โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เจาะลึก ยาลดไขมันในเลือด ควรเริ่มกินเมื่อไหร่? หยุดยาเองได้หรือไม่?

PPTV HD 36

อัพเดต 20 ส.ค. 2568 เวลา 10.09 น. • เผยแพร่ 20 ส.ค. 2568 เวลา 20.00 น.
ยาลดไขมันในเลือดใช้รักษาภาวะไขมันผิดปกติ ลด LDL ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรใช้ตามแพทย์สั่ง ไม่ควรหยุดยาเอง

ยาลดไขมันในเลือด คือ ยาที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะระดับไขมันในเลือดผิดปกติ หรือ ภาวะ Dyslipidemia ซึ่งเกิดจากความไม่สมดุลของไขมันชนิดต่าง ๆ ภายในกระแสเลือด ไม่ว่าจะเป็นคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ ไขมันชนิดไม่ดี (LDL) และไขมันชนิดดี (HDL) ซึ่งการมีสภาวะระดับไขมันในเลือดผิดปกติที่ไม่สามารถควบคุมได้ และไม่ได้รับการรักษา สามารถนำไปสู่โรคทางระบบหัวใจและหลอดเลือดที่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรงได้ เช่น ภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด หรือโรคหลอดเลือดสมอง

ดังนั้นการใช้ยาลดไขมันในเลือดจะช่วยรักษาสภาวะระดับไขมันในเลือดที่ผิดปกติและช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่อาจจะเกิดขึ้นได้

อาการแบบใดควรใช้ยาลดไขมัน

แนวทางการรักษาโรคไขมันในเลือดผิดปกติโดย ESC/EAS Guidelines ปี 2019 แนะนำว่าผู้ป่วยที่มีระดับ LDL หรือไขมันไม่ดีตั้งแต่ 190 mg/dL ขึ้นไปและไม่สามารถควบคุมระดับไขมันในเลือดได้ด้วยการปรับพฤติกรรม ควรได้รับยาลดไขมัน นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่มี LDL ในเลือดสูงเกิน 190 mg/dL หรือผู้ป่วยที่แพทย์พิจารณาแล้วว่ามีความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจสูง แพทย์จะพิจารณาเริ่มให้ยาลดไขมันในเลือดให้แก่ผู้ป่วย

ประเภทของยาลดไขมัน

ยากลุ่มสแตติน (Statins)

ยากลุ่มสแตตินหรือที่รู้จักกันในนาม “ยาลดคอเลสเตอรอล” จะไปยับยั้งเอนไซม์ที่ช่วยในการสังเคราะห์คอเรสเตอรอลในร่างกาย เมื่อคอเลสเตอรอลลดลงจะส่งผลให้ระดับไขมันที่ไม่ดีกับร่างกาย (LDL) และระดับไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดลดลงตามไปด้วย ตัวอย่างยาที่อยู่ในกลุ่มสแตติน ได้แก่

  • ยาซิมวาสแตติน เช่น Bestatin ®, Zimmex ®, Zimva ®,
  • ยาโรซูวาสแตติน เช่น Crestatin ®, Otagil ®, Rovas ®, Vivacor ®,
  • ยาอะทอร์วาสแตติน เช่น Xarator ®, Chlovas ®, Atorsan ®, Atorvin ®
  • ยาพิทาวาสแตติน เช่น Pitasor ®
  • ยาพราวาสแตติน เช่น Mevalotin ®
  • ยาฟลูวาสแตติน เช่น Lescol XL ®

ยากลุ่มเรซิน (Resins)

ยากลุ่มเรซิน หรือ ไบล์แอซิดซีเควสแตรนต์ (Bile acid sequestrants) ออกฤทธิ์ลดไขมันโดยการจับกับน้ำดีในทางเดินอาหาร ป้องกันการดูดซึมกลับของน้ำดีเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลกระตุ้นให้ตับดึงคอเลสเตอรอลเข้าสู่เซลล์ตับมากขึ้น ระดับคอเลสเตอรอลและ LDL ในกระเเสเลือดจึงลดลงได้ ตัวอย่างยาในกลุ่มเรซิน ได้แก่ ยาคอเลสไทรามีน และ ยาคอเลสติพอล

ยากลุ่มอิเซททิไมบ์ (Ezetimibe)

ยาอิเซททิไมบ์ ออกฤทธิ์ลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) ในเลือด โดยยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลที่ลำไส้ ยาลดไขมันนี้มักจะใช้ร่วมกับยาในกลุ่มสแตติน ตัวอย่างยาที่มีส่วนประกอบของยาอิเซททิไมบ์ เช่น Ezetrol ®, Ezentia ®, Mibeaz ®, Co-Ezetimibe TEVA ®, Atozet ®, Vytirin ®

ยากลุ่มไนอะซิน (Niacin)

ยาลุ่มไนอะซิน หรือ กรดไนอะซิน เป็นอนุพันธุ์ของวิตามินบี 3 ในขนาดสูง ออกฤทธิ์ลดไขมันโดยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ตับและเนื้อเยื่อไขมัน มีผลช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) และเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ดี (HDL) ในเลือด ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น Niaspan ®

คำแนะนำการใช้ยาลดไขมัน

  • การใช้ยาลดไขมัน ผู้ป่วยควรรับประทานยาตามแพทย์สั่งและปฏิบัติตามคำแนะนำการใช้ยาของเภสัชกร เพื่อให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและปลอดภัยต่อตนเอง
  • หากผู้ป่วยมีโรคประจำตัว ยาประจำตัว และประวัติแพ้ยา ควรแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบเพื่อป้องกันการทำปฎิกิริยาระหว่างยาแต่ละชนิดที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยได้
  • ไม่ควรแบ่งยาให้ผู้อื่น หรือรับยาลดไขมันของผู้อื่นมารับประทาน เนื่องจากสภาวะของผู้ป่วยแต่ละรายเหมาะสมกับขนาดและตัวยาที่แตกต่างกัน
  • กรณีลืมรับประทานยาลดไขมัน ให้รับประทานทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่ถ้าหากใกล้กับการรับประทานยาครั้งต่อไป ให้ผู้ป่วยรับประทานยาครั้งถัดไปโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า
  • หากผู้ป่วยใช้ยาแล้วเกิดผื่นตามร่างกาย หายใจลำบาก ปากบวม คอบวม ตาบวม และริมฝีปากบวมซึ่งเป็นอาการแสดงของการแพ้ยา ผู้ป่วยควรหยุดยาและพบแพทย์โดยทันที
  • หากผู้ป่วยรับประทานยาลดไขมันแล้วมีอาการปวดกล้ามเนื้อร่วมกับปัสสาวะสีเข้มเหมือนน้ำล้างเนื้อ ควรหยุดยาและพบแพทย์โดยทันที

คำถามเกี่ยวกับยาลดไขมัน

ยาที่ไม่ควรรับประทานคู่กับยาลดไขมัน คือ

  • ยาต้านไวรัส HIV

  • ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิด

  • ยาต้านเชื้อราบางชนิด

อาหารที่ไม่ควรรับประทานคู่กับยาลดไขมันในเลือด

  • เซนต์จอห์นเวิร์ต เกรปฟรุ๊ต แปะก๊วย พริกไทยดํา ทับทิม และ ส้มโอ

ยาและอาหารที่กล่าวมาข้างต้นจะยับยั้งการทำลายยาลดไขมันในร่างกายซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้

ควรรับประทานยาลดไขมันเวลาใด?

ยาลดไขมันในเลือดควรรับประทานก่อนนอน เนื่องจากโดยปกติแล้ว ร่างกายคนเราจะมีการสร้างโคเลสเตอรอลสูงที่สุดในช่วงเวลากลางคืน ซึ่ง ยาลดไขมันไม่จำเป็นต้องรับประทานตลอดชีวิต หากผู้ป่วยมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไขมันต่ำ ควบคุมน้ำหนักและระดับไขมันในเลือดได้โดยไม่ต้องใช้ยา แต่อย่างไรก็ตามผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาด้วยตนเอง การลดยาไขมันในเลือดควรได้รับการพิจารณาจากแพทย์

ทั้งนี้การเริ่มรักษาโรคไขมันในเลือดสูงนั้น ผู้ป่วยจำเป็นต้องพบแพทย์ก่อนเพื่อตรวจวัดระดับไขมันในเลือดและค่าอื่น ๆ ตามที่แพทย์เห็นสมควรเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและจ่ายยาที่เหมาะสมกับโรคและร่างกายผู้ป่วยมากที่สุด ในกรณีที่ผู้ป่วยรับยาบางส่วนจากโรงพยาบาลหรือต้องการซื้อยาเพิ่มเติม สามารถซื้อยากับเภสัชกรโดยแจ้งตัวยา ขนาด ปริมาณ และจำนวนที่รับประทาน ยาและวิตามินอื่น ๆ ที่รับประทานอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงยาที่แพ้ ทั้งนี้ผู้ป่วยควรพบแพทย์ตามนัดและไม่ควรปรับยาเองโดยเด็ดขาด

ขอบคุณข้อมูลจาก : BeDee

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...