คดีมาตรา 112 ของลูกเกด – ชลธิชา จากกรณีโพสต์จดหมายถึงกษัตริย์ #ราษฎรสาส์น
สารบัญ
แสดง / ซ่อน
ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีม. 112 คดีที่ 2 ของลูกเกดจากการโพสต์ราษฎรสาส์น
จำคุก 2 ปี 8 เดือน ยังต้องรอลุ้นผลประกันตัว
ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีม. 112 คดีที่ 2 ของลูกเกดจากการโพสต์ราษฎรสาส์น
8 กันยายน 2568 เวลา 10:00 น. ศาลอาญานัดลูกเกด-ชลธิชา แจ้งเร็ว สส.พรรคประชาชนและอดีตนักเคลื่อนไหวทางการเมืองฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.595/2565 จากการโพสต์ #ราษฎรสาส์น จดหมายข้อความถึงกษัตริย์ ซึ่งมีเนื้อหาแสดงความคิดเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ เช่น การไปพักอาศัยในต่างประเทศ การโอนอัตรากําลังพลและงบประมาณไปเป็นส่วนราชการในพระองค์ การใช้จ่ายงบประมาณของสถาบันกษัตริย์ที่ฟุ่มเฟือย และการเลื่อนยศตำแหน่งให้กับข้าราชการและพลเรือน เป็นต้น
รวมถึงแสดงความเห็นเกี่ยวกับการที่ประชาชนผู้คิดต่างหรือเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์กลับถูกดําเนินคดี คุมขัง ถูกคุกคาม ถูกทําร้าย และต้องลี้ภัย สำหรับคดีนี้มีผู้ร้องทุกข์คือ นพดล พรหมภาสิต เลขาธิการศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิดทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.)
วันที่ 15 มีนาคม 2565 อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องลูกเกดในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(3)
คำฟ้องตอนหนึ่งระบุว่า เมื่อประชาชนทั่วไปเห็นภาพและข้อความที่จำเลยโพสต์เข้าใจความหมายได้ว่า รัชกาลที่ 10 ทรงไปอยู่ต่างประเทศ ไม่ดูแลประชาชน บิดเบือนข้อเท็จจริงให้ประชาชนเกิดความกลัวต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทําให้เข้าใจว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ใช้ให้พลอ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาและพวกพ้องคณะรัฐประหาร กระทําการรัฐประหาร แล้วสืบทอดอํานาจ เพื่อยึดอํานาจจากประชาชน นอกจากนี้ข้อความดังกล่าวทำให้ประชาชนเข้าใจว่ารัชกาลที่ 10 ทรงเบียดเบียนทรัพยากรของประเทศที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของราษฎรไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย พระมหากษัตริย์เป็นศัตรูกับประชาชน เข้ามาแทรกแซงการเมืองและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสูญหายของบุคคลที่มีความเห็นต่างทางการเมือง โดยประการที่น่าจะทําให้พระมหากษัตริย์ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง และประชาชนเสื่อมความเคารพศรัทธาในพระองค์และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
คดีนี้ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ในวงเงินประกัน 90,000 บาทและให้ติดกำไลอิเลกทรอนิกส์ที่ข้อเท้าติดตามตัว พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวสี่ข้อให้กับลูกเกด เช่น ห้ามเข้าร่วมกิจกรรมที่มีลักษณะเป็นการกระเทือนถึงสถาบันกษัตริย์ฯ เป็นต้น
ในการต่อสู้คดีชลธิชายืนยันว่า ข้อความในจดหมายไม่ได้ระบุว่าพระมหากษัตริย์เป็น ‘ผู้ดำเนินคดี’ หรือมีความเกี่ยวข้องกับการอุ้มหายประชาชนแต่อย่างใด อีกทั้งเนื้อความในจดหมายเป็นการกล่าวถึงการออกกฎหมายขยายพระราชอำนาจที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 2557 การเขียนและโพสต์จดหมายดังกล่าวมีเจตนาเพื่อให้กษัตริย์กลับมาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้มุ่งประสงค์ร้าย
นอกจากคดีนี้แล้วลูกเกดยังมีคดีมาตรา 112 อีก 1 คดีคือ คดีในศาลจังหวัดธัญบุรีที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยศาลชั้นต้นพิพากษาว่า มีความผิดตามมาตรา 112 ลงโทษจำคุก 3 ปี ลดโทษเหลือ 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา
หากศาลลงโทษแต่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างการสู้คดีชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาในวันเดียวกันกับที่มีคำพิพากษา ก็จะยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้เพราะยังไม่ถือว่าเข้าลักษณะต้องห้าม แต่หากศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุก และในวันที่ศาลมีคำพิพากษาศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว หรือสั่งให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาคำสั่ง ซึ่งส่งผลให้จำเลยต้องถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ ก็จะถือว่าเข้าลักษณะต้องห้ามเป็นบุคคลที่ถูกศาลพิพากษาจำคุกและถูกคุมขังตามหมายศาลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98(6) เป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งส.ส. ทันที
หาก ส.ส. พ้นตำแหน่งด้วยเหตุนี้ ในกรณีที่เป็น ส.ส. แบบแบ่งเขต รัฐธรรมนูญมาตรา 105 (1) กำหนดให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่างลง (เลือกตั้งซ่อม) ยกเว้นอายุสภาเหลืออยู่ไม่ถึง 180 วัน โดยให้จัดการเลือกตั้งซ่อมภายใน 45 วัน นับจากวันที่สมาชิกสิ้นสมาชิกภาพ (นำมาตรา 102 มาบังคับโดยอนุโลม) สำหรับตัวของอดีต ส.ส. หากพ้นจากตำแหน่งในลักษณะที่คดียังไม่ถึงที่สุดและได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวก็ยังถือว่าไม่เข้าลักษณะต้องห้ามสมัครรับเลือกตั้ง และกลับมาลงสมัครใหม่ได้อีก
จำคุก 2 ปี 8 เดือน ยังต้องรอลุ้นผลประกันตัว
8 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 9:30 น. ที่ห้องพิจารณาที่901 ลูกเกดมาถึงห้องพิจารณาคดี มีผู้มารอติดตามสังเกตการณ์การพิจารณคดีไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสส.พรรคประชาชน ได้แก่ โตโต้-ปิยรัฐ จงเทพ ชยพล สท้อนดี สหัสวัต คุ้มคง เซีย จำปาทองและกัลยพัชร รจิตโรจน์ รวมถึงชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากองค์กรสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติและประชาชนที่สนใจมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย
เวลา 9:48 น. ศาลขึ้นนั่งบัลลังก์และอ่านข้อกำหนดของศาลอาญาสั้นๆว่า ห้ามบันทึกภาพและเสียงในห้องพิจารณา จากนั้นจึงเริ่มอ่านคำพิพากษาในทันที โดยตกลงกับทนายความว่า จะอ่านในส่วนพิเคราะห์ข้อเท็จจริงและส่วนวินิจฉัย โดยสรุปดังนี้
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริง เป็นที่ยุติในเบื้องต้น ว่าตามวันและเวลาตามฟ้องจำเลยใช้ชื่อเฟซบุ๊ก “Chonticha Kate Jangrew” และโพสต์ข้อความตั้งค่าเป็นสาธารณะ จากนั้นศาลอ่านรายละเอียดของโพสต์ที่เป็นเหตุในคดีทั้งหมด
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จากข้อเท็จจริง จำเลยรับว่าเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้องจริง โจทก์มีพยานคือ นพดล พรหมภาสิตเบิกความเป็นพยานว่า พบโพสต์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2563 พ.ต.ท.ประยุทธ สอนสวาท รองผู้กำกับการสืบสวน กองกำกับการ 3 บก ปอท. เบิกความประกอบกรายงานการสืบสวนว่า ได้รับมอบหมายให้สืบสวนเฟซบุ๊กชื่อว่า Chonticha Kate Jangrew ซึ่งมีการตั้งค่าเป็นสาธารณะจึงสามารถสืบสวนหาข้อมูลได้ โจทก์ยังมีพ.ต.ท.หญิง สุธัญดา เอมเอก สารวัตร (สอบสวน) กองกำกับการ 3 บก.ปอท. เข้าเบิกความว่า ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนและสอบคำการ นอกจากนี้ยังมีการสอบปากคำพ.ต.ท.ประยุทธ
พยานโจทก์ปากกิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คมสัน โพธิ์คง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์และมลิสาร์ โลหกุลให้การในทำนองเดียวกันว่า โพสต์ดังกล่าวเป็นความผิดความมั่นคงในราชอาณาจักร เมื่ออ่านโพสต์และเห็นว่า มีลักษณะหมิ่นประมาท ดูหมิ่นรัชกาลที่ 10
เห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติให้มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 6 บัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้
เมื่อพิจารณาข้อความที่จำเลยโพสต์ เช่น การพักอาศัยในต่างประเทศ การโอนอัตรากำลังพล การใช้ง่ายงบประมาณสุรุ่ยสุร่าย กรณีที่ผู้คิดต่างเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ถูกดำเนินคดี เป็นการกล่าวถึงรัชกาลที่ 10 ข้อความที่จำเลยโพสต์มีลักษณะใส่ร้าย ใส่ความรัชกาลที่ 10 ทำให้เข้าใจว่า ใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่าย กล่าวหาว่า รัชกาลที่ 10 รับฟังแต่ด้านดีด้านเดียว ไม่รับฟังความเห็นต่าง มีลักษณะปลุกระดม สร้างทัศนคติเชิงลบต่อบุคคลทั่วไป ใส่ความพระมหากษัตริย์ให้เสื่อมเสียพระเกียรติ หมิ่นประมาท จาบจ้วง ทำให้พระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในสถานะเคารพสักการะ กระทบกระเทือนต่อความรู้จักประชาชน
ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยมีเจตนาหวังดีอยากให้ ให้สถาบันกษัตริย์มีความมั่นคงสถาพร เป็นการใช้เสรีภาพตามมาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้มาตราดังกล่าวบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน” แสดงว่า เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นย่อมอยู่ภายใต้เงื่อนไข
ที่จำเลยอ้างว่า เป็นเสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ แต่การแสดงความคิดเห็นเข้าข่ายผิดมาตรา 112 จึงเป็นการใช้เสรีภาพเกินขอบเขต กระทบต่อชื่อเสียง เกียรติภูมิ การกระทำของจำเลยเป็นการใส่ความต่อประชาชน ทำให้รัชกาลที่ 10 ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง เป็นการกระทำต่อรัชกาลที่ 10 กระทบต่อความมั่นคงและสถาบันกษัตริย์ ก่อความขัดแย้งในสังคม ทำให้กษัตริย์ไม่เป็นที่เคารพสักการะ ข้ออ้างของจำเลยเรื่องการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ 2560 จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์
เวลา 10:04 น. ศาลวินิจฉัยว่า การกระทำของลูกเกดเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(3) เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุดคือ มาตรา 112 จำคุก 4 ปี ในทางนำสืบเป็นประโยชน์ ลดโทษ 1 ใน 3 คงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ให้นับโทษจำคุกต่อคดีมาตรา 112 ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี โดยคดีดังกล่าวศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษาจำคุก 3 ปี ลดเหลือ 2 ปีและมีนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 30 กันยายน 2568
หลังอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวลูกเกดลงไปใต้ถุนศาลอาญา โดยโตโต้ พร้อมเพื่อนสส.พรรคประชาชนลงมาแถลงข่าว ตอนหนึ่งกล่าวว่า ขณะนี้กำลังรอประกันตัวและรอฟังผลคำสั่งประกันตัว หากไม่ได้ประกันตัวหรือต้องรอคำสั่งประกันตัวจะสิ้นสุดสมาชิกภาพสส. “คาดว่า จะไม่มีปัญหา เพราะว่า เราเข้าใจว่า ศาลจะใช้ดุลพินิจอย่างเป็นธรรมและเราเชื่อมั่นว่า กระบวนการที่ผ่านมานั้นลูกเกด ชลธิชาได้ให้ความร่วมมือกับศาลมาตลอด แม้กระทั่งวันนี้ก็มาฟังคำพิพาษาตามนัดและคดีนี้เป็นคดีที่ 2 ของชลธิชา ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลธัญบุรีก็เคยมีคำพิพากษาจำคุกมาก่อนหน้าและได้รับการประกันตัวมาเช่นเดียวกัน เราจึงมั่นใจว่า ครั้งนี้จะไม่มีปัญหา”