Big Tech ฟันกำไรโฆษณาออนไลน์ ลุยเทเงินมหาศาลให้โครงการ AI
ที่กระแสการลงทุนด้าน AI กำลังร้อนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี บริษัทยักษ์ใหญ่ในซิลิคอนแวลลีย์อย่าง Meta, Amazon, Alphabet และ Microsoft ต่างรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดที่ชี้ให้เห็นชัดว่า รายได้จากโฆษณาออนไลน์ยังคงเป็นเครื่องจักรทำเงินหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต
2 พฤศจิกายน 2568- บรรดานักลงทุนทั่วโลกต่างจับตามองเม็ดเงินลงทุนระดับมหาศาลใน AI แต่ผลประกอบการที่เปิดเผยในสัปดาห์นี้กลับสะท้อนว่า รายได้จากโฆษณายังคงแข็งแกร่งเหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะ Meta ที่ทำรายได้จากโฆษณาเพิ่มขึ้นถึง 26% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 51.24 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2024 ขณะที่ Amazon ก็รายงานรายได้จากโฆษณาเพิ่มขึ้น 24% แตะ 17.7 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเติบโตเร็วกว่าธุรกิจคลาวด์ AWS ที่ขยายตัวเพียง 20%
สำนักข่าว CNBC รายงานว่า Amazon ได้ระบุในรายงานผลประกอบการว่าบริษัทกำลังขยายแพลตฟอร์มโฆษณาแบบ Demand-Side Platform (DSP) ให้ครอบคลุมแอปและเว็บไซต์ภายนอกมากขึ้น โดยเฉพาะดีลร่วมกับ Roku ซึ่งทำให้ Amazon มีฐานโฆษณาบน Connected TV ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ รวมถึงการเชื่อมต่อระบบโฆษณาเข้ากับ Netflix, Spotify และ SiriusXM ซึ่งช่วยเปิดช่องทางสร้างรายได้ใหม่อย่างมีศักยภาพ
ทางฝั่ง Alphabet ก็รายงานยอดขายจากโฆษณารวม 74.18 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13% จากปีที่แล้ว และเฉพาะ YouTube เพียงอย่างเดียวก็เติบโตถึง 15% มีรายได้รวม 10.26 พันล้านดอลลาร์ ส่วน Microsoft ทำรายได้จากหน่วยธุรกิจ Search and News Advertising เพิ่มขึ้น 14% เป็น 3.7 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งยังคงสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดโฆษณาดิจิทัล แม้เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะผันผวนจากนโยบายการค้าและอัตราเงินเฟ้อ
Jasmine Enberg ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Scalable ให้ความเห็นกับ CNBC ว่า ตลาดโฆษณาดิจิทัลในตอนนี้แข็งแกร่งอย่างมาก และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจได้กลายเป็นเรื่องปกติที่แบรนด์ต่าง ๆ เริ่มคุ้นชินไปแล้ว
Jeremy Goldman นักวิเคราะห์จาก eMarketer กล่าวว่า แม้ว่างบโฆษณาบางส่วนจะถูกตัดลดจากเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน แต่เม็ดเงินเหล่านั้นมักไม่ได้หายไปไหน กลับถูกโยกจากสื่อดั้งเดิม เช่น หนังสือพิมพ์หรือทีวี มายังโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มโฆษณาดิจิทัลแทน เพราะเห็นผลตอบแทนและข้อมูลวัดผลที่ชัดเจนกว่า
ไม่เพียงแต่ยักษ์ใหญ่เท่านั้นที่เติบโตแรง สัปดาห์นี้ Reddit ก็สร้างเซอร์ไพรส์ โดยรายงานรายได้ไตรมาส 3 พุ่งขึ้นถึง 68% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และจำนวนผู้ใช้งานประจำวันทั่วโลกเพิ่มขึ้น 19% แตะ 116 ล้านคน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เหล่านี้ต่างยังคงเทงบประมาณระดับมหาศาลเพื่อพัฒนา AI ต่อเนื่อง โดย Meta, Amazon, Google และ Microsoft คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนรวมกันกว่า 380,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลและขยายระบบคลาวด์ รองรับการประมวลผลขั้นสูง ขณะที่ดีลใหญ่ระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ของ OpenAI กับพันธมิตรอย่าง Nvidia, Oracle และ Broadcom ยิ่งเป็นแรงผลักให้การแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ร้อนแรงยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การทุ่มเงินมหาศาลใน AI ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถาม โดยเฉพาะ Meta ที่ราคาหุ้นร่วงลงกว่า 11% หลังบริษัทปรับเพิ่มงบลงทุนจาก 66–72 พันล้านดอลลาร์ เป็น 70–72 พันล้านดอลลาร์ นักวิเคราะห์จาก Oppenheimer ถึงขั้นปรับลดคำแนะนำหุ้นจาก “ซื้อ” เป็น “ถือ” โดยให้เหตุผลว่าบริษัทยังไม่สามารถแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าการลงทุนใน AI จะสร้างรายได้เทียบเท่าคู่แข่งรายอื่นที่มีธุรกิจคลาวด์ขนาดใหญ่
Oppenheimer ยังเปรียบเทียบการลงทุนใน “Superintelligence Labs” ของ Meta ว่าเหมือนกับช่วงที่บริษัทเทงบมหาศาลในโครงการ Metaverse ซึ่งในที่สุดกลายเป็นภาระขาดทุนจากหน่วยธุรกิจ Reality Labs ที่ทำอุปกรณ์ VR และ AR
Susan Li ประธานเจ้าหน้าที่การเงินของ Meta ชี้แจงว่า การลงทุนใน AI เป็นสิ่งจำเป็นต่อการรักษาความเป็นผู้นำในอนาคต โดยระบุว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดของบริษัทคือการใช้ทรัพยากรเพื่อวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นผู้นำในด้าน AI” พร้อมยอมรับว่าในระยะสั้นอาจเห็นแรงกดดันต่อกำไรจากการดำเนินงาน โดยย้ำว่าการลงทุนด้าน AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบโฆษณาได้อย่างเห็นผล แต่ในระยะยาวยังต้องพิสูจน์ว่า AI จะกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่จับต้องได้หรือไม่
ขณะที่ Jasmine Enberg ให้ความเห็นว่า “Meta บอกเรื่องราวนี้มาแล้วหลายไตรมาส ว่าจะใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโฆษณา แต่คำถามคือนักลงทุนยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนต่อจากนี้”
อย่างไรก็ตาม Meta ยังคงมีสัญญาณบวกจากผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น แอป Meta AI ที่มาพร้อมบริการวิดีโอสั้น Vibes ขับเคลื่อนด้วย AI และยังมีโอกาสขยายสู่บริการสมัครสมาชิกหรือโซลูชัน AI สำหรับองค์กรในอนาคต ซึ่งเป็นตลาดที่บริษัทยังไม่เคยลงเล่นมาก่อน
แม้รายได้โฆษณาดิจิทัลจะเป็นเสาหลักของธุรกิจในตอนนี้ แต่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเทศกาลช้อปปิ้งปลายปีอย่าง Black Friday ใกล้เข้ามา Jeremy Goldman จาก eMarketer กล่าวว่า “บททดสอบสำคัญจะอยู่ที่ยอดขาย Black Friday ว่าจะออกมาต่ำกว่าความคาดหวังหรือไม่ เพราะนั่นจะสะท้อนภาพจริงของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคเศรษฐกิจเปราะบางนี้ได้ชัดที่สุด”
อ้างอิง: cnbc.com