โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชัวร์ก่อนแชร์ : แว่นตาแก้เมารถ ลดการเมารถได้ จริงหรือ ?

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 06 ส.ค. 2568 เวลา 13.37 น. • เผยแพร่ 06 ส.ค. 2568 เวลา 06.37 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

บทความนี้เรียบเรียงโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(Artificial Intelligence : AI)โดมีเนื้อหาหลักจากคลิปวิดีโอ

4 สิงหาคม 2568

ตามที่มีการแชร์แนะนำเครื่องมือใหม่ในการแก้ปัญหาคนเมารถ โดยให้ใส่แว่นตาแก้เมารถ จะช่วยปรับสมดุลการเคลื่อนไหวของสายตา และแก้ปัญหาการเมารถได้นั้น

บทสรุป : แชร์ได้ อธิบายเพิ่ม

ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ ตรวจสอบกับ รศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ ประธานวิชาการ ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย

(สัมภาษณ์เมื่อ 2 กรกฎาคม 2568)

“แว่นตาแก้เมารถ” ไอเทมสุดล้ำที่อ้างว่าสยบอาการเวียนหัว ได้ผลจริงหรือ ?

อาการเมารถ เมาเรือ หรือเมาเครื่องบิน เป็นปัญหาที่สร้างความทรมานและบั่นทอนความสุขในการเดินทางของใครหลายคน ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้คิดค้น “แว่นตาแก้เมารถ” ขึ้นมา โดยอ้างว่าเป็นนวัตกรรมที่สามารถช่วยลดอาการวิงเวียนศีรษะได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่แว่นตานี้ทำงานอย่างไร และได้ผลจริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ ? บทความนี้จะพาไปหาคำตอบ

“แว่นตาแก้เมารถ” คืออะไร และทำงานอย่างไร ?

แว่นตาแก้เมารถถูกออกแบบมาด้วยแนวคิดที่ต้องการปรับการรับรู้ของสายตาให้สอดคล้องกับการทรงตัวของหูชั้นใน ลักษณะเด่นของแว่นตาชนิดนี้คือมีของเหลวบรรจุอยู่บริเวณขอบแว่น ซึ่งจะเคลื่อนไหวไปมาตามการเคลื่อนที่ของรถ ทฤษฎีเบื้องหลังคือ การให้สายตาได้มองเห็นการเคลื่อนไหวของของเหลวนี้ จะช่วยสร้างภาพที่สอดคล้องกับการรับรู้การเคลื่อนไหวของหูชั้นใน ซึ่งเป็นอวัยวะที่ควบคุมการทรงตัว ทำให้สมองไม่เกิดความสับสนและช่วยลดอาการวิงเวียนศีรษะลงได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือมายืนยันว่าแว่นตาแก้เมารถสามารถช่วยแก้ปัญหาอาการเมารถได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การแชร์ข้อมูลที่อ้างถึงสรรพคุณของแว่นตานี้จึงควรทำด้วยความระมัดระวัง

ทำไมเราถึง เมารถ?

อาการเมารถเกิดจากความไม่สัมพันธ์กันของข้อมูลที่สมองได้รับจากสองส่วนหลัก คือ สายตา และ หูชั้นใน ขณะที่รถเคลื่อนที่ หูชั้นในจะรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหว แต่หากสายตาของเราจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่นิ่ง ๆ ภายในรถ เช่น การอ่านหนังสือ หรือการใช้โทรศัพท์มือถือ สมองจะได้รับข้อมูลที่ขัดแย้งกัน (หูบอกว่าเคลื่อนที่ แต่ตาบอกว่าอยู่นิ่ง) ความสับสนนี้เองที่กระตุ้นให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และอาเจียน

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่ออาการเมารถได้ เช่น

  • ปัญหาสายตา : ผู้ที่มีสายตาเอียงอาจมีการรับภาพที่บิดเบี้ยว ทำให้สมองสับสนได้ง่ายขึ้น
  • ปัจจัยส่วนบุคคล : การทำงานของหูชั้นใน, สุขภาพโดยรวม, อายุ (เด็กมีแนวโน้มเมารถง่ายกว่า) และความคุ้นเคยกับการเดินทาง ล้วนมีผลต่อความรุนแรงของอาการ
  • สภาพร่างกาย : ความเหนื่อยล้า, การเจ็บป่วย หรือการอยู่ในช่วงพักฟื้น ก็ทำให้อ่อนไหวต่ออาการเมารถได้มากขึ้น

เคล็ดลับป้องกันอาการเมารถที่ได้ผล

แม้ว่าแว่นตาแก้เมารถจะยังไม่ได้รับการพิสูจน์ แต่ก็มีวิธีอื่น ๆ ที่ได้รับการยอมรับและสามารถช่วยป้องกันหรือบรรเทาอาการเมารถได้เป็นอย่างดี

  • เลือกตำแหน่งที่นั่ง : ควรเลือกนั่งในตำแหน่งที่มีการเคลื่อนไหวน้อยที่สุด เช่น ที่นั่งคนขับ หรือที่นั่งข้างคนขับบริเวณด้านหน้า
  • ปรับโฟกัสของสายตา : พยายามมองตรงไปข้างหน้าไกล ๆ หรือมองเส้นขอบฟ้าผ่านกระจกหน้ารถ เพื่อให้สายตาได้รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับหูชั้นใน
  • ใส่ใจเรื่องอาหาร : หลีกเลี่ยงการกินอาหารมื้อหนักหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนและระหว่างการเดินทาง
  • ใช้ยาช่วย : หากรู้ตัวว่าเป็นคนเมารถง่าย ควรกินยาแก้เมารถก่อนออกเดินทางประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง
  • หลับตาพัก : การหลับตาจะช่วยตัดการรับภาพที่ขัดแย้งออกไป ทำให้สมองได้รับข้อมูลจากหูชั้นในเพียงอย่างเดียว ซึ่งช่วยลดอาการสับสนได้ การนอนหลับไปเลยก็จะช่วยให้ทั้งหูและตาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

โดยสรุป อาการเมารถเป็นผลมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน การเลือกใช้วิธีป้องกันที่เหมาะสมกับตนเองจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้การเดินทางของคุณราบรื่นและมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย : พีรพล อนุตรโสตถิ์

ตรวจสอบบทความโดย : ชยานิษฐ์ ผ่องใส

ติดตามชมรายการชัวร์ก่อนแชร์ : แว่นตาแก้เมารถ ลดการเมารถได้ จริงหรือ ?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...