โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส.ไทยรับสร้างบ้าน เปิดพฤติกรรมผู้บริโภค เน้นความมั่นคง-ปลอดภัยมากกว่าต้น หลังภัยพิบัติเกิดถี่

MATICHON ONLINE

อัพเดต 21 ส.ค. 2568 เวลา 09.34 น. • เผยแพร่ 21 ส.ค. 2568 เวลา 09.34 น.

ส.ไทยรับสร้างบ้าน เปิดพฤติกรรมผู้บริโภค เน้นความมั่นคง-ปลอดภัยมากกว่าต้น หลังภัยพิบัติเกิดถี่

สมาคมไทยรับสร้างบ้าน (Thai Home Builders Association: THBA) วิเคราะห์สถานการณ์ตลาดรับสร้างบ้านในอดีตถึงปัจจุบัน เผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่สำคัญ โดยมีการเปลี่ยนผ่านจากปัจจัยที่ขับเคลื่อนด้วยราคาและงบประมาณ ไปสู่การให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงคุณค่าและความมั่นคงในระยะยาวอย่างชัดเจน ในปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญสูงสุดกับความคุ้มค่าและคุณภาพการก่อสร้างบ้าน ซึ่งรวมถึงความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยความสามารถในการบริหารจัดการงบประมาณ และพื้นที่ใช้สอยที่ยืดหยุ่นได้

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในอนาคตกำลังถูกกำหนดโดยปัจจัยใหม่ ๆ ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความปลอดภัยของโครงสร้างหลัก ภายหลังเหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่สร้างความตื่นตระหนก นอกจากนี้ ความต้องการที่อยู่อาศัยที่สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การเข้าสู่สังคมสูงวัย และเทรนด์ด้านความยั่งยืนที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จะกลายเป็นแรงผลักดันหลักที่กำหนดทิศทางของตลาด

จากข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ ผู้ประกอบการในตลาดรับสร้างบ้านจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างเร่งด่วน จากการมุ่งเน้นการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับผู้บริโภค ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความยั่งยืน และการออกแบบที่ตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะกลุ่มอย่างแท้จริง การสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์และการสื่อสารที่ชัดเจนในเรื่องคุณภาพ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคตที่กำลังจะมาถึง

ภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านในปัจจุบันและผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย

นายนิรัญ โพธิ์ศรี นายกสมาคม เผยว่าตลาดรับสร้างบ้านทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงในต่างจังหวัด กำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยมูลค่าตลาดรวมของบ้านสร้างเองทั่วประเทศในปี 2568 คาดว่าจะปรับตัวลดลงจาก 130,000 ล้านบาท ในปี 2567 เหลือเพียง 110,000-120,000 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดรับสร้างบ้านที่ดำเนินการโดยบริษัทรับสร้างบ้านก็ลดลงในทิศทางเดียวกัน โดยคาดว่ามูลค่าจะลดลงจาก 18,000 ล้านบาท ในปี 2567 เหลือเพียง 14,000 ล้านบาท หรือลดลง 22% นับเป็นการหดตัวที่แรงที่สุดอีกครั้งในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ตลาดซบเซามาจากหลายสาเหตุทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ฟื้นตัวช้า ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การที่สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และล่าสุดผลกระทบที่เกิดจากการปะทะกันของทหารไทย-กัมพูชา บริเวณชายแดนในจังหวัดภาคอีสานตอนล่างและจังหวัดชายแดนภาคตะวันออก ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ต้องการสร้างบ้านขนาดเล็กซึ่งมีงบประมาณไม่เกิน 2 ล้านบาท และกลุ่มที่ต้องการสร้างบ้านขนาดใหญ่พิเศษที่มีราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าทั้งสองกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบและมีสัดส่วนลดลงมากที่สุด

แม้ตลาดโดยรวมจะอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่การวิเคราะห์อย่างละเอียดของสมาคมฯ ชี้ให้เห็นว่า ความต้องการของผู้บริโภคในการสร้างบ้านนั้นไม่ได้หายไปอย่างสิ้นเชิง แต่เป็นการชะลอการตัดสินใจออกไป การที่ผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัสดุ สำหรับงานโครงสร้างที่มีคุณภาพไว้ตามเดิม บ่งชี้ว่าความต้องการในคุณค่าและคุณภาพของที่อยู่อาศัยยังคงอยู่ เพียงแต่กำลังซื้อที่ลดลงและภาระหนี้ครัวเรือน ทำให้ต้องเลื่อนแผนการลงทุนออกไปก่อน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าอุปสงค์ที่กำลังจะกลับมาในอนาคตจะไม่ใช่แบบเดิมอีกต่อไป แต่จะเป็นอุปสงค์ที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและคุณภาพในระยะยาวมากขึ้น

ลักษณะทางประชากรของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

โครงสร้างประชากรและลักษณะครัวเรือนของไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อความต้องการที่อยู่อาศัยในปัจจุบันและอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยโครงสร้างครอบครัวไทยที่พบมากที่สุดคือครอบครัวเดี่ยวซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 53.65% ในปี 2565 ในขณะที่ครอบครัวขยายมีสัดส่วนเพียง 13.15% นอกจากนี้ ขนาดครัวเรือนเฉลี่ยทั่วประเทศก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ที่ประมาณ 3.2 คนต่อหนึ่งครัวเรือน ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีจำนวนผู้สูงอายุมากถึง 12.5 ล้านคน สวนทางกับอัตราการเกิดที่ติดลบนับตั้งแต่ปี 2564

ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายและการปรับตัวจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ

กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการสร้างบ้านเองส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มที่มีที่ดินเปล่าเป็นของตนเอง อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้มีความละเอียดอ่อน และมีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง จากสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน ทั้งนี้พบว่าผู้บริโภคกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัล แม้ว่ากลุ่มนี้จะมีความต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์แบบใหม่ เช่น การทำงานที่บ้าน แต่กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่กำลังสร้างตัวและมีรายได้ยังไม่สูงมากนัก ส่งผลให้หลายคนต้องชะลอการตัดสินใจสร้างบ้านออกไป

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของราคาวัสดุก่อสร้างทำให้ผู้บริโภคต้องปรับเปลี่ยนแผน เพื่อควบคุมงบประมาณ การปรับตัวส่วนใหญ่ทำได้โดยการเลือกปรับลดวัสดุตกแต่ง หรือการออกแบบบางส่วนที่มีราคาแพงลง แต่ยังคงเลือกใช้วัสดุสำหรับงานโครงสร้างไว้ตามเดิม การกระทำนี้สะท้อนให้เห็นว่าในสถานการณ์ที่ต้องประหยัดค่าใช้จ่าย ผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับความมั่นคง และคุณภาพของบ้านในระยะยาวเหนือกว่าความสวยงามภายนอก ซึ่งเป็นสัญญาณที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

ปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ๆ

1.ปัจจัยด้านการเงินและเศรษฐกิจ

สำหรับผู้บริโภคที่เลือกสร้างบ้านเอง การบริหารงบประมาณเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ โดยงบประมาณการก่อสร้างส่วนใหญ่อยู่ที่ 2-5 ล้านบาท สิ่งที่น่าสนใจคือผู้บริโภคในกลุ่มนี้มีสัดส่วนสูงมากกว่า 40% ที่ไม่ต้องการใช้สินเชื่อจากสถาบันการเงิน โดยใช้เงินสดในการก่อสร้างบ้านเอง ขณะที่อีกกว่า 32% ยังคงมีความต้องการใช้สินเชื่อ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ล่าช้าและนโยบายของภาครัฐที่ไม่ชัดเจน ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายหรือลงทุนเรื่องที่อยู่อาศัยลดลง ทำให้ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคาและต้นทุนค่าก่อสร้างที่สูงขึ้น และต้องปรับแผนการก่อสร้างเพื่อควบคุมงบประมาณตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

2.ปัจจัยด้านความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย

ข้อมูลข้างต้นชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของปัจจัยขับเคลื่อนการตัดสินใจ โดยในอดีต (ปี 2560) ปัจจัยด้านราคาที่ระบุว่า “ราคาถูกกว่าซื้อโครงการบ้านจัดสรร” เป็นเหตุผลอันดับที่ 3 ที่ผู้บริโภคเลือกสร้างบ้านเอง ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับต้นทุนในขณะนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการและแบรนด์กลับเข้ามามีบทบาทที่สำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้บริโภค Gen X และ Gen Y ที่ต้องการใช้บริการกับผู้ประกอบการสร้างบ้านที่มีประวัติและชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ

จุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวล่าสุด ซึ่งกระทบต่อความมั่นใจของผู้บริโภคอย่างรุนแรง ผลสำรวจล่าสุดเผยว่ากว่า 90% ของผู้บริโภคต้องการเลือกแบรนด์ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยและใช้ผู้ประกอบการสร้างบ้านที่น่าเชื่อถือ และมากกว่า 50% พร้อมที่จะเพิ่มงบประมาณในการสร้างบ้านใหม่ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของโครงสร้าง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าปัจจัยด้านความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของโครงสร้าง ได้กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนอันดับหนึ่งในการตัดสินใจของผู้บริโภคในปัจจุบัน แทนที่การแข่งขันด้านราคาอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต

การที่ผู้บริโภคเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้น เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพ สะท้อนถึงการเปลี่ยนมุมมองจากการมองบ้านเป็นเพียง “สินทรัพย์” ที่มีต้นทุนต่ำ ไปสู่การมองบ้านเป็น “แหล่งพักพิงที่ปลอดภัย” ที่มีคุณค่าในระยะยาว ผู้ประกอบการสร้างบ้านที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในด้านความแข็งแรงของโครงสร้าง มาตรฐานการก่อสร้างที่เหนือกว่า และการรับประกันที่ชัดเจนจะมีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างมากในตลาดปัจจุบัน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส.ไทยรับสร้างบ้าน เปิดพฤติกรรมผู้บริโภค เน้นความมั่นคง-ปลอดภัยมากกว่าต้น หลังภัยพิบัติเกิดถี่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...