โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

Big Tech ฟันกำไรโฆษณาออนไลน์ ลุยเทเงินมหาศาลให้โครงการ AI

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 พ.ย. 2568 เวลา 07.39 น. • เผยแพร่ 02 พ.ย. 2568 เวลา 06.56 น.

ที่กระแสการลงทุนด้าน AI กำลังร้อนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี บริษัทยักษ์ใหญ่ในซิลิคอนแวลลีย์อย่าง Meta, Amazon, Alphabet และ Microsoft ต่างรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดที่ชี้ให้เห็นชัดว่า รายได้จากโฆษณาออนไลน์ยังคงเป็นเครื่องจักรทำเงินหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต

2 พฤศจิกายน 2568- บรรดานักลงทุนทั่วโลกต่างจับตามองเม็ดเงินลงทุนระดับมหาศาลใน AI แต่ผลประกอบการที่เปิดเผยในสัปดาห์นี้กลับสะท้อนว่า รายได้จากโฆษณายังคงแข็งแกร่งเหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะ Meta ที่ทำรายได้จากโฆษณาเพิ่มขึ้นถึง 26% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 51.24 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2024 ขณะที่ Amazon ก็รายงานรายได้จากโฆษณาเพิ่มขึ้น 24% แตะ 17.7 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเติบโตเร็วกว่าธุรกิจคลาวด์ AWS ที่ขยายตัวเพียง 20%

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า Amazon ได้ระบุในรายงานผลประกอบการว่าบริษัทกำลังขยายแพลตฟอร์มโฆษณาแบบ Demand-Side Platform (DSP) ให้ครอบคลุมแอปและเว็บไซต์ภายนอกมากขึ้น โดยเฉพาะดีลร่วมกับ Roku ซึ่งทำให้ Amazon มีฐานโฆษณาบน Connected TV ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ รวมถึงการเชื่อมต่อระบบโฆษณาเข้ากับ Netflix, Spotify และ SiriusXM ซึ่งช่วยเปิดช่องทางสร้างรายได้ใหม่อย่างมีศักยภาพ

ทางฝั่ง Alphabet ก็รายงานยอดขายจากโฆษณารวม 74.18 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13% จากปีที่แล้ว และเฉพาะ YouTube เพียงอย่างเดียวก็เติบโตถึง 15% มีรายได้รวม 10.26 พันล้านดอลลาร์ ส่วน Microsoft ทำรายได้จากหน่วยธุรกิจ Search and News Advertising เพิ่มขึ้น 14% เป็น 3.7 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งยังคงสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดโฆษณาดิจิทัล แม้เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะผันผวนจากนโยบายการค้าและอัตราเงินเฟ้อ

Jasmine Enberg ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Scalable ให้ความเห็นกับ CNBC ว่า ตลาดโฆษณาดิจิทัลในตอนนี้แข็งแกร่งอย่างมาก และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจได้กลายเป็นเรื่องปกติที่แบรนด์ต่าง ๆ เริ่มคุ้นชินไปแล้ว

Jeremy Goldman นักวิเคราะห์จาก eMarketer กล่าวว่า แม้ว่างบโฆษณาบางส่วนจะถูกตัดลดจากเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน แต่เม็ดเงินเหล่านั้นมักไม่ได้หายไปไหน กลับถูกโยกจากสื่อดั้งเดิม เช่น หนังสือพิมพ์หรือทีวี มายังโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มโฆษณาดิจิทัลแทน เพราะเห็นผลตอบแทนและข้อมูลวัดผลที่ชัดเจนกว่า

ไม่เพียงแต่ยักษ์ใหญ่เท่านั้นที่เติบโตแรง สัปดาห์นี้ Reddit ก็สร้างเซอร์ไพรส์ โดยรายงานรายได้ไตรมาส 3 พุ่งขึ้นถึง 68% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และจำนวนผู้ใช้งานประจำวันทั่วโลกเพิ่มขึ้น 19% แตะ 116 ล้านคน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

แต่ในอีกด้านหนึ่ง บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เหล่านี้ต่างยังคงเทงบประมาณระดับมหาศาลเพื่อพัฒนา AI ต่อเนื่อง โดย Meta, Amazon, Google และ Microsoft คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนรวมกันกว่า 380,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลและขยายระบบคลาวด์ รองรับการประมวลผลขั้นสูง ขณะที่ดีลใหญ่ระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ของ OpenAI กับพันธมิตรอย่าง Nvidia, Oracle และ Broadcom ยิ่งเป็นแรงผลักให้การแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ร้อนแรงยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การทุ่มเงินมหาศาลใน AI ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถาม โดยเฉพาะ Meta ที่ราคาหุ้นร่วงลงกว่า 11% หลังบริษัทปรับเพิ่มงบลงทุนจาก 66–72 พันล้านดอลลาร์ เป็น 70–72 พันล้านดอลลาร์ นักวิเคราะห์จาก Oppenheimer ถึงขั้นปรับลดคำแนะนำหุ้นจาก “ซื้อ” เป็น “ถือ” โดยให้เหตุผลว่าบริษัทยังไม่สามารถแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าการลงทุนใน AI จะสร้างรายได้เทียบเท่าคู่แข่งรายอื่นที่มีธุรกิจคลาวด์ขนาดใหญ่

Oppenheimer ยังเปรียบเทียบการลงทุนใน “Superintelligence Labs” ของ Meta ว่าเหมือนกับช่วงที่บริษัทเทงบมหาศาลในโครงการ Metaverse ซึ่งในที่สุดกลายเป็นภาระขาดทุนจากหน่วยธุรกิจ Reality Labs ที่ทำอุปกรณ์ VR และ AR

Susan Li ประธานเจ้าหน้าที่การเงินของ Meta ชี้แจงว่า การลงทุนใน AI เป็นสิ่งจำเป็นต่อการรักษาความเป็นผู้นำในอนาคต โดยระบุว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดของบริษัทคือการใช้ทรัพยากรเพื่อวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นผู้นำในด้าน AI” พร้อมยอมรับว่าในระยะสั้นอาจเห็นแรงกดดันต่อกำไรจากการดำเนินงาน โดยย้ำว่าการลงทุนด้าน AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบโฆษณาได้อย่างเห็นผล แต่ในระยะยาวยังต้องพิสูจน์ว่า AI จะกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่จับต้องได้หรือไม่

ขณะที่ Jasmine Enberg ให้ความเห็นว่า “Meta บอกเรื่องราวนี้มาแล้วหลายไตรมาส ว่าจะใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโฆษณา แต่คำถามคือนักลงทุนยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนต่อจากนี้”

อย่างไรก็ตาม Meta ยังคงมีสัญญาณบวกจากผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น แอป Meta AI ที่มาพร้อมบริการวิดีโอสั้น Vibes ขับเคลื่อนด้วย AI และยังมีโอกาสขยายสู่บริการสมัครสมาชิกหรือโซลูชัน AI สำหรับองค์กรในอนาคต ซึ่งเป็นตลาดที่บริษัทยังไม่เคยลงเล่นมาก่อน

แม้รายได้โฆษณาดิจิทัลจะเป็นเสาหลักของธุรกิจในตอนนี้ แต่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเทศกาลช้อปปิ้งปลายปีอย่าง Black Friday ใกล้เข้ามา Jeremy Goldman จาก eMarketer กล่าวว่า “บททดสอบสำคัญจะอยู่ที่ยอดขาย Black Friday ว่าจะออกมาต่ำกว่าความคาดหวังหรือไม่ เพราะนั่นจะสะท้อนภาพจริงของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคเศรษฐกิจเปราะบางนี้ได้ชัดที่สุด”

อ้างอิง: cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงเทคโนโลยี ทั่วโลก ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...