โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กว่าจะยิ่งใหญ่ แฟรนไชส์สะดวกซื้อ 7- Eleven

ThaiFranchiseCenter

เผยแพร่ 30 ต.ค. 2568 เวลา 23.16 น.

เชื่อว่าหลายคนคงคิดไม่ถึงว่า ร้านเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากการขายน้ำแข็งในรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเกือบหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา จะสามารถเติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลกภายใต้ชื่อ 7-Eleven

ธุรกิจที่เคยประสบปัญหาภาวะล้มละลาย จนต้องถูกซื้อกิจการไปอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทแม่ในญี่ปุ่น กลับสามารถพลิกฟื้นกิจการกลับมาได้อย่างแข็งแกร่ง จนสามารถขยายสาขาไปทั่วโลกมากกว่า 86,000 แห่งใน 21 ประเทศ ครอบคลุมทั่วภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกล่ง ยุโรป อเมริกาเหนือ รวมถึงประเทศไทย

เบื้องหลังความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะการดำเนินธุรกิจค้าปลีกทั่วไป แต่เกิดจากวิสัยทัศน์ผู้บริหาร กลยุทธ์การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ตลาดและผู้บริโภค ตลอดจนการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ

บทความนี้จะพาย้อนรอยเส้นทางการเติบโตของ 7-Eleven จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ สู่การเป็นผู้นำในวงการร้านสะดวกซื้อระดับโลก พร้อมถอดบทเรียนสำคัญที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับหลายๆ ธุรกิจในยุคปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven

ภาพจาก https://citly.me/fhpQW

7-Eleven เริ่มต้นขึ้นในปี 1927 จากการรวมตัวของกลุ่มบริษัทขายน้ำแข็งในเมือง ดัลลัส รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ซึ่งในยุคนั้นน้ำแข็งถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับใช้เก็บอาหาร เพราะตู้เย็นไฟฟ้ายังไม่แพร่หลาย จากนั้นเริ่มขายสินค้าอุปโภคบริโภคร่วมด้วย ต่อมาบริษัท Southland Ice เปลี่ยนเป็นร้านค้าปลีกเต็มรูปแบบ โดยมีชื่อว่า Tote’m Stores เพื่อสื่อถึงการ “หิ้ว” ของกลับบ้าน

ภาพจาก https://citly.me/fhpQW

ในปี 1931 Joe C. Thompson, Sr. เข้ารับตำแหน่งประธานบริษัท และแม้บริษัทจะประสบภาวะล้มละลายช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ (The Great Depression) แต่สามารถฟื้นตัวได้ โดยหันมาเน้นการขายอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะหลังปี 1933 ที่สหรัฐอเมริกาอนุญาตให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อีกครั้ง

ในปี 1946 บริษัทได้รีแบรนด์ใหม่เป็น 7-Eleven เพื่อสื่อถึงเวลาทำการใหม่คือ 7 โมงเช้า ถึง 5 ทุ่มทุกวัน (07.00 – 23.00 น.) ซึ่งถือว่าเปิดยาวนานกว่าร้านค้าทั่วไปในยุคนั้น

การเติบโตและการขยายสาขาทั่วอเมริกา

ภาพจาก https://citly.me/fhpQW

นับตั้งแต่ช่วงปี 1950 7-Eleven เริ่มขยายกิจการออกนอกเท็กซัสไปยังชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ต่อมาปี 1963 บางสาขาเริ่มเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมงเป็นครั้งแรก และในปี 1964 ได้เริ่มเปิดขายแฟรนไชส์ให้นักลงทุนทั่วไปอย่างเป็นทางการ

ปีถัดมา 7-Eleven เปิดตัวสินค้าเครื่องดื่มเย็นชื่อดัง Slurpee ในปี 1966 และตามมาด้วย Big Gulp แก้วน้ำขนาดใหญ่ 32 ออนซ์ในปี 1976 ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ลูกค้าจดจำได้จนถึงปัจจุบัน

ขยายตลาดแฟรนไชส์สู่ต่างประเทศ

ภาพจาก https://citly.me/1LuSR

7-Eleven เริ่มขยายสู่ตลาดต่างประเทศ โดยในปี 1973 ได้ให้สิทธิ์แฟรนไชส์ในประเทศญี่ปุ่น และเปิดร้าน 7-Eleven สาขาแรกในกรุงโตเกียวปี 1974 ซึ่งในตอนนั้น 7-Eleven มีสาขากว่า 5,000 แห่งทั่วโลก บริษัทยังได้ลงทุนในธุรกิจอื่น เช่น Chief Auto Parts และ CITGO Petroleum เพื่อเป็นแหล่งจ่ายน้ำมันให้กับสาขาที่มีปั๊มน้ำมัน

ช่วงปี 1980 บริษัทต้องเผชิญกับความพยายามเข้ามายึดกิจการของกลุ่มนักลงทุนจากแคนาดา ทำให้ครอบครัว Thompson ตัดสินใจซื้อหุ้นคืนทั้งหมดในปี 1987 (leveraged buyout) และตามมาด้วยการขายธุรกิจในเครือจำนวนมาก เพื่อลดภาระหนี้สินจำนวนมหาศาล และหนึ่งในนั้นห็คือ การขยายแฟรนไชส์ในตลาดประเทศไทยผ่านเครือซีพี

ภาพจาก https://citly.me/1LuSR

จนในปี 1990 บริษัทล้มละลายอีกครั้ง จึงทำให้บริษัท Ito-Yokado ต้องใช้เงินกว่า 430 ล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าซื้อหุ้น 70% ของ Southland เพราะกลัวว่าการบริหารงานที่ตกต่ำของ Southland จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์สินค้าของ 7-Eleven ในญี่ปุ่น

ต่อมาในช่วงปลายปี 1990 ผู้ก่อตั้ง 7-Eleven ในญี่ปุ่น คุณ Masatoshi Ito ได้รับเลือกให้เป็นประธานกิตติมศักดิ์ของบริษัท Ito-Yokado จนกระทั่งในปี 2005 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น 7-Eleven & I เป็นการเอาชื่อร้านสะดวกซื้อกับอักษรตัวแรกของบริษัทเดิมมารวมกัน คุณ Ito-Yokado ดำรงตำแหน่งไปจนกระทั่งถึงแก่ชีวิตในปี 2023 อายุ 98 ปี

หลังการฟื้นฟูในปี 1991 บริษัท Southland ในสหรัฐอเมริกาได้มีเจ้าของและผู้ถือหุ้นหลัก คือ Ito-Yokado และ Seven-Eleven Japan ซึ่งภายหลัง 2 บริษัทนี้รวมตัวกันเป็น Seven & I Holdings ในปี 2005 และกลายเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven อย่างเต็มรูปแบบจนถึงปัจจุบัน แม้สำนักงานใหญ่ของแบรนด์ยังคงตั้งอยู่ในเมืองดัลลัส สหรัฐอเมริกา

การเติบโตและความท้าทาย 7-Eleven

ในช่วงทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา 7-Eleven ได้เร่งขยายธุรกิจผ่านการเข้าซื้อกิจการหลายแห่งในอเมริกา

  • ปี 2018 เข้าซื้อกิจการ Stripes และร้านอาหารเม็กซิกัน Laredo Taco Company
  • ปี 2020 เปิดตัวแบรนด์ร้านอาหารในร้าน 7-Eleven ชื่อ Raise the Roost Chicken & Biscuits
  • ปี 2021 เข้าซื้อกิจการ Speedway จาก Marathon Petroleum รวมกว่า 3,800 สาขาในสหรัฐฯ และแคนาดา
  • ปี 2024 ปิดดีลมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าซื้อ Stripes และ Laredo Taco Company เพิ่มเติมจาก Sunoco LP

ในปีเดียวกัน บริษัทจากแคนาดา Alimentation Couche-Tard เสนอซื้อกิจการ Seven & I Holdings ในญี่ปุ่น 0มูลค่าสูงถึง 47 พันล้านดอลลาร์ แต่ดีลล่มในเดือนกรกฎาคม 2025 ท่ามกลางข้อขัดแย้งและปัญหาความโปร่งใสในการเจรจา

แผนตั้งรับการซื้อกิจการในอนาคต

ภาพจาก https://citly.me/D3smF

เพื่อรับมือกับแรงกดดันและสร้างความมั่นคงทางธุรกิจ Seven & I ได้แต่งตั้ง Stephen Hayes Dacus อดีตผู้บริหารจาก Walmart และ Fast Retailing เป็น CEO ในช่วงต้นปี 2025

เขาได้ประกาศแผนเชิงกลยุทธ์ ซึ่งรวมถึงเตรียมแยกธุรกิจ 7-Eleven ในอเมริกาเหนือ เข้าตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 2026, ลงทุนในการขยายสินค้าประเภทอาหารสดในร้านสาขาสหรัฐฯ ซื้อคืนหุ้นธุรกิจ 7-Eleven ในอเมริกาเหนือ มูลค่ากว่า 13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในสิ้นทศวรรษ

ประเด็นค่าจ้างแรงงานที่สั่นสะเทือน

แม้ 7-Eleven จะเป็นแบรนด์ร้านสะดวกซื้อระดับโลกที่ได้รับความนิยมมายาวนาน แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็มีบางสาขาแฟรนไชส์ที่ตกเป็นข่าวในเชิงลบเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างแรงงาน โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเรื่อง การจ่ายค่าจ้างไม่เป็นธรรม และ การขโมยค่าจ้าง (Wage Theft)

ในปี 2020 แฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ได้จ่ายเงินชดเชยเป็นจำนวน 173 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 122 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ให้กับพนักงานในออสเตรเลีย หลังมีการเปิดเผยกรณีการขโมยค่าจ้าง ซึ่งเริ่มเป็นประเด็นตั้งแต่ปี 2015

ต่อมาในปี 2022 บริษัทฯ ได้ถูกสั่งให้จ่ายเงินเพิ่มอีก 98 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 73.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ให้แก่กลุ่มแฟรนไชส์ซีในออสเตรเลียที่รวมตัวกันฟ้องในคดีแบบกลุ่ม (Class Action) โดยอ้างว่าโมเดลธุรกิจของ 7-Eleven นั้นเอื้อต่อการละเมิดสิทธิแรงงาน

ล่าสุดในเดือนกันยายน 2023 กระทรวงแรงงานของสหรัฐฯ ได้ยื่นฟ้องเจ้าของร้านแฟรนไชส์ 7-Eleven จำนวน 4 สาขาในรัฐมิชิแกน ฐานละเมิดกฎหมายแรงงาน โดยไม่จ่ายค่าล่วงเวลาให้กับพนักงาน

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก แต่การบริหารจัดการในระดับสาขาแฟรนไชส์ ก็ยังมีความเสี่ยงและต้องการการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด เพื่อรักษามาตรฐานและความเชื่อมั่นจากสาธารณชน

แผนการขยายธุรกิจ 7-Eleven ครั้งใหญ่

ภาพจาก https://citly.me/PyrtA

แม้จะมีความท้าทายด้านแรงงาน แต่ 7-Eleven ยังคงเดินหน้าอย่างจริงจังในการขยายธุรกิจไปทั่วโลก ปัจจุบัน 7-Eleven คือแบรนด์ค้าปลีกที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในโลก โดยมีร้านมากกว่า 86,000 สาขาในกว่า 21 ประเทศ และยังคงมีแผนที่จะขยายเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง

ย้อนไปเดือนเมษายน 2024 บริษัทแม่ Seven & I Holdings ได้ประกาศเป้าหมายในการขยายเครือข่ายร้านให้ครบ 100,000 สาขาใน 30 ประเทศภายในปี 2030 โดยเน้นการเปิดตลาดใหม่ในยุโรป, ละตินอเมริกา, ตะวันออกกลาง และ แอฟริกา พร้อมทั้งจะเดินหน้าทำการควบรวมกิจการ (M&A) ในภูมิภาคอเมริกาเหนืออย่างเชิงรุก

หลังจากที่บริษัทปฏิเสธข้อเสนอการซื้อกิจการจากบริษัท Alimentation Couche-Tard ของแคนาดาในปี 2024–2025 บริษัทฯ ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ใหม่ มุ่งเน้นไปที่การลดค่าใช้จ่าย, ขายธุรกิจที่ไม่ใช่แกนหลัก และ เตรียมแยกธุรกิจร้านสะดวกซื้อในอเมริกาเหนือออกไปจดทะเบียนในตลาดหุ้น (Spin-off)

สถิติจำนวนสาขา 7-Eleven ทั่วโลกปี 2023

อเมริกาเหนือ

  • สหรัฐอเมริกา 13,334 สาขา (2025)
  • เม็กซิโก 1,925 สาขา
  • แคนาดา 596 สาขา

ยุโรป / ตะวันออกกลาง

  • เดนมาร์ก 174 สาขา
  • นอร์เวย์ 129 สาขา
  • สวีเดน 79 สาขา
  • อิสราเอล 8 สาขา

เอเชียแปซิฟิก

  • ญี่ปุ่น 21,789 สาขา (2025)
  • ไทย 15,595 สาขา (2025)
  • เกาหลีใต้ 13,137 สาขา
  • ไต้หวัน 6,859 สาขา
  • จีน 5,051 สาขา
  • ฟิลิปปินส์ 3,768 สาขา
  • มาเลเซีย 2,566 สาขา
  • ออสเตรเลีย 767 สาขา
  • สิงคโปร์ 500 สาขา
  • เวียดนาม 99 สาขา
  • กัมพูชา 82 สาขา
  • อินเดีย 47 สาขา
  • ลาว 3 สาขา

เส้นทางความสำเร็จของ 7-Eleven ในประเทศไทย

ภาพจาก www.facebook.com/cpall7

เส้นทางการเติบโตของร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ในประเทศไทย มีจุดเริ่มต้นเมื่อ 37 ปีที่แล้ว จากความกล้าคิด กล้าทำของ “เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์” แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group)

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ปี 1988 บริษัท ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) ได้เซ็นสัญญาซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์จากบริษัท Southland Corporation ปัจจุบันคือ 7-Eleven Inc. ในเครือญี่ปุ่น ก่อนจะเปิดสาขาแรกที่หัวมุมถนนพัฒน์พงศ์ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 1989 โดยเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

จุดเริ่มต้นที่ไม่ง่าย แต่เป็นเพราะวิสัยทัศน์เจ้าสัวธนินท์

ภาพจาก https://citly.me/Nab8J

ในหนังสือ “ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว” เจ้าสัวธนินท์เล่าว่า ได้เห็นความสำเร็จของ 7-Eleven ในสหรัฐอเมริกา และเชื่อมั่นว่ารูปแบบร้านสะดวกซื้อแบบนี้ จะประสบความสำเร็จในไทยเช่นกัน

ในตอนแรกบริษัทแม่ในอเมริกาปฏิเสธไม่ขายสิทธิ์แฟรนไชส์ให้ ด้วยเหตุผลว่า GDP ต่อหัวของคนไทยต่ำ กำลังซื้อน้อย หากเปรียบเทียบการซื้อ 1 บิลของลูกค้าอเมริกัน ต้องใช้ลูกค้าคนไทยถึง 15 คนรวมกัน

แต่เจ้าสัวธนินท์ให้เหตุผลกลับไปว่า ถึงแม้คนไทยจะมีกำลังซื้อน้อย แต่ต้นทุนในไทยถูกกว่าอเมริกาถึง 10 เท่า ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าจ้างพนักงาน และราคาสินค้า เมื่อนำต้นทุนต่ำมาประกอบกับปริมาณการซื้อรวมกัน ก็สามารถทำกำไรได้ไม่แพ้อเมริกา ที่สำคัญคือการลงทุนในไทยมีความเสี่ยงน้อยกว่า เพราะที่ดินและแรงงานถูกกว่าอย่างมาก

แม้จะมีเสียงคัดค้านว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง แต่เจ้าสัวมองว่าธุรกิจที่เริ่มต้นยาก หากสำเร็จจะยั่งยืน นั่นเป็นจุดเริ่มของการนำ 7-Eleven เข้ามาเปิดในไทย

วิกฤติในช่วงแรก ขาดทุน สินค้าหาย พนักงานลาออก

ภาพจาก https://citly.me/xTsby

ย้อนกลับไปช่วงปี 1990 คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ได้รับมอบหมายจากเจ้าสัวธนินท์ให้เข้ามากอบกู้ 7-Eleven ในไทย ซึ่งตอนนั้นมีเพียง 27 สาขา และยังขาดทุนต่อเนื่องมาจากปัญหาหลัก คือ

  • อัตราสูญหายของสินค้า สูงถึง 2.5% ต่อเดือน (ธุรกิจค้าปลีกทั่วไปไม่ควรเกิน 1%)
  • กว่า 80% ของสินค้าที่หาย มาจากพนักงานในร้านเอง
  • พนักงานลาออกสูงมาก ต้องจ้างใหม่ถึง 1,500 คนต่อเดือน

วิธีแก้ของคุณก่อศักดิ์ “ให้การศึกษา”

คุณก่อศักดิ์มองว่า พนักงานจำนวนมากขาดโอกาสทางการศึกษา เขาจึงร่วมมือกับกรมอาชีวศึกษา ออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ให้พนักงานได้เรียนต่อวิธีนี้ช่วยสร้างแรงจูงใจให้พนักงาน เพราะหากร้านไปไม่รอด พวกเขาก็หมดโอกาสเรียน จึงต้องตั้งใจทำงานให้ดี

นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เช่น การเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการร้าน นอกจากให้การศึกษาแก่พนักงาน ยังเพิ่มการลงทุนในระบบตรวจสอบสต็อก ทำให้อัตราสูญหายลดลงเหลือไม่เกิน 1%, อัตราการลาออกลดลงถึง 3 เท่า และในเวลาเพียง 2 ปี ขยายสาขาได้ถึง 100 สาขา

จากร้านขาดทุนสู่กว่า 15,595 สาขาทั่วประเทศ

ภาพจาก www.facebook.com/cpall7

ภายในปี 2005 ร้าน 7-Eleven ในไทยมีมากกว่า 3,000 สาขา และเติบโตต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีกว่า 15,595 สาขาทั่วประเทศ

แบ่งออกเป็น

  • ต่างจังหวัด 9,044 สาขา (คิดเป็น 58%)
  • กรุงเทพฯ และปริมณฑล 6,551 สาขา (42%)
  • สาขาแบบเดี่ยว (Stand-Alone) 13,401 สาขา (86%)
  • สาขาในปั๊มน้ำมัน ปตท. 2,194 สาขา (14%)

สาขาในต่างประเทศ

  • กัมพูชา 123 สาขา
  • สปป.ลาว 18 สาขา

ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2568 กำไรโตเกือบ 36%

7-Eleven ยังคงทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในด้านรายได้และกำไรสุทธิ

  • รายได้จากการขายและบริการ 117,706 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 5.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน)
  • กำไรขั้นต้น 34,494 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 9,155 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 35.8% จากไตรมาส 2 ปีที่แล้ว)

ทำไม 7-Eleven ต้องเติมเครื่องดื่มจากด้านหลัง?

ภาพจาก https://citly.me/vqPnM

แนวคิดนี้เกิดที่ประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากพื้นที่จำกัด ทำให้ตู้แช่ขนาดใหญ่แบบอเมริกาเข้าไปในร้านไม่ได้ ทีมงานญี่ปุ่นโดยคุณ “โมริโอะ คางาวะ” จึงออกแบบตู้แช่ใหม่ให้สามารถเติมเครื่องดื่มจากด้านหลังได้ตลอดเวลาและมีความเย็นทันเวลา

มีข้อดีคือ

  • ไม่รบกวนลูกค้า
  • สินค้าเย็นแล้วจะถูกดันมาอยู่ด้านหน้า
  • คงความเย็นของสินค้าได้ดีตลอดเวลา

กลยุทธ์การเติบโต Store Business Partner

7-Eleven ในไทยเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าร่วมเป็น Store Business Partner หรือผู้ลงทุนร่วมบริหารร้าน มี 2 รูปแบบหลัก:
รูปแบบที่ 1

  • ลงทุน 1,480,000 บาท (สัญญา 6 ปี)
  • ผู้ซื้อแฟรนไชส์เป็น ผู้จัดการร้าน ได้เงินเดือน 29,000 บาท
  • มีรายได้จากการปันผลกำไร 20–30% (ตามการควบคุมค่าใช้จ่าย)

รูปแบบที่ 2

  • ลงทุน 2,630,000 บาท (สัญญา 10 ปี)
  • ได้ส่วนแบ่งกำไร 54% (ยังไม่หักค่าใช้จ่ายในร้าน)

ทั้ง 2 รูปแบบได้รับคืนเงินค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ยเมื่อสิ้นสุดสัญญา

เคล็ดลับความสำเร็จของ Store Partner

  • ดูแลร้านด้วยตัวเอง
  • มีคนที่ไว้ใจได้มาช่วยงาน
  • บริหารทีมให้ดี ป้องกันการทุจริตหรือความเสียหายที่อาจทำให้ถูกยกเลิกสัญญา

สรุป ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ในไทยไม่ได้เดินตามสูตรความสำเร็จของอเมริกาหรือญี่ปุ่น แต่ผ่านการลองผิดลองถูก ปรับตัวให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น จนสร้างโมเดลความสำเร็จของตนเอง และกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจค้าปลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศไทย

เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความสำเร็จไม่มีสูตรตายตัว แต่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ ความกล้าในการตัดสินใจ และการลงมือทำอย่างจริงจัง

------------------------------------------

รวมแฟรนไชส์ไทย > 660 แบรนด์ - www.ThaiFranchiseCenter.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...