โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

จับทิศลงทุน "TFG" ไปต่อ หรือ พอก่อน?

ทันหุ้น

อัพเดต 20 ส.ค. 2568 เวลา 09.35 น. • เผยแพร่ 20 ส.ค. 2568 เวลา 09.35 น.

ทันหุ้น – บล.หยวนต้า สแกน บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG มีมุมมองเป็นกลางถึงบวกต่อประชุมนักวิเคราะห์วานนี้ โดยแนวโน้มกำไรปกติ Q3/68 คาดชะลอลง QoQ แต่จะชะลอลงน้อยกว่ากลุ่ม เนื่องจากบริษัทมีการขยายธุรกิจ Fresh Market ต่อเนื่อง ประกอบกับธุรกิจหมูสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหมูชำแหละ ซึ่งราคาลงน้อยกว่าราคาหมูหน้าฟาร์ม ทำให้ราคาขายเฉลี่ยธุรกิจหมูของ TFG จะลดลงในอัตราที่น้อยกว่าอุตสาหกรรม แต่หากเทียบ YoY คาดกำไรยังเติบโตเด่น

.
ธุรกิจ Fresh Market อยู่ในช่วงเร่งเปิดสาขาใน 2H68 และมีแนวโน้มจะเปิดได้มากกว่าเป้าหมายสิ้นปีที่ 600 สาขา (ปัจจุบัน 500 สาขา) และ SSSG ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่องระดับ โดย Q3TD อยู่ที่ 17% YoY สวนทางภาพเศรษฐกิจ นอกจากนี้บริษัทมีแผนในการ Spin off ธุรกิจดังกล่าว ปัจจุบันเริ่มดำเนินการแล้ว คาดจะเข้าตลาดภายใน 3 ปีข้างหน้า
.
ธุรกิจไก่เข้าสู่ช่วง High season ของธุรกิจ และ Demand จากลูกค้าต่างประเทศยังดี ได้อานิสงส์จากการระบาดโรคไข้หวัดนกในบราซิล ขณะที่ในประเทศราคาไก่ยังทรงตัวแข็งที่ระดับ 40-42 บาท/กก. ไม่ได้ย่อตัวลงตามราคาหมู
.
ด้านต้นทุนมีแนวโน้มปรับลดลงต่อเนื่อง ทั้งราคาข้าวโพดที่เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยว และราคากากถั่วเหลือง เป็นอีกปัจจัยหนุน GPM ให้จะยังทรงตัวระดับสูงได้ ส่วนการนำเข้าข้าวโพดสหรัฐฯ ยังต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาล คาดจะเห็นในปี 2569 โดยบริษัทประเมินทุกๆ 1 บาทของราคาข้าวโพดที่ลดลงจะช่วยลดต้นทุนบริษัทได้ราว 1.0 พันลบ./ปี
.
ธุรกิจในเวียดนาม ปี 2569 บริษัทมีแผนขยายกำลังการผลิตฟาร์มหมูเพิ่มอีกราว 20% และเริ่มธุรกิจฟาร์มไก่เนื้อหนุนการเติบโต ส่วนโรง Feed Capacity 50,000 ตัน อยู่ระหว่างการผลิตคาดจะแล้วเสร็จใน 2H69 จะเป็นอีกปัจจัยหนุนประสิทธิภาพการเลี้ยงและลดต้นทุนของธุรกิจเวียดนาม
.
บริษัทคงเป้าหมายการเติบโตรายได้ปี 2568 ที่ 15% YoY โดยฝ่ายวิจัยคาดมีโอกาสสูงที่บริษัทจะทำได้ดีกว่าเป้า และประมาณการของฝ่ายวิจัยยังมี Upside เบื้องต้นฝ่ายวิจัยคงประมาณการกำไรปกติปี 2568-2569 ที่ 8,358 ลบ. (+126.7% YoY) และ 5,431 ลบ. (-35.0% YoY)
.
ราคาปัจจุบันซื้อขายบน PER25 เพียง 4.1 เท่า แม้ราคาหุ้นจะฟื้นขึ้นมาบ้าง แต่ยังมีราคาถูกที่สุดในกลุ่ม นอกจากนี้ด้วยฐานะการเงิน และกระแสเงินสดของบริษัทที่แข็งแกร่งขึ้นทำให้มีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลมากขึ้น โดยฝ่ายวิจัยคาดบริษัทมีโอกาสจ่ายปันผลบน Payout Ratio ที่ 40-50% ในทุกไตรมาสของปีนี้ จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” คงราคาเหมาะสมที่ 6.50 บาท

.

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...