของหลิวเวยอย่างอ่อนโยน ความรักและความห่วงใยฉายชัดอยู่ในทุกการกระทำ

“เสี่ยวชิง เจ้าไปพักก่อนเถอะ ทางนี้ข้าจะเฝ้านางเอง” นางเอ่ยขึ้นเสียงเบาอย่างมีเมตตาให้เด็กหญิงร่างเล็กตัวน้อย

“บ่าวไม่เหนื่อยเจ้าค่ะฮูหยิน” เสี่ยวชิงตอบเสียงแผ่ว “บ่าวอยากอยู่รอจนกว่าคุณหนูเล็กจะฟื้นเจ้าค่ะ”

คำตอบนั้นทำให้หลิวซูซินเผยรอยยิ้มบางออกมา นางรู้ดีว่าเสี่ยวชิงนั้นรักและผูกพันกับบุตรสาวของตนมากเพียงใด ท่ามกลางความเงียบ

เวลาก็ได้ผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า หลินเยว่เอ๋อซึ่งพักผ่อนจนมีแรงขึ้นมาบ้าง ก็ให้บ่าวประคองกลับมาดูอาการหลานสาวอีกครั้ง

นางไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่นั่งลงข้างเตียง มองดูใบหน้ายามหลับของหลานรักอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะใช้มือที่เหี่ยวย่นจัดผ้าห่มให้เข้าที่แล้วจึงเดินจากไปอย่างเงียบงัน เมื่อเห็นลมหายใจสม่ำเสมอของเด็กหญิง

ตกดึกสงัดในคืนเดียวกัน ชายหนุ่มผู้เป็นพ่อจึงก้าวออกจากห้องหนังสือ หลังจากเพียรสะสางงานกองโตที่รัดตัวมาตลอดทั้งวัน

เสิ่นอี้หานก็แวะเข้ามาดูบุตรสาวเช่นกัน เขายืนมองร่างเล็กบนเตียงนิ่ง ๆ ใบหน้าที่ปกติจะเคร่งขรึมอยู่เป็นนิจพลันอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาขยับตะเกียงให้ห่างออกไปเล็กน้อยเพื่อไม่ให้แสงรบกวนการนอนของบุตรี ก่อนจะหันไปกำชับภรรยาให้พักผ่อนบ้างแล้วจึงเดินจากไป

ส่วนพี่ชายทั้งสามนั้น หลังจากถูกสั่งห้ามไม่ให้ส่งเสียงดังรบกวนน้องน้อย พวกเขาก็ทำได้เพียงแอบมาเกาะที่ขอบประตูห้อง แอบมองน้องสาวที่ยังไม่ฟื้นด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะถูกท่านแม่ไล่ให้ไปเข้านอนในที่สุด

ค่ำคืนนั้นทุกอย่างผ่านไปอย่างเงียบสงบ จนกระทั่งแสงแรกของวันใหม่มาเยือน

เสิ่นหลิวเวยจึงได้เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบ จิตสำนึกของเธอที่หลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์แล้วค่อย ๆ ตื่นขึ้นอย่างช้า ๆ ไม่มีความสับสนอลหม่านอีกต่อไป มีเพียงความกระจ่างชัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เธอยังคงหลับตา แต่ประสาทสัมผัสกลับเฉียบคมขึ้นอย่างน่าประหลาด ไม่ว่าจะเป็นเสียงนกร้องจากนอกหน้าต่างที่ดังมาแต่ไกลรวมถึงยังได้กลิ่นยาต้มสมุนไพรที่วางอยู่บนโต๊ะ ที่สำคัญที่สุด… เธอรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือของใครบางคนที่กุมมือเล็ก ๆ ของเธอไว้ไม่ห่าง

เมื่อเปลือกตาที่หนักอึ้งเริ่มเปิดขึ้น ภาพแรกที่เห็นก็คือใบหน้าของมารดาที่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงด้วยความอ่อนเพลีย แต่กระนั้นมือของนางก็ยังคงกุมมือของเธอเอาไว้แน่น

วินาทีนั้นเอง ความรู้สึกที่เรียกว่าความรักก็ท่วมท้นขึ้นมาในหัวใจของเด็กหญิงอย่างไม่มีเหตุผล มันคือความผูกพันดั้งเดิมจากเจ้าของร่างเดิมที่ส่งผ่านมายังวิญญาณของเธอโดยตรง

(นี่คือ… แม่ของเรา…)

ความคิดนั้นทำให้ขอบตาของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่จะค่อย ๆ ขยับนิ้วอย่างแผ่วเบาเพื่อไม่อยากรบกวนผู้ให้กำเนิด ทว่าสัมผัสเพียงเล็กน้อยนั้นก็ได้ปลุกให้หลิวซูซินให้ตื่นขึ้นทันที สตรีผู้งดงามเบิกตากว้างเมื่อเห็นดวงตากลมโตที่ใสกระจ่างของบุตรีกำลังจ้องมองมาที่ตนเอง

“เวยเวย! เวยเวย เจ้าฟื้นแล้ว!”

หลิวเวยพยักหน้ารับอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเอ่ยออกมาเป็นคำแรกด้วยเสียงที่ยังแหบแห้ง แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่แท้จริง

“ท่านแม่”

เพียงคำคำเดียว ก็ทำให้น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วของหลิวซูซินไหลรินลงมาอีกครั้ง นางรีบเช็ดน้ำตาออกอย่างลวก ๆ แล้วประคองร่างบุตรสาวให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง

“รอก่อนนะลูก แม่จะให้คนยกโจ๊กมาให้”

หลังจากนั้นไม่นาน ข่าวดีที่ว่าคุณหนูเล็กฟื้นแล้วก็ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งจวน ทุกคนต่างทยอยกันมาเยี่ยมด้วยความยินดี แต่การมาเยือนที่ทำให้หลิวเวยตกตะลึงมากที่สุดคือการมาของหลินเยว่เอ๋อ

ทันทีที่เธอได้เห็นใบหน้าที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนนั้นอย่างชัดเจน… โลกทั้งใบของเด็กหญิงก็หยุดหมุนทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะใบหน้าของหญิงชรานั้นช่างเหมือนกับใบหน้าของย่าของเธอเองในศตวรรษที่ 21 ราวกับเป็นคน… คนเดียวกันไม่มีผิด!

ความทรงจำสุดท้ายก่อนทะลุมิติ… ภาพของพู่หยก… และความจริงที่ว่าวิญญาณของเธอได้หลอมรวมกับร่างนี้… ทุกอย่างประติดประต่อกันในหัวของเธอทันที

(ที่นี่และร่างนี้คือส่วนหนึ่งของเธออย่างไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปแล้ว จะเหลือเพียงเสียงเล็ก ๆ ที่เธอได้ยินเท่านั้นเองที่เธอยังไม่รู้ว่าเป็นใคร) ความตระหนักรู้นี้ทำให้เธอตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ดวงตาจ้องมองท่านย่าไม่วางตา

“เป็นอะไรไป หืม หลานย่า?” หลินเยว่เอ๋อถามอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นหลานสาวจ้องมองตนด้วยท่าทางแปลกไปจากเดิม

หลิวเวยกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่ความร้อนที่เอ่อขึ้นมาในดวงตา เธอยิ้มออกมาอย่างสดใสเป็นครั้งแรก ก่อนจะโผเข้าไปกอดท่านย่าอย่างสุดกำลัง

“ท่านย่า…เวยเวยคิดถึงท่านย่าเจ้าค่ะ!”

นี่คือเสียงของเด็กวัยสี่ขวบ… แต่กลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกโหยหาที่ข้ามผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน…

อ้อมกอดที่แนบแน่นและเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันซับซ้อนนั้นทำให้หลินเยว่เอ๋อทั้งประหลาดใจและเอ็นดู นางหัวเราะเบา ๆ พลางลูบหลังหลานสาวตัวน้อยอย่างอ่อนโยน

“โอ้…หลานของข้า ช่างขี้อ้อนเสียจริงนะหลังจากหายป่วย”

หลิวซูซินที่มองดูอยู่ก็ยิ้มตาม ก่อนจะเดินเข้ามาประคองบุตรสาว “เวยเวย อย่ารบกวนท่านย่ามากนักเลยลูก เจ้าเพิ่งจะฟื้นไข้ ควรจะนอนพักผ่อนบนเตียง อีกเดี๋ยวโจ๊กก็มาแล้วจะได้กินข้าวกินยา”

เมื่อได้ยินว่าจะต้องกินโจ๊กอยู่บนเตียงคนเดียว หลิวเวยก็ส่ายหน้าทันที จิตสำนึกของหลินเวยรู้ดีว่าการแยกตัวออกมาคือสิ่งที่ผิดปกติอย่างที่สุดในครอบครัวที่อบอุ่นเช่นนี้ เธอจึงใช้สิทธิ์ของการเป็นเด็กเอาแต่ใจหลังฟื้นไข้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

“เวยเวยไม่เอาเจ้าค่ะ… เวยเวยอยากไปกินข้าวเช้าพร้อมท่านปู่ท่านย่า ท่านพ่อท่านแม่ แล้วก็พวกท่านพี่ด้วย” นางพูดพลางเงยหน้าขึ้นมองทุกคนด้วยดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำเล็กน้อย

“กินข้าวหลาย ๆ คนอร่อยมากกว่ากินคนเดียวนะเจ้าคะ”

คำพูดนี้ของนางทำให้ผู้ใหญ่ทุกคนชะงักไป ปกติแล้วเสิ่นหลิวเวยจะเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายและเงียบขรึมเพราะร่างกายไม่แข็งแรง ไม่เคยร้องขออะไรเช่นนี้มาก่อน แต่การที่นางดูสดใสและมีชีวิตชีวาขึ้นเช่นนี้กลับทำให้ทุกคนรู้สึกยินดีมากกว่าจะขัดใจ

“ฮ่า ๆ ฟังนางพูดเข้าสิ!” หญิงชราหัวเราะร่วนออกมาอย่างมีความสุข “ได้ยินหรือไม่ซูซิน หลานข้าอยากรับข้าวพร้อมหน้ากันไปเถอะ ๆ แค่เดินไปห้องกินข้าวแค่นี้ไม่เป็นไรหรอกข้าจะอุ้มนางไปเอง!”

สิ้นคำพูดของนาง หญิงชราที่ยังคงแข็งแรงก็ช้อนร่างหลานสาวขึ้นมาอุ้มอย่างไม่รอช้า แม้จะดูเหมือนเป็นการตามใจแต่แท้จริงแล้วนางต้องการจะสัมผัสให้แน่ใจว่าหลานรักของตนนั้นไม่ได้ผอมลงไปมากกว่าเดิม

เมื่อหลิวเวยมาถึง ทุกคนในเรือนใหญ่ก็มานั่งพร้อมหน้ากันอยู่ก่อนแล้ว บรรยากาศบนโต๊ะอาหารของตระกูลเสิ่นนั้นเรียบง่ายและอบอุ่น

อาหารเช้าไม่ได้หรูหราฟุ่มเฟือย มีเพียงโจ๊กข้าวฟ่างร้อน ๆ หมั่นโถวเนื้อนุ่ม ผักดองสองสามอย่าง และไข่ต้มเพียงเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่สมถะของขุนนางผู้ซื่อสัตย์

ทันทีที่ทุกคนกำลังจะลงมือกินข้าว ประตูห้องโถงก็ถูกเปิดออก ซึ่งเป็นครอบครัวสายรองที่เดินเข้ามาเพื่อคารวะผู้ใหญ่และเยี่ยมอาการของหลานสาวพอดี

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่” เสิ่นอี้เฉิง ท่านอารองผู้มีใบหน้าซื่อตรงเอ่ยคารวะทุกคน ก่อนจะหันมายิ้มให้หลานสาวตัวเล็ก “ดูสิว่าใครหายดีแล้ว หน้าตาสดใสเชียวนะเวยเวย”

“นั่นน่ะสิเจ้าคะ! ทำเอาข้ากับท่านอารองของเจ้าเป็นห่วงแทบแย่!” จางชุนฮวาอาสะใภ้รองกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าใครเพื่อน แม้จะฟังดูโผงผาง แต่แววตาของนางกลับเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริง

และด้านหลังของทั้งคู่ ยังมีเด็กชายหน้าตาเหมือนกันราวกับแกะสองคนยืนอยู่ พวกเขาคือเสิ่นจื้ออันและเสิ่นจื้อคัง บุตรชายฝาแฝดวัยห้าขวบของเรือนรอง

เด็กชายทั้งคู่ต่างประสานมือคารวะผู้ใหญ่อย่างพร้อมเพรียงกัน ก่อนจะแอบชำเลืองมองลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยที่นั่งอยู่บนตักของท่านย่าด้วยความอยากรู้อยากเห็น

นี่นับว่าเป็นครั้งแรกที่หลิวเวยได้พบกับญาติสายรองอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เนื่องจากความทรงจำเดิมบอกเธอว่านางไม่ค่อยได้เล่นกับลูกพี่ลูกน้องทั้งสองนักเพราะสุขภาพไม่อำนวย

แต่เมื่อได้เห็นแววตาที่ฉลาดและช่างสังเกตของเด็กแฝดคู่นั้น จิตวิญญาณของหลินเวยก็รู้สึกถูกชะตากับคนทั้งคู่ขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

“ในเมื่อพวกเจ้ามาแล้วก็รีบนั่งเถอะ จะได้กินข้าวกัน” เสียงแหบพร่าของชายชราผู้เป็นประมุขของจวนดังขึ้นและสำหรับหลินเวยที่เคยอยู่ตัวคนเดียวมาตลอดนับตั้งแต่ย่าและพ่อแม่จากไปนี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้สัมผัสกับคำว่าครอบครัวอันอบอุ่นอย่างแท้จริงแม้ว่าอาหารจะเป็นอะไรที่เรียบง่ายเป็นอย่างมากก็ตาม

ความจริงอันน่าตื่นตะลึง

หลังจากมื้อเช้าอันแสนอบอุ่นที่ทุกคนได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันผ่านพ้นไป บรรยากาศในจวนตระกูลเสิ่นก็กลับเข้าสู่กิจวัตรประจำวัน เหล่าบุรุษของบ้านต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน เหลือเพียงเหล่าสตรีและเด็กเล็ก ๆ เพียงเท่านั้น

เสิ่นหลิวเวยที่กำลังนั่งเอามือเท้าคาง… หน้าประตูห้องโถงของเรือนกำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เด็กหญิงยังคงพยายามประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งการทะลุมิติ ใบหน้าของท่านย่าที่เหมือนกับคุณย่าในชาติก่อนและที่สำคัญที่สุด… นั่นก็คือเสียงปริศนาที่ดังก้องขึ้นในหัวก่อนที่สติของเธอจะดับวูบลง

ท่ามกลางความเงียบสงบของจวนแห่งนี้ ที่มีบ่าวไพร่เพียงน้อยนิด หลินเวยได้ตัดสินใจลุกขึ้นเดินออกจากเรือนไปนั่งลงบนม้านั่งหินอ่อน ใต้ต้นหลิวใหญ่ในสวน ปล่อยให้เสี่ยวชิงยืนรออยู่ห่าง ๆ

ซึ่งเมื่อเธอคิดว่าไม่น่าจะมีใครมาสนใจตัวเองแล้ว หลิวเวยก็ปล่อยให้ตัวเองนั่งนิ่งเพื่อทบทวนเรื่องราวที่เกิดกับตน

(เสียงที่เราได้ยินมันคืออะไรกันแน่… หรือเราจะแค่ประสาทหลอนไปเอง? ไม่ลองไม่รู้สินะ) จบความคิดนี้ของตน วิญญาณของเธอก็ลองทำในสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทำอยู่เสมอเมื่อเผชิญกับสิ่งที่ไม่รู้… นั่นคือการสังเกตการณ์และพิสูจน์ให้รู้จริง

หลิวเวยจึงหลับตาลง พยายามตั้งสมาธิเพ่งเข้าไปในความว่างเปล่าในจิตใจ เพื่อค้นหาต้นตอของเสียงทันทีและในทันใดนั้นเอง ในห้วงมโนสำนึกที่เคยสับสนวุ่นวายก็พลันปรากฏภาพของพู่หยกสีเขียวมรกตสดใสขึ้นมา

มันลอยเด่นอยู่ท่ามกลางความมืดมิด หมุนรอบตัวเองอย่างช้า ๆ เปล่งประกายแสงสีทองอันอบอุ่นออกมา… ซึ่งพู่หยกที่เคยอยู่ในมือของเธอนั้นบัดนี้มันได้หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของเธอแล้วนั่นเอง

ก่อนที่หลินเวยจะได้ประมวลผลให้กระจ่างแจ้ง แสงสีเขียวนั้นก็สว่างวาบขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของสิ่งมีชีวิตร่างเล็กร่างหนึ่งที่ผุดออกมาจากตัวพู่หยก

เจ้าตัวน้อยเป็นเด็กหญิงตัวจิ๋วสูงเท่าฝ่ามือของเธอ รูปลักษณ์ของนางน่ารักน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง ส่วนหัวของนางมีลักษณะคล้ายหน่อไม้อ่อนสีเขียวละมุน

ดวงตากลมโตเป็นประกายดั่งหยาดน้ำค้างยามเช้า สวมใส่ชุดที่ถักทอขึ้นจากใบไผ่สีเขียวสด เด็กหญิงภูติตนนั้นบินวนรอบพู่หยกอย่างร่าเริง ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าจิตสำนึกของเธอแล้วส่งยิ้มกว้างมาให้

‘นายท่าน… นายท่านเจ้าขา… ท่านได้ยินเสียงข้าหรือไม่?’ เสียงเล็กใสนั้นดังขึ้นในหัวของหลินเวยทั้งชัดเจนและแจ่มแจ้ง หลิวเวยตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนที่เธอจะตั้งสติแล้วตอบกลับไปในใจด้วยความสุขุม ‘ได้ยิน… เจ้าคือใคร?’

ภูตจิ๋วดีใจจนตีลังกากลางอากาศ ‘ข้าคือชุนหยา! เป็นภูตพฤกษาที่สถิตอยู่ในพู่หยกนี่อย่างไรเล่า! ในที่สุดเราก็ได้เจอกันแล้ว… นายท่านของข้า!’

‘นายท่าน?’ หลินเวยทวนก่อนที่นางจะถามต่อในเรื่องที่ตนสงสัย ‘มันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน เธอพอจะบอกได้ไหม’

‘ได้สิเจ้าค่ะ แท้จริงแล้วนายท่านก็คือคนของโลกนี้และเป็นเจ้าของร่างนี้ด้วย ทว่าตอนที่ท่านเกิดดวงจิตของท่านในร่างนี้อ่อนแอมากจนเกินไป ดังนั้นพู่หยกเลยต้องส่งวิญญาณของท่านไปเติบโตในอีกโลกหนึ่งก่อน พอท่านพร้อมแล้ว ข้าจึงได้ดึงวิญญาณของท่านกลับมาหลอมรวมกับร่างนี้เจ้าค่ะ’ชุนหยาอธิบายอย่างใสซื่อ

ซึ่งคำกล่าวของนางได้ทำให้หลินเวยได้แต่อ้าปากอ้า ๆ หุบ ๆ แม้ว่านางพอจะคาดเดาได้บ้างแล้วก็ตาม

‘สิ่งที่เจ้าพูดนั้นจริงเหรอ’ เธอถามออกมาอีกอย่างกังขา

‘จริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะ นายท่านไม่รู้สึกว่าตัวเองผูกพันกับครอบครัวนี้หรอกหรือเจ้าค่ะ อีกอย่างตอนนี้ร่างกายของร่างนี้ก็แข็งแรงไม่เจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ เหมือนเดิมอีกด้วย’

‘เรื่องนี้ข้าจะรู้ได้อย่างไรเล่า ก็ข้าเพิ่งมาอยู่ แต่เรื่องความผูกพันของครอบครัวนั้นข้าเองก็สัมผัสได้ เนื่องจากพ่อแม่ของข้าในภพนั้นจากไปเร็วก็เลยจำความรู้สึกต่าง ๆ ได้ไม่มากนักจะจำได้ก็แค่ว่าคุณย่าได้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กก็เท่านั้นเอง’ หลินเวยตอบภูตจิ๋วตามตรง

‘ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ในภพนี้นายท่านก็ได้มีครอบครัวแล้ว อีกทั้งยังเป็นครอบครัวใหญ่เสียด้วย’

คำพูดที่แสนจะไร้เดียงสาของชุนหยาค่อย ๆ ดึงสติของหลินเวยกลับคืนมา นางสูดหายใจเข้าลึกในห้วงมโนสำนึกของตนเองเพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกอันซับซ้อนที่ถาโถมเข้ามา

(จริงอย่างที่ภูตน้อยพูด…ไม่ว่าอดีตชาติจะเป็นอย่างไร ตอนนี้เธอคือเสิ่นหลิวเวย และตอนนี้เธอมีครอบครัวที่น่ารักและอบอุ่นอีกทั้งการได้กลับมาพบกับท่านย่าก็อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือโชคชะตาที่นำพาเธอกลับมายังจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง) เธอคิดอย่างเห็นพ้อง

เมื่อจิตใจของเธอสงบลง ความสงสัยในเรื่องตัวตนก็ถูกเก็บไว้เบื้องหลังก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความกระหายใคร่รู้ในสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

‘เจ้าพูดถูก… ว่าแต่เจ้ามีพลังอย่างที่ข้าเคยอ่านผ่านตามาในนิยายหรืออย่างเห็นในซีรีส์หรือไม่’ คำถามของหลินเวยทำให้ดวงตาของชุนหยาเปล่งประกายด้วยความกระตือรือร้นทันที

‘มีสิเจ้าค่ะ… ข้าจะแสดงให้นายท่านดูบัดเดี๋ยวนี้เลย’

สิ้นเสียงของนาง ทิวทัศน์ในห้วงมโนสำนึกของหลิวเวยก็เปลี่ยนไป จากที่เคยเป็นเพียงความมืดมิดที่มีพู่หยกลอยเด่นอยู่

บัดนี้กลับกลายเป็นภาพของหุบเขาขนาดเล็กที่เขียวชอุ่มและงดงามราวกับดินแดนในเทพนิยายและที่ใจกลางของหุบเขานั้นได้มีบ่อน้ำพุใสสะอาดแห่งหนึ่งกำลังผุดพรายฟองอากาศออกมาอย่างไม่ขาดสาย

‘ที่นี่คือมิติในพู่หยกเจ้าค่ะ!’ ชุนหยาบินไปรอบ ๆ อย่างภาคภูมิใจ ‘ดินที่นี่ดีมาก ปลูกอะไรก็ขึ้น แถมเวลาข้างในยังเดินเร็วกว่าข้างนอกตั้งสิบเท่าเลยนะเจ้าคะ หนึ่งวันที่ท่านอยู่ข้างนอก เท่ากับสิบวันในนี้เลยทีเดียว!’

หลิวเวยเบิกตากว้าง… อัตราเร่งของเวลา 10:1! นั่นหมายความว่าเธอสามารถเพาะปลูกพืชที่ใช้เวลานานให้เติบโตได้ในเวลาเพียงนิดเดียว!

‘แล้วสิ่งนั้น…’ เธอเพ่งมองไปยังบ่อน้ำพุที่อยู่ใจกลางพร้อมกับเอ่ยถาม

‘นั่นคือของวิเศษที่สุดเลยเจ้าค่ะ!’ ชุนหยาบินไปนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนขอบบ่อ ‘สิ่งนี้คือน้ำพุแห่งจิตวิญญาณ! น้ำในนี้สามารถชะล้างสิ่งไม่ดีออกจากร่างกาย ทำให้สุขภาพแข็งแรง บรรเทาอาการเจ็บป่วยได้ด้วยนะเจ้าคะ แถมถ้าเอาไปรดต้นไม้ ต้นไม้ก็จะแข็งแรงไม่เป็นโรค หรือถ้าเอาไปผสมน้ำรดดิน ดินที่แย่ ๆ ก็จะกลายเป็นดินชั้นเลิศได้ในพริบตา’

‘หา! มันวิเศษมากขนาดนั้นเลย’ เธอถามอย่างกังขาแทบไม่อยากเชื่อหู

‘วิเศษแบบนั้นแหละเจ้าค่ะ หากนายท่านไม่เชื่อ นายท่านก็ลองชิมดูสิเจ้าค่ะ แต่ข้าน้อยขอแนะนำให้นายท่านดื่มเพียงแค่หนึ่งจอกชา ไม่เช่นนั้นร่างกายเล็ก ๆ ของท่านอาจจะรับไม่ไหวนะเจ้าคะมันอาจจะระเบิดออกได้’

คำว่าระเบิดของภูตน้อยไม่ได้ทำให้หลินเวยหวาดกลัว ในทางกลับกัน สมองของนักวิทยาศาสตร์ในตัวเธอกลับแปลความหมายของมันได้อย่างรวดเร็ว

(คงไม่ใช่การระเบิดจริง ๆ แต่น่าจะหมายถึงการที่เซลล์ในร่างกายทนรับพลังงานหรือแร่ธาตุเข้มข้นสูงในปริมาณมากไม่ไหว จนอาจเกิดภาวะเซลล์แตก… เป็นการเตือนที่มีเหตุผล แม้จะใช้คำพูดที่ดูน่ากลัวไปหน่อยก็ตาม)

หลินเวยพยักหน้าอย่างเข้าใจในห้วงมโนสำนึกของตน ‘ข้าเข้าใจแล้ว… เหมือนกับการกินยาเกินขนาดสินะ การเริ่มต้นจากปริมาณน้อย ๆ คือวิธีที่ปลอดภัยที่สุด… ว่าแต่ ข้าจะนำน้ำนั่นออกมาได้อย่างไร?’

‘ง่ายนิดเดียวเจ้าค่ะ!’ ชุนหยาบินมาใกล้ ‘แค่นายท่านนึกถึงรสชาติอันบริสุทธิ์ของมัน แล้วต้องการให้มันไปปรากฏที่ใด มันก็จะไปที่นั่นเลย! ลองนึกให้มันมาอยู่ที่ปลายนิ้วของท่านในโลกแห่งความจริงสิเจ้าคะ!’

จบคำของชุนหยา หลินเวยที่ชื่นชอบการพิสูจน์ไม่รอช้าที่ต้องการจะทดลอง

‘ข้าจะลองดู’

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ห้วงมโนสำนึกที่งดงามก็ค่อย ๆ จางหายไป พร้อมกับเสียงสุดท้ายของชุนหยาอย่างร่าเริงกึ่งร้องขอ ‘นายท่านช่วยนึกและให้ข้าน้อยไปปรากฏตัวด้านนอกด้วยสิเจ้าค่ะ รับรองว่าไม่มีใครเห็นชุนหยาหรอกเจ้าค่ะ นอกจากนายเท่าเพียงผู้เดียว’

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...